650627 การฝึกปฏิบัติ “ฌาน” ของพุทธในชีวิตประจำวัน__บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

การฝึกปฏิบัติ “ฌานของพุทธ” ในชีวิตประจำวัน : โดยสมณะโพธิรักษ์ (เทศนาไว้ในรายการภาคค่ำ 27 มิถุนายน 2565)

🔥ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าต้องทำ “ฌาน” เป็น "ฌาน" คำว่า "ฌาน" นี่แปลว่า “ไฟ” หรือ พลังงานชนิดหนึ่งเรียกว่า "อุณหธาตุ" ซึ่งคนที่เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าทุกคนนี่แหละ ต้องสร้าง "ฌาน" ต้องทำ "ฌาน" ต้องสร้างพลังงาน "ฌาน" ให้ได้ และต้องสร้างพลังงาน "ฌาน" อย่างสัมมาทิฏฐิ

🔥“ฌาน” คือพลังงานไฟร้อน ไม่ใช่พลังงานเย็น "ฌาน" คือ พลังงานที่ “เผากิเลส” “ล้างกิเลส” อย่างถูกตัวถูกตนมีมรรคมีผล อาจจะไม่ต้องรู้ภาษาว่า มี "ฌาน" หรือไม่มี "ฌาน" แต่ชาวอโศกมี "ฌาน" ผู้ปฏิบัติธรรม ที่ใช้สมถะ สายพระป่า นั่งหลับตาปฏิบัติเป็นแกน จะไม่เกิด "ฌาน"ที่สัมมาทิฏฐิ แต่เขาจะมี "ฌานฤาษี” “ฌานสมถะ” ที่ไม่ใช่พลังงานไฟ ไม่ใช่พลังงาน"อุณหธาตุ" แต่เป็นพลังงานสมถะ เป็น “พลังงานเย็น” ไม่ใช่ “พลังงานร้อน” ไม่ใช่ “พลังงานไฟ” ซึ่งเป็นพลังงานที่มีฤทธิ์ร้อน ที่มีอำนาจเหนือชั้นกว่า “ไฟราคะ-ไฟโทสะ-ไฟโมหะ” จึงจะทำลายกันได้คือ เป็นพลังงานเหนือชั้นกว่ากัน ถ้าใช้พลังงานเย็นมาสู้กับพลังงานร้อน เอาไฟเย็นคือ “สมถะ” มาสู้กับไฟราคะ ก็จะเกิดปฏิกิริยาทะเลาะกัน ตีกัน เกิดระเบิด ไม่สำเร็จหรอก มันเป็นภาวะซับซ้อนเป็นภาวะที่รู้ยากอยู่

🔥“ฌาน” คือการเพ่งเผากิเลส ผ่านทวารทั้ง 6 คำว่า "ฌาน" ในศาสนาพุทธกระแสหลักเขาไม่แปลกันว่าไฟแล้วทุกวันนี้ แต่เขาไปแปลว่า “การเพ่ง” ซึ่งมีความเป็นจริง “การเพ่ง” ที่ทำให้เกิดการสำรวมจิต แต่ก็ไม่ต้องเพ่งถึงขั้นจะต้องไป “หลับตาเพ่ง” ปี๋ เราก็ “เพ่งอย่างลืมตา” ตื่นๆ จะว่าเพ่ง นั่นก็คือการสำรวม เข้าไปหาจุดหนึ่ง เป็นหนึ่งจริงๆ เป็น “เอกัคคตา”จริงๆนั่นเอง

การสำรวม คือ สำรวมอินทรีย์ผ่านทวารทั้ง 6 คือ “

อ่านต่อ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ” เพื่อให้พลังงานจิตของเรา ได้รับการกระทบสัมผัสทาง “ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ” จึงเกิดการกระแทกกระเทือน ให้ “อาการ “ ของกิเลสเคลื่อนให้เห็น จะได้เอามาเป็นองค์ประกอบ เป็นเหตุ เป็นบริขาร ในการสร้างพลังงาน "ฌาน"เพื่อที่จะให้ไป “เผากิเลส” เพราะฉะนั้น ผู้จะทำ “ฌาน”ได้ต้องมีภูมิปัญญาอย่างมาก

🔥ความหมายของ “ฌาน” ตามพจนานุกรม ภาษาคำว่า "ฌาน" เขาเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว ในพจนานุกรมบาลี-ไทย คำว่า "ฌาน" ไม่ได้มีคำว่า “ไฟ” หรือ “เพลิงกองใหญ่” มีแต่คำว่า “เพ่ง” ในพจนานุกรมบาลีหลายฉบับ แต่มีพจนานุกรมบางฉบับซึ่งเป็นส่วนน้อย ยังมีคำว่า "ฌาน" แปลว่า “ไฟ” หรือ “เพลิงกองใหญ่” ยังมีอยู่

สรุปแล้ว "ฌาน" เป็นพลังงานชนิดหนึ่งเป็น "อุณหธาตุ" เป็นสิ่งที่จะเผาจะไหม้ เป็นพลังงานที่จะเผาจะไหม้ หรือ "อุณหธาตุ" เป็นพลังงานที่มีความร้อนแรงมีพลังงานสูง องศาของพลังงานนั้นต้องสูงกว่ากิเลส ที่เป็นราคะโทสะ เป็นต้น พลังงานนี้ต้องเหนือชั้นกว่าพลังงานราคะโทสะมันถึงจะสลายกิเลสได้โดยสงบ "ฌาน"คือไฟ ราคะโทสะโมหะคือไฟ ฌานต้องต้องพลังงานไฟที่เหนือแล้วสู้กันได้โดยสงบไม่เดือดร้อน ไม่ทะเลาะกัน

ถ้าเอาความเย็นไปสู้กับความร้อน ก็ทะเลาะกันเพราะมันเป็นคนละตระกูล แต่นี่ เป็นพลังงานตระกูลไฟ แต่มีความไม่เหมือนกันกับไฟราคะโทสะโมหะเป็นตระกูลเดียวกันกับ ไฟ "ฌาน" ฟังดีๆ

🔥ตำแหน่งยศศักดิ์ฐานะไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผู้มี “ฌาน” เพราะฉะนั้นหากมาปฏิบัตินั่งหลับตาสร้าง "ฌาน" ที่มันเป็น "ฌานเย็น” เป็น ฌานหยุดเย็น ชืด ตาย ไม่มีพลังงานด้วย มันตรงกันข้ามกันเลยกับฌานเผากิเลส ซึ่งมันไม่มีวันจะบรรลุธรรมดอก ไม่มี แล้วออกนอกรีตไปเลยไปปรุงแต่งกันนอกโลกแบบโลกีย์สารพัด เป็นเรื่องโลกีย์เต็มไปหมด ไปแย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งสักการะ แย่งฐานันดร แย่งภพชาติที่มันเป็นสวรรค์วิมานอะไรต่ออะไรไป โดยไม่รู้จักว่า จิตตนได้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ถ้าเผื่อว่ารู้นะ พวกอยู่ในเถรสมาคมที่มีตำแหน่งยศศักดิ์จะไม่อยู่แบบนั้นหรอก ก็พระพุทธเจ้ามีตำแหน่งยศศักดิ์ เป็นจักรพรรดิ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้ร่ำรวย ก็ทิ้งออกมาหมดเลย มาเดินพระบาทเปล่า พูดแล้วนี่เข้าใจบ้างไหม นี่ยังจมอยู่ มีทั้งยศศักดิ์ มีทั้งสภาพอะไรต่ออะไรอยู่ รูปธรรมก็ยังอยู่ แม้จะบอกว่า ก็เขาตั้งให้ก็ตั้งไป ก็ไปเอาทำไม แสดงออกให้จริงๆเลย อย่ามาตั้ง สุดท้ายพระพุทธเจ้าออกมาไม่มีใครตั้งให้เป็นเจ้าคุณ ไม่มีใครตั้งเป็นพราหมณ์มหาศาล มียศชั้นเป็นอาจารย์เป็นครูอะไรให้เลย ไม่เห็นมี

🔥สภาวะวิตก วิจาร ใน "ฌาน 1” เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจ "ฌาน" ทีนี้มาสู่สภาวะ "ฌาน" "ฌาน" ที่เป็น “วิสัย” ซึ่งมาจากคำว่า วิ + สยะ “วิสัย”คือการยังอยู่ “สยะ” การเป็นตัวเรา อันวิเศษ “วิ” ตัวนี้คือ “วิเศษ” เป็นคุณวิเศษ เป็นอจินไตย เป็นวิสัยของ "ฌาน" พุทธ ทีนี้ถ้าเป็น "ฌาน" ของเดียรถีย์ พวกนอกรีต จะเรียก "ฌาน" วิสัยก็ได้ แต่ “วิ” ของเดียรถีย์ตอนนี้ไม่ใช่ “วิเศษ” แต่เป็น “วิ” ที่แปลว่า “ไม่” ซึ่งตรงกันข้ามกันกับวิเศษ ถ้าเป็นก็คือวิเศษก็ชนิดลงเหวเลย ตรงกันข้ามกันกับฌานของพุทธ

เพราะฉะนั้นความเป็น "ฌาน" จึงไม่ใช่เรื่องที่รู้ได้ง่ายๆ จะเข้าใจว่าสิ่งที่ถูก เป็น "ฌานวิสัย” ของศาสนาพุทธ ไม่ง่าย พวกชาวพุทธที่ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิทุกคน มี "ฌาน" แล้ว โดยคุณไม่ต้องรู้ว่ามี "ฌาน" แต่มี "ฌาน" รู้ยาก ยิ่งกว่าอรูป ถ้าความเป็นได้และยิ่งกว่า อรูป อรูปก็เป็นบัญญัติ “รูปฌาน” ก็เป็นบัญญัติ เป็นภาษา เช่น "ฌาน" 1 ภาษาว่ามี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา วิตกวิจาร พวกคุณมี โดยพวกคุณไม่ต้องมีคำว่า "ฌาน" ปีติ ของคุณมีแน่ สุข คุณมีแน่ พวกคุณมี เอกัคคตา แน่ วิตก คืออะไร วิจาร คืออะไร ในกระบวนการ สังกัปปะ 7 มี ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา พวกคุณฟังมาแล้ว นี่คือองค์ทั้ง 7 ของสังกัปปะ 7 สังกัปปะ คือ การปรุงแต่งของจิต ให้เป็นอภิสังขาร ที่รู้จิตเจตสิก รูป นิพพาน รู้สภาวะของจิต เมื่อจิตเริ่มก่อเกิดมาเรียกว่า “ตักกะ” หากว่ามี อวิชชา หรือ มิจฉาทิฏฐิ หรือพวกยังไม่สัมมาทิฏฐิจะเข้าใจ “ตักกะ” เป็นความนึกคิด แต่โดยปรมัตถ์แล้ว “ตักกะ”คือจิตที่เริ่มดำริขึ้นมา เริ่มมีสภาวะ

เสร็จแล้วรู้นัยยะละเอียดของ “ตักกะ” เรียกว่า “วิตักกะ” แล้วทำนัยละเอียดของจิต มีจิตเจตสิก นัยละเอียดคือแยกจิต โดยเฉพาะจิต ท่านแยกที่ตรงที่ “เวทนาเจตสิก” ทำเวทนาที่มันมีกิเลสให้หมดกิเลส คือทำ “เวทนาเก๊”ให้หมดไปเหลือแต่ “เวทนาแท้” ซึ่งเวทนาที่มีกิเลสเข้าไปปรุงแต่งเรียกว่า “เวทนาเก๊”

🔥"ฌาน" เกิดจากปฏิบัติศีล เป็นอย่างไรให้ชัดเจน "ฌาน" คือจิตที่กำลังเกิด “ปัญญา” ซึ่ง “ปัญญา”ก็คือพลังงานชนิดหนึ่งของจิต "ฌาน" ก็คือพลังงานอย่างหนึ่งของจิต "ฌาน" คือ“ปัญญา” ปัญญาคือ "ฌาน" ที่ใดมี“ปัญญา”ที่นั่นมี "ฌาน" ที่ใดมี "ฌาน" ที่นั่นมี“ปัญญา” คำว่า“ปัญญา”คือ ความรู้แบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า "ฌาน" คือ ลักษณะของ“ปัญญา”ที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า

จะเกิดได้จากการปฏิบัติ ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งเด็กๆของเราปฏิบัติอยู่ ส่วนเถรสมาคม นักปฏิบัติของสายโน้น ไม่มีใครได้ปฏิบัติเหมือนเด็กของเราหรอก เพราะ สำรวมอินทรีย์ เขาสำรวมเหมือนกัน แต่สำรวมเป็นสมถะ ย่างหนอ ก้าวหนอ อยู่กับลมหายใจหนอ อยู่กับรูปเท่านั้น ไม่ได้อยู่กับนาม

แต่เด็กๆของเราได้รับการสอน ให้รู้จัก เห็นอะไรไม่ค่อยจะอยากได้ จนกระทั่งไม่บันยะบันยัง เด็กของเราจะไม่ตะกละตะกลาม ละลาบละล้วง โดยเฉพาะทุจริตถึงในการอยากได้จะต้องขโมยเอา ก็ไม่ทำ การไม่ขโมย สัมผัสแล้วเห็นแล้ว มีความอยากแต่ไม่รุนแรงจนถึงขั้น ไปละลาบละล้วงหรือขโมยเอา ไม่ถึง เพราะฉะนั้นเด็กๆของเราไม่มีขโมย เมื่อไม่มีขโมย จิตเป็น "ฌาน"

1. จิตของเราไม่ทุจริต จากที่ศีลห้ามไว้ ตั้งแต่ศีล ข้อที่ 1

คนที่เห็นสัตว์แล้วไม่ฆ่า จิตเป็น "ฌาน" แล้ว ฟังดีๆนะ เด็กๆก็ฟังเข้าใจได้ ไม่ฆ่า แม้บางที จิตเรา ชักโกรธๆเหมือนกันนะ แต่ไม่ฆ่า นั่นจิตเป็น "ฌาน" แล้ว จิตไม่ละเมิดศีล แม้จะมีอาการโกรธหรือรัก ก็พยายามหักห้าม นั่นแหละคือการปฏิบัติศีล ทำจริงๆ หยุดจริงๆ

คุณลืมตา คุณปฏิบัติธรรมดานี่แหละคือ "ฌาน" แล้วคุณได้หยุดอย่างนี้แหละคือ "ฌาน" แล้วเลิกอย่าให้ละเมิด ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนไว้ ศีล ที่ตั้งไว้ศีล 5 นี้ก็ได้

เห็นสัตว์แล้วไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย ไม่เบียดเบียน "ฌาน" ทั้งนั้น ไม่ละเมิดศีลได้เป็น "ฌาน" จนกระทั่งกระทบสัมผัสกับสัตว์ จิตเฉยๆ หรือยังไม่เฉย แม้จะอยากจะตบสักที อยากจะบี้สักที จิตห้ามได้ ก็คือคุณมี "ฌาน" 1 วิตกวิจาร

จิตดำริ จะตบ ห้าม จาระ ห้ามพฤติของจิต ให้เป็นวิเศษ วิตกวิจาร ไม่ทำ คุณยับยั้งได้คุณเป็น "ฌาน" คือ "ฌาน" คือ พลังงานลดละกิเลส ฆ่ากิเลส ทำลายกิเลส กิเลสอะไร กิเลสอยาก อยากฆ่า อยากทำร้าย ไม่

เด็กๆอยู่ที่นี่ มีกาม ยับยั้งกาม เหมือนกับนัยยะยับยั้งโกรธ ยับยั้งกาม ก็คือ "ฌาน" ผู้ใหญ่ก็เหมือนกันมาที่นี่ยับยั้งกามก็คือ "ฌาน" คุณยับยั้งได้ก็คือมี "ฌาน"

คุณยับยั้งได้จนเป็นปกติ ไม่ต้องยับยั้งอะไรเลย คือ "ฌาน" สมบูรณ์ เป็นศีลสมบูรณ์

เด็กๆฟังเข้าใจไหม น่าจะเข้าใจนะอาจจะยากนิดหน่อย พยัญชนะอาจจะไม่ถึง แต่ว่าสภาวะอาจจะได้ เด็กๆฟังแล้วสภาวะอาจจะเกิด แต่เขาจะไปเทียบพยัญชนะอาจจะยาก แต่สภาวะเด็กฟังเข้าใจแล้วบ้าง บางคนอาจจะมาก แต่ถ้าไปกังวลในพยัญชนะ ก็ติดอีก ถ้าฟังไม่ติดพยัญชนะเลย เข้าใจดีแล้ว

🔥"ฌานวิสัย”อจินไตยที่ชาวพุทธสร้างได้ คำว่า "ฌานวิสัย" เป็นอจินไตยที่ไม่รู้ได้ง่ายๆ ไม่เป็นได้ง่ายๆ จิตของพระอรหันต์มี "ฌาน" ตลอดเวลาเป็นต้น ไม่ต้องไปนั่งหลับตา ไม่ต้องไปหาสถานที่อะไรที่ไหน อยู่กันธรรมดานี่แหละ มี "ฌาน" 24 ชั่วโมง นอนหลับก็เป็น "ฌาน" ยิ่งสบาย ลืมตาแน่นอนก็เป็น "ฌาน"

การปฏิบัติไปหลับตา ไม่เป็น "ฌาน" ไปสร้าง "ฌาน" ด้วยการหลับตา ไม่ใช่ "ฌาน" ของพระพุทธเจ้าเลย

อาตมาเอา "ฌาน" ที่อาตมาเอามาพูด ถ้าคนบอกว่าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เหมาว่า "ฌาน" นี้ เป็นของอาตมา ของโพธิรักเท่านั้น คุณเอาไหม "ฌาน" ที่ อาตมาธิบายไปนี่ เขาบอกว่าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า คุณเอาไหม ..เอา สภาวะที่อาตมาออกมาอธิบายนี้คุณเอาไหม

ส่วน "ฌาน" ที่เขาบอกว่าเป็นของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า ต้องไปนั่งหลับตานี้ ให้เขาเอาไปสิ ไม่ต้องไปแย่งกันก็สงบ แย่งไหม แย่ง "ฌาน" แบบเขาไหม...ไม่

ก็ดีแล้วนี่ คือความสงบสัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีจริงแล้ว ไม่ไปทะเลาะกับใคร เขาแย่งกัน "ฌาน" ของเขา โดยเฉพาะเขาเข้าใจเป็นทิฏฐิเดียวกัน สำนักนั้นมีรายละเอียดเก่งกว่าสำนักนั้น นั่นแหละเขาแย่งกัน เราไม่ต้องแย่ง เขาจะบอกว่าของเราไม่ใช่ เขาจะตัดเลยเขาไม่มาแย่งเราหรอก

_สู่แดนธรรม... สำนักที่เขานั่งหลับตาและเห็นพระพุทธเจ้า แล้วเห็นไม่เหมือนกัน ทำให้สำนักนี้แตกออกเป็นสองสำนัก สำนักแรก บอกว่าพระพุทธเจ้าหัวแหลม อีกสำนักหนึ่ง บอกว่าพระพุทธเจ้าหัวทู่ พ่อครูว่า... ตอนนี้ก็เลยแยกกันเป็นธรรมกาย 2 ธรรมกาย ธรรมกายของพระมหาเสริม ไม่รู้ยังมีชีวิตอยู่ไหม ธรรมกายที่อยู่ราชบุรี เพราะเกิดเห็นพระพุทธเจ้าหัวปุ้มกับหัวแหลม ต่างกัน ซึ่งเป็นนิมิตสร้างกันเองทั้งนั้นเลย และหลงว่าเป็นจริง แล้วก็เลยทะเลาะกันแยกทางกัน ง่ายๆ แยกทางกัน เหมือนกับเด็กๆ แย่งขนม เห็นแล้วน่าเอ็นดู ทะเลาะกันเหมือนเด็กจริงๆ

🔥"ฌาน" ต้องมี “ปัญญา” และ “ปัญญา” ต้องมี “ฌาน” สรุปง่ายๆ พวกชาวอโศกเป็นคนมี "ฌาน" เป็นธรรมดา เป็น "ฌาน" ที่เป็นปกติ ได้

"ฌาน" 1 มีวิตก วิจาร คือการเคร่งคุม ต้องระมัดระวังอยู่มากสำรวมสังวร สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ มันจะไม่ตื่น มันจะหลงใหล หลงผิด หลงเลอะ ไม่ตื่น ก็พยายามให้เกิด "ฌาน" ตื่น เพียร ให้เกิดสติเต็ม ปฏิบัติให้ได้จากการสัมผัสอันนั้นอันนี้เกี่ยวกับอันนี้แล้ว และผู้ใด มีไหวพริบปฏิภาณ อ่านจิต ในขณะกระทบสัมผัสเสมอ นั่นคือ ผู้ปฏิบัติ "ฌาน"

และเข้าใจถึงอาการของจิต เห็นจิต เข้าใจจิต กระทบสัมผัสแล้วเกิด เกิดรู้ขึ้นมาเรียกว่ารู้สึก เวทนา จับความรู้หรือความรู้สึกนี้ได้ เริ่มต้นแต่แค่ รู้สึกว่า เฉยๆ รู้สึกชอบ ชอบแรง อยากได้ หรือชัง รู้สึกชังแรงๆ เอาออกไปๆ ชังแรงๆ หรือ ชอบแรงๆ อยากแรงๆ มันก็รู้ง่าย

แต่พวกเราชอบแรงๆ ชังแรงๆ น้อยลง นี้คือ "ฌาน" มีปัญญารู้ว่าไม่ชอบแรงแล้วนะ นี่ถ้าเผื่อว่าที่อื่นจะไปเหลือเหรอ ผลไม้ที่อยู่หน้าโต๊ะ เดี๋ยวเขายกไปหมด ยกไปแอบขโมยไปกิน ไม่เหลือซากเลย แต่ตั้งอยู่นี่ เฉย

เพราะมี "ฌาน" มีปัญญารู้ว่า อย่าทุจริตในศีลข้อที่ 2 นั่นคือผู้มี "ฌาน" มีปัญญาในศีลข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 คือผู้ที่มี "ฌาน" มีปัญญารู้แล้วและไม่ละเมิดสิ่งที่เป็นอกุศล สิ่งที่ผิด อย่างน้อยอยากได้ก็ต้องทนเอา อยากโกรธก็ต้องทนเอา อยากไม่ชอบใจก็ต้องทนเอา อยากชอบใจก็ต้องทำ คุณก็ต้องปฏิบัติอยู่กำลังสร้าง "ฌาน"

ไปหลับตาแล้วไม่มีสภาวะอย่างนี้จะไม่ได้ปฏิบัติอย่างนี้ เพราะคุณหลับตาแล้วไม่ได้กระทบ ตาคุณไม่เห็นรูป หูคุณไม่ได้ยินเสียง จมูกคุณไม่ได้กลิ่น กลิ่นทุเรียนโชยมา คุณก็ไม่ได้ คุณจะได้ปฏิบัติขี้หมาอะไรเล่า คุณไม่ได้สังวรสำรวมอะไรเลย ไปดับมัน ดับอย่าง อสัญญี อย่างมิจฉานิโรธ ดับอย่างผิดทาง

พูดอย่างนี้เขาจะสะดุ้งสะเทือนไหม พวกที่ยึดถือผิดกัน แต่เขาไม่ฟังหรอกไม่รู้แน่ แต่เขาฟังบ้าง จะรู้สึกว่าพระรูปนี้มาจากไหนเป็นใคร พูดอะไรอย่างนี้ ถ้าเขาไม่รู้ว่าเป็นใครเขาจะฟังบ้าง แต่ถ้าเขารู้ว่าเป็นโพธิรักษ์ เขาก็จะเห็นว่าเหมือนมีตราหัวกะโหลกไขว้ไว้แล้ว ว่า อันทัชเอเบิ้ล ห้ามแตะต้อง อย่าเข้าไปใกล้ เป็นพวกตาบู taboo ห้ามใกล้ ของน่าเกลียดน่ากลัว น่าขยะแขยง

มันมาในยุคนี้อาตมาเกิดในยุคนี้ จึงแหม คนเข้าใจผิด คนเข้าใจเพี้ยน เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร เห็นขี้เป็นทองคำ เห็นทองคำเป็นขี้ อาตมาเป็นทองคำแล้วเขาเห็นว่าเป็นขี้ แล้วเขาก็เอาขี้มาหลงเป็นทองคำ น่าสงสาร ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

_สู่แดนธรรม... เด็กๆฟังไว้

พ่อครูว่า... เด็กเรานี่แหละปฏิบัติ "ฌาน" พวกพระป่าทางโน้นไม่ได้ปฏิบัติ "ฌาน" เขาปฏิบัติ "ฌาน" ฤาษี แต่เด็กของเราปฏิบัติ "ฌาน" แบบพุทธ

🔥"อรูป ฌาน 4 " ไม่ต้องทำ เพราะเป็นผลของการทำ " รูปฌาน 3" พ่อครูว่า... ใช่ พูด "ฌาน" ต่อ "ฌาน" ของพระอรหันต์ขึ้นไป เป็น "ฌาน" ที่ เข้าใจสภาวธรรมสมบูรณ์แบบ รู้จักสิ่งที่ถูกรู้(รูป) กับรู้จักสิ่งที่เป็นการกำหนดรู้(นาม) เรียกว่า กายกับสัญญา เป็น วิญญาณฐีติ 7 มี "รูปฌาน 4" กับ "อรูปฌาน 3"

"รูปฌาน 4" เป็นการปฏิบัติธรรมดาในชีวิตประจำวันของคน ส่วน "อรูปฌาน 3" ไม่ต้องไปปฏิบัติหรอก คนหลงไปปฏิบัติ "อรูปฌาน 3" อยู่ คือคนหลงภพ คนหลงอรูปภพ เพราะ "อรูปฌาน 3" มันเป็นผลของ “รูปฌาน 4” แล้ว

"อรูปฌาน 3" คือ 1. อากาศ 2. วิญญาณ 3. ไม่มีอะไรเลย เรียกโดยบัญญัติว่า อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตะ อากิญจัญญายตนะ

อากิญจัญญายตนะ คือนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี มันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ได้แล้วเป็นพระอรหันต์ จิตเป็น "ฌาน 4" แล้ว เพราะฉะนั้น "3 ฌาน" หลังนี้เป็นผล จะตรวจสอบก็แค่ตรวจสอบว่า จิตของเราเป็น "ฌาน" หรือยัง เป็นอย่างไร เหมือนอากาศ แล้วมันก็มีธาตุรู้ วิญญาณ มันเป็นอากาศจึงเป็นวิญญาณแท้ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส โดยเฉพาะอาสวะกิเลสไม่มี นิดนึงน้อย หนึ่ง ก็ไม่มี อากิญจัญญายตนะ มันเป็นผล ผลของ "รูปฌาน 4"

อรูป "ฌาน" ไม่ต้องไปพูดถึง ไม่ต้องไปอะไรก็ได้ แต่บัญญัติมันมี มันก็เป็นสภาวะที่ แม้ไม่พูดมันก็เป็นสภาวะของผู้ที่อาศัย 2 (รูป-นาม)คือ

รูป เป็นอากาศ นาม เป็นวิญญาณ ส่วนมาร นั่นคือกิเลส ไม่มีแล้ว ก็เป็นจิตที่มีอากาศกับวิญญาณอยู่เท่านั้น เป็นรูป-นาม 2 ตัว เรียกว่า กาย กำหนดรู้สัญญา กำหนดรู้อากาศ วิญญาณจบแล้ว ตรวจสอบว่าไม่มีกิเลสแล้ว จบแล้วก็จบเลย

พระอรหันต์ไม่ต้องไปงมงายไม่ต้องวนเวียนกลับ อากิญจัญญายตนะ ยิ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ต้องไปทำใหญ่เลย เพราะมันทำสำเร็จแล้วไม่ต้องมีความสงสัยอะไรอีกเลย เพราะฉะนั้นจะบอกว่ารู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้ มันจะต้องไปงมงายอย่างนั้น มันไม่ใช่ เพราะว่ามันเป็นความมั่นใจ สะอาดเราได้แล้ว "รูปฌาน 4" จบ

เพราะฉะนั้นตรวจสอบอีกทีหนึ่งเป็นอย่างไร ก็จบแล้วนี่ เป็นความว่างเปล่า เป็นธาตุรู้สมบูรณ์แบบเต็ม อากาศ วิญญาณ นิดนึงน้อยหนึ่ง ของกิเลสก็ไม่มีแล้ว ตรวจสอบตั้งแต่ "ฌาน" ที่ 4 แล้วนิดนึงน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี

เพราะฉะนั้น "ฌาน" ที่ 4 นั้นเท่ากับ วิญญาณฐีติตัวที่ 4 คือ เป็นจิตที่มี “สุภกิณหา” แปลว่า เป็นผู้มีสิ่งที่น่าได้ น่าเป็น น่ามี หรือว่า เป็นสิ่งที่ดีงามผ่อง เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ งามผ่อง แล้ว สุภะเพราะฉะนั้นจึงรู้จัก กาย ที่เป็นความดำมืด เรียกว่า กิณหา คือ ดี

ส่วนคนที่มิจฉาทิฏฐิจะยึดเอาความดำมืด ได้ความดำมืดนี้ เป็นนิโรธบ้าง เป็น "ฌาน 4" บ้าง ดีไม่ดีไปหลงเป็น "ฌาน 8" "ฌาน 9" ซึ่งเลอะเทอะใหญ่เลย หลงพยัญชนะ หลงบัญญัติใหญ่เลย

โดยเฉพาะอันที่ 9 ของ สัตตาวาส 9 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ จริงๆแล้วมันเป็นความเพ้อ สัตตาวาส 9 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 คือ "ฌาน 4" ที่เป็นมิจฉาทิฐิ เป็น "ฌาน 4" ของฤาษี เดียรถีย์ พอ "ฌาน 5" เป็นอสัญญีสัตว์ ดับมืดเลย แล้วไม่รู้ว่าตัวเองทำมืดแล้วหลงว่าเป็นนิโรธ อสัญญีสัตว์

เขาไปหลงเป็น อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะโดยสร้างภพชาติหลับตาเป็นอากาศ หลับตาเป็นวิญญาณ ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่มีจริงของใครของมันเป็นอาทิสมานกาย เป็นนิรมาณกาย แล้วก็หลงว่า เข้าใจเหมือนตาบอดชมวันนี้ฟ้าสวย วันนี้เมฆสวยจังเลย ตาบอดชมท้องฟ้าด้วยกับคนตาบอด ตาบอดเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคน บอกว่า เมฆสวยจังเลยวันนี้ นี่แหละ อากาศ วิญญาณ ของเขาไม่มีหรอก อากาศสะอาดสดๆ อากาศไม่มีกิเลสแล้ว อากิญจัญ วิญญาณไม่มีกิเลสแล้ว เขาทำไม่เป็น เขาได้อสัญญีสัตว์เท่านั้น ดับ

อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ต่างกัน เนวสัญญาคือ สิ่งที่ปลอมยิ่งกว่าอสัญญีสัตว์ เขาทำได้แต่ อสัญญีสัตว์เท่านั้นพวกนั่งหลับตา อย่างเช่น อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ตาม ได้แค่นั้น แล้วไปนั่งหลับตาบอกว่าเข้านิโรธสมาบัติ

สมาบัติของพระพุทธเจ้าเรียกว่า การบรรลุ การเข้าถึง ความสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้ง 5 เป็นอย่างน้อย เป็นปฐม "ฌาน" ต้องเข้าต้องออก

🔥"ฌาน” ของพุทธได้แล้วได้เลย ไม่ต้องเข้าต้องออกฌาน คนที่เข้า "ฌาน" ของพุทธไม่ต้องเข้าหรอก แล้วก็ไม่ต้องออกหรอก ลืมตาปฏิบัติอยู่นี่ไม่ต้องเข้าต้องออกอะไร กิเลสลดลงได้ก็ลดลงไปเป็นลำดับลำดับ หมดไปตามขั้นตอน หมดไปตามลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ในปหาราทสูตร น่าอัศจรรย์ ปฏิบัติถูกแล้วไม่ต้องไปทำอย่างนั้นเลย และเป็นไปได้จริงๆ ตามขั้นตอน ผู้ใดทำตามศีล และได้ปฏิบัติลดละกิเลส ศีลข้อที่ 1 คุณเห็นสัตว์แล้วไม่ฆ่า ไม่ใช้อาวุธไม่ใช้มือใช้ไม้ ไม่ใช้ทัณฑะ ไม่เอา มีจิตกรุณาเอ็นดูช่วยเหลือ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่

ศีลข้อ 2 ทินนาทาน เห็นของอยากได้ ก็อย่าไปทุจริต ชัง ก็อย่าไปทำร้ายทำลายของเขา ของคุณเองคุณจะเห็นว่าควรทำลายก็ทำลายไปสิ ไม่ได้ผิด ไม่ได้ไปทำลายอะไรของใคร

