650312 บันทึกปัจฉาฯ ความเป็นกลางที่ยิ่งใหญ่_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์717 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

“ความเป็นกลาง”(อนุปคัมมัง) ที่ยิ่งใหญ่สุดๆ

วันพุธที่ 2 มีนาคมเวลา 15.00 น.พ่อครูตัดสินใจฉีดวัคซีนตามข้อเสนอของทีมดูแลสุขภาพที่มีแพทย์พยาบาลของชาวอโศกได้ปรึกษาหารือกัน หลังจากที่ได้ยกเลิกการนัดหมายที่จะฉีดวัคซีน 2 ครั้งด้วยกัน แต่สุดท้าย พ่อครูก็ให้หมู่ซึ่งเป็นทีมแพทย์พยาบาลไปตกลงกันมาว่า สมควรฉีดหรือไม่ฉีด ก็มีความเห็นของทีมแพทย์พยาบาลด้วยมติที่เกือบเป็นเอกฉันท์ เห็นว่าพ่อครูควรทำตามที่แพทย์เจ้าของไข้ (ศ.นพ. พลภัทร โรจน์นครินทร์นนายกสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย) ซึ่งจะต้องให้ยารักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระยะเบื้องต้น(Low grade) โดยคุณหมอพลภัทรมีความเห็นว่า ก่อนที่จะถวายยารักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้น ก็ควรที่จะได้มีการฉีดวัคซีน เพราะในภาวะช่วงนี้ พ่อครูมีเม็ดเลือดขาวต่ำมาก ถ้าถวายยาไปโดยไม่ได้ฉีดวัคซีนก่อน เม็ดเลือดขาวอาจจะต่ำลงไปอีก ทำให้พ่อครูต้องมีภาวะเสี่ยงอันตราย กับโควิดที่กำลังระบาดหนักอยู่ในทุกวันนี้ เพราะวิถีชีวิตของพ่อครูไม่สามารถหลีกเลี่ยงการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ เส้นทางของพระโพธิสัตว์นั้นมีแต่เดินหน้าเข้าหาผู้คน ไม่ใช่หลีกลี้หนีห่างไกลจากผู้คนแบบ เดียรถีย์ชีไพร มีพวกเราเป็นห่วงว่าถ้าใช้ยารักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้ว มันจะมีผลทำให้อายุสั้นลงใหม จะสามารถทำให้มีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไหร่? คุณหมอพลภัทรให้คำตอบว่า ก็อยู่ได้เท่าที่ชีวิตคนปกติอยู่กัน จึงเป็นเรื่องที่พวกเราไม่ต้องเป็นห่วงกังวลอะไรให้เกินเหตุ และการตัดสินใจฉีดวัคซีนในครั้งนี้ พ่อครูก็ไม่ได้มีตัวตนว่าจะต้องฉีดหรือไม่ต้องฉีด แต่สุดท้ายก็ยกให้หมู่คณะไปตกลงกันเอาว่าจะให้ฉีดหรือไม่ให้ฉีด ท่านพร้อมที่จะทำตามที่หมู่ได้ตกลงกัน ซึ่งในวันที่ฉีดวัคซีนครั้งนี้ ทางแพทย์ก็ได้เตรียมการไว้อย่างดี เผื่อเกิด

อ่านต่อ

มีแอ้กซิเด็นต์(แม้จะเป็นเพียงโอกาสที่อาจเกิดขึ้นได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ก็ให้เตรียมพร้อม) มีรถฉุกเฉิน มาคอยให้บริการ พร้อมที่จะแก้ไขสถานการณ์ ส่งพ่อครูเข้ารับการรักษาเยียวยาได้ทันที แต่ผลปรากฏว่าเมื่อพ่อครูฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพ่อครูเลย แม้แต่ที่พักที่เตรียมไว้ให้นั่งให้นอนหลังฉีดวัคซีน พ่อครูก็ไม่ยอมพักนอน เดินไปเดินมาตามปกติ และวันนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น รถฉุกเฉินที่เตรียมไว้เลยไม่ได้ใช้ พวกเราที่เป็นห่วงวิตกกังวลแทนพ่อครูก็เลยผิดหวังไปตามๆกัน ไปๆมา ๆ พวกเราที่เป็นห่วงกังวลนั้นดูสุขภาพแย่กว่าพ่อครู ทีมปัจฉาที่ฉีดวัคซีนมีอาการปวดแขน จับไข้ไปตาม ๆ กัน แต่พ่อครูกลับเหมือนเดิม ตื่นเช้าก็ลุกมาได้อย่างปกติ แทบจะไม่มีอาการอะไรผิดปกติเลย บางครั้ง ความห่วงกังวลของเราก็มากเกินไปจนพ่อครูบอกว่า พวกคุณเนี่ยอ่อนแอกว่าท่าน การตัดสินใจของพระโพธิสัตว์ ที่ท่านจะทำอะไร-ไม่ทำอะไร จึงขึ้นอยู่กับประโยชน์ของผู้อื่น โดยไม่ได้เอาตัวเองเป็นหลักสำคัญ ที่ท่านตัดสินใจฉีดวัคซีนก็เพราะเห็นถึงงานที่จะต้องทำในภายภาคหน้า ท่านจะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หรือต้องติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น การไม่ได้ฉีดวัคซีนก็จะทำให้ประโยชน์ส่วนนี้ยากลำบากขึ้น หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ที่มีