650629 คั้นมันออกมาจากความว่างเปล่า__บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🔥 คั้นมันออกมาจากความว่างเปล่า 🔥
วันหนึ่งเมื่อหลายเดือนมาแล้ว มีผู้ชายสองคนไปหาข้าพเจ้าจนถึงที่อยู่ เมื่อไปถึงเรียบร้อยแล้ว เขาทั้งสองก็แสดงเจตจำนงออกมาว่า ที่มาหา ข้าพเจ้านั้นก็เนื่องด้วยคิดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยเขาทั้งสองได้ ข้าพเจ้าก็ถามว่า ทําไมคิดว่าข้าพเจ้าจะช่วยใคร ๆ ได้ เขาก็บอกว่า “เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน” ข้าพเจ้าจึงถามอีกว่า “ไปได้ยินกิตติศัพท์อะไร มาจากไหน?” เขาก็บอกว่า “กิตติศัพท์ที่ท่านเคยช่วยผู้ช่วยคนที่มีทุกข์ร้อน เคราะห์กรรมต่างๆ แม้แต่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยได้” ข้าพเจ้าจึงเข้าใจและเลยรับรองไปว่า “อ๋อ ! ก็นานมาแล้วสิ ” เพราะการช่วยเหลือด้วยอิทธิฤทธิ์แบบไสยศาสตร์อย่างนั้นข้าพเจ้าได้หยุดกระทํามานานแล้ว เขาก็รับว่า “ใช่ครับ” ข้าพเจ้าจึงถามไปว่า “แล้วที่คุณมาวันนี้จะให้ช่วยอะไร” เขาก็ว่า “ผมกําลังมีความเดือดร้อนอย่างหนัก” “เป็นทุกข์ ใช่ไหม?” ข้าพเจ้าถาม เขาก็รับว่า “ใช่” อีก “แล้วเป็นทุกข์อย่างไร?” ข้าพเจ้าถาม “ผมกําลังจะฉิบหาย !” เขาว่า “อะไรล่ะ ที่ว่าจะฉิบหาย?” ข้าพเจ้าซักต่อ แล้วเขาก็ได้เล่า เรื่องของเขาให้ฟังว่า เขามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และขณะนี้การรับเหมาก่อสร้างที่ได้กระทํากันอยู่รายหนึ่งมันขาดทุนย่อยยับลง เขาก็ไม่รู้จะทําอย่างไร แก้ไขก็ไม่ไหว ไม่มีทางกระเตื้องขึ้น มีแต่จะขาดทุนลงไปทุกวัน แล้วจะมาหาข้าพเจ้าให้ช่วยเหลือ ข้าพเจ้าจึงถามว่า “แล้วก็เลยเดือดร้อนเป็นทุกข์ใช่ไหม ?” เขาก็รับว่า “ถูกแล้ว” ข้าพเจ้าจึง ถามเขาไปเพื่อ จะย้ำ ความเข้าใจ และให้ตรงกับความตั้งใจของเขาอีกว่า “คุณอยากจะพ้นทุกข์ใช่ไหม ?” เขาก็รับมั่นเหมาะว่า “ใช่” แล้ว ข้าพเจ้าจึงย้ำอีกเป็นเปลาะสุดท้ายเป็นเชิงถามว่า ถ้าข้
อ่านต่อ
าพเจ้าบอกไปแล้วเขาจะเชื่อ จะทําตามข้าพเจ้าบอกหรือเปล่า ? เขาก็รับคําว่า จะเชื่อจะทําตาม เมื่อได้ถามไถ่ ย้ำยืนยันกันดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ตอบเขาออกไปว่า “ก็ไม่เห็นมีอะไรจะยุ่งยากอะไรนี่” เขาก็รีบชักว่า “ทํายังไงครับ” “ก็ปล่อยให้มันฉิบหายไป !” ข้าพเจ้าบอก เคล็ดลับให้ เขาทั้ง 2 ตกใจผงะกันทั้งสองคน และร้องออกมาว่า “อ้าวแล้วกันท่าน ! ทําไมตอบยังงั้นล่ะ ?” “ก็นี่แหละคําตอบที่ถูกที่สุดแล้ว” ข้าพเจ้ายืนยัน “โธ ท่าน ! ถ้าตอบยังงั้น ผมจะต้องมาหาท่านทําไมกันละ” “ก็คุณอยากพ้นทุกข์ใช่ไหม ?” ข้าพเจ้าถามอีก “ก็ใช่ครับ” เขารับ “แล้วในคําตอบของอาตมานั้น ถ้าคุณฉิบหาย คือขาดทุนในครั้งนี้จริง คุณจะตายไหม ?” “ก็ไม่ตายหรอกครับ” “เมื่อไม่ตายคุณจะถึงเป็นขอทานไหม?” “ก็ไม่ถึงขั้นนั้น” “เมื่อไม่เป็นขอทาน คุณจะถึงขนาดอดอยาก ปากแห้งทรมานทร์กรรมไหม ?” “ก็ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก” “แล้วคุณจะ ทุกข์ อะไรล่ะ ?” ข้าพเจ้าย้อนถาม อีกที “ก็มันกําลังจะล่มจม ฉิบหายลงไปหนะสิครับ เขาตอบเบาไม่เต็มเสียงอย่างเก่า “อ้าว ! ก็รับแล้วไม่ใช่หรือว่า คุณไม่ตาย ไม่ถึง เป็นขอทาน ไม่ถึงอดอยากปากแห้ง ทรมานทรกรรม แล้วคุณจะไป ทุกข์ มันทําไมก็ให้มันฉิบหาย หรือขาดทุนไปมั่งซี่ คุณทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เพราะคุณฉิบหายขาดทุนหรอก แต่เพราะคุณ “โลภ” ต่างหากล่ะ !” เขาชักนิ่ง ข้าพเจ้าจึงรีบต่อ “เอ้า ! เอางี้ อาตมาขอถามอีกบ้างว่า คุณเคยรับเหมาก่อสร้างมานักต่อนักแล้ว มีสักคราวบ้างไหม ? ที่คุณเคยรับเหมาเขาทํางานแล้วก็กะคํานวณในใจไว้ว่า รายนี้จะได้กําไรสักหมื่นหนึ่งหรือสองหมื่น แต่พอทําเข้าจริงคุณได้กําไรปาเข้าไปตั้ง 5 หมื่น 6 หมื่น คุณเคยไหมที่เป็นอย่างนี้ หรือเป็นไปในทํานองนี้” “ก็เคยมีครับ” เขารับ “แล้วคุณได้เอาส่วนกําไรที่เกินมาจากที่คุณกะไว้ แต่แรกที่มันมากกว่าคิดไว้ตั้ง 3-4 หมื่นนั่นไปคืนเขา หรือเอาไปแจกจ่ายใคร ๆ ทิ้งเสียหรือเปล่า ?” เขายิ้มกันออกมาอย่างเหนียมๆ กันทั้ง 2 คน และรับว่า “เปล่าครับ” “ก็นั่นแหละ ที่คุณกําไรอย่างนั้น คุณก็ไม่เห็นทุกข์ คุณก็ไม่เห็นโวยวาย ที่ขณะนี้คุณจะขาดทุนบ้าง คุณก็เอะอะโวยวายแล้วก็ทุกข์ใจ ทุกข์มันอยู่ไหน ? มันอยู่ที่ “ของ” หรือมันอยู่ที่ “โลภ” (ใจ) หรืออยู่ ที่ “เราไปคิดเอาเปรียบเขาทั้งโลก” คนทุกคนก็เป็นอยู่อย่างคุณนี่แหละ และทํากันอยู่อย่างนี้ทั้งสิ้น โลกมันจึงไม่มีสุข” ทั้งสองคนเห็นได้ แล้วข้าพเจ้าก็ได้อธิบายถึงเรื่องของ “ชีวิต” ให้ ฟังอีกมากมาย จนเขาผ่องใสกัน ผิดกับโผล่เข้ามาหาข้าพเจ้าแต่แรก. เรื่องของ “คน” มันก็เท่านั้น อยู่กันโดยไม่รู้ตัว เลยว่า “ตัวเองบังเบียดคนอื่น” อยู่ตลอดเวลา ผู้มั่งมี นั่นแหละ บังเบียดคนจน ผู้มีอํานาจนั่นแหละ มักจะข่มเหงผู้ด้อยอํานาจ และผู้ฉลาด (ที่โลก เห็นดีและยกย่อง) นั่นแหละกําลังเอาเปรียบผู้โง่กว่า อยู่ทุกวินาทีในโลก การได้มา หรือ การสะสมมา ไม่ใช่ “ความ ฉลาด” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสรรเสริญ เป็นความโง่ (โมหะ) เป็นการ “โลภ” และเรียกได้ว่า “วิหิงสา” คือการเบียดเบียนอย่างยิ่ง จงหัดเป็นคนเสียสละ หัดเป็น “คนผู้ให้” หัด เป็นผู้ทํา ๆ ๆ เพื่อเป็น “ทาน” นั่นเถิด จะเรียกผู้นั้นว่า “เจริญ” หรือ “ ฉลาด” ได้อย่างแท้จริงตามศัพท์ของ พระพุทธองค์เลยว่า “อาริยบุคคล” คนเราเกิดมาก็ตัวเปล่า ๆ สุดท้ายก็จะตายไปด้วยตัวเปล่า ๆ อีก ถ้าเราสะสม “วัตถุสมบัติ” ไว้จน ได้ชื่อว่า “มหาเศรษฐี” เราก็เหน็ดเหนื่อยเปล่า เพราะ ตายแล้วเอา “วัตถุสมบัติ” ใดๆ ไปด้วยไม่ได้เลย แต่ ถ้าเรา ทําๆๆๆ แล้วไม่สะสมหรือไม่เอาวัตถุสมบัติ อะไรตอบแทนจนเรียกว่าผู้มักน้อย ตั้งหน้าตั้งตาเป็นผู้ “ขาดทุน” ผู้นั้นแหละ คือ ผู้เป็น มหาเศรษฐีแท้ๆ” เป็นผู้ไม่ตายไปด้วยตัวเปล่าๆ แต่จะเป็นผู้มี “ทรัพย์” ติดตามไปด้วยอย่างยิ่ง “ทรัพย์” ชนิดนี้ เรียกว่า “อาริยทรัพย์” ผู้ที่เป็น “คน” มี “อาริยทรัพย์ มากมาย ย่อมจะไม่อดอยากทุกข์ยากโดยแท้จริง และ จะเป็นผู้เบาว่าง สบาย จนสามารถจะทําตน ให้เป็นผู้อยู่ใน “ความว่างเปล่า” (สุญญตธรรม) ได้อย่างง่ายดายยิ่งด้วย ทั้งๆ ที่เขาผู้นี้ไม่ ใช่ “ผู้สูญเปล่า” เลยจริงๆ “คน” จึงคือ “ความว่าง เปล่า” (คือตายเปล่าๆ “โมฆะบุคคล”) ส่วน “อาริยบุค คล” จะคือ “ผู้ไม่ว่างเปล่า” หรือ “ผู้ไม่สูญเปล่า” เป็นผู้มีคุณแก่โลก และแก่ตนอย่างแท้จริง (ทั้งเวลา เป็น ๆ และแม้จะตายไป)
🔥 ข้อเขียนของสมณะโพธิรักษ์...จากหนังสือ “อโศก” ตีพิมพ์ปี 2514