ศีลข้อที่ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 คุณสัมผัสและคุณก็รู้ว่า จะสัมผัสรูปแล้วยังจัดจ้านอยู่นะเรา ยังสวยงาม อย่างโน้นอย่างนี้ ยังอยากได้อย่างนู้นอย่างนี้ ยังอยากเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ เห็นรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ได้ยินเสียงที่มากระทบหู ได้กลิ่นกระทบจมูก ก็รู้ว่าคือกลิ่น เข้าใจได้ แม้แต่จิตเราจะยังมีกิเลสผสมบ้าง ก็ไม่ได้มีการกระดี๊กระด๊า หรือว่า ดิ้นรน กระสันตัณหาอะไร แสดงว่าเป็นคนสงบ

ควรได้ก็เอามา ได้ เราก็แสวงหาอย่างเรียบร้อย อย่างสุจริต เรียบร้อยได้มาก็ได้มาอย่างสุจริต สุภาพ ไม่เกิดสงคราม ไม่เกิดการแย่งชิง ไม่เกิดการกระทบกระเทือนใคร มีสตางค์ซื้อต้องซื้อก็ซื้อ อย่างเช่นทุเรียนราคาเท่าไหร่ ลูกขนาดนี้ในตลาด

เพราะฉะนั้นเห็นแล้ว ว่า จิตของเรามันชอบมากหรือไม่ชอบมาก เราก็ควรได้ควรมี ควรเป็นบ้าง แต่ไม่กระดี๊กระด๊า พวกเรามีจิตเป็น "ฌาน" จะมีกิเลสก็รู้ว่ามีกิเลสแล้วก็ไม่ดิ้นรน ไม่กระสันตัณหาจนหาทางได้จนกระทั่งอยากได้อย่างรุนแรง หรือถ้าแรงบ้างก็รู้ตัว ก็หาทางได้อย่างควร ซึ่งเป็นเรื่องสงบทั้งนั้นเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องจะไปกระทบกระแทกกระเทือนสัมผัสรุนแรงอะไรต่อกัน สังคมจึงเป็นสังคมสงบ เพราะมีจิตเป็น "ฌาน"

🔥ผู้มี"ฌาน” จะมีความแคล่งคล่องว่องไวทั้งกายและจิต "ฌาน" คือจิตสงบ แล้วผลของ "ฌาน" จิตสงบนี้ เป็น "ฌาน" ที่มี กายปาคุญญตา เป็น "ฌาน" ที่มี จิตปาคุญญตา ปาคุญญตา แปลว่าเร็วไว แคล่วคล่องปราดเปรียว อย่างโพธิรักษ์นี้ยังแววไวน้อย ยังปราดเปรียวน้อยนะ อย่างพวกเสี้ยวลิ้มยี่นี้เร็วมากเลย กระทั่งเห็นว่าออกอาวุธหรือยัง ก็ไม่รู้เลย แต่พวกนั้นไปใช้อาวุธกันออกนอกรีตเลย พวกเราไม่ใช่ไปฝึกอย่างนั้น แต่เป็นการฝึก "ฌาน" ฝึกจิต

เมื่อจิตเป็น "ฌาน" กายปาคุญญตา คือมีทั้งภายนอกและภายใน คุณมีความแคล่วคล่องทั้งภายนอกและภายใน จิตปาคุญญตา จิตภายใน แข็งแรง แคล่วคล่องว่องไว จึงมีพลังงานมาให้กายภายนอกแคล่วคล่องว่องไวด้วย เป็นหนึ่งเดียวกัน

เพราะฉะนั้นความเป็น "ฌาน" ไม่ใช่ความเฉื่อยความช้า ไม่ใช่ พระสารีบุตรนั้นยิ่งกว่าลิง เดินเจอท้องร่อง กระโดดแผล็วเลย ก็เป็นสามัญปกติ มันไม่มีอะไรเพราะว่าจิตเป็น "ฌาน" คนเข้าใจว่า "ฌาน" คืออะไรไม่ได้ หาว่าเราปฏิบัติผิดอีก ซึ่งหมายถึงความสามารถ เป็นสมรรถนะที่สูงมี กายปาคุญญตา _สู่แดนธรรม ว่า... ถ้าเอาพฤติกรรมคล่องแคล่วอย่างที่พ่อท่านว่าคือมี "ฌาน" พระวัดป่าก็คงไม่มีใครมี

พ่อครูว่า... ไม่มีใครมีหรอก พระวัดป่ามันผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะไปมีได้อย่างไร เฉื่อยหมดทั้งจิตทั้งกาย ความเป็นกาย ไม่มีตั้งแต่ต้นแล้วมันไม่สอดคล้อง มันไม่ได้หรอก มันออกนอกทาง ออกนอกโลกไปแล้ว จะไปโลกนรก ออกนอกโลกไม่ได้ไปไหนนะ แต่เป็นโลกนรกโลกเดรัจฉาน ไปโลกเดรัจฉานคือ ไปโลกที่ขวางทางนิพพาน

🔥 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เทศนาไว้ในรายการภาคค่ำ 27 มิถุนายน 2565

ดูคลิป วิดีโอได้ที่ https://youtu.be/WOuIUbWni_E และ https://fb.watch/dVidIGWzjl/

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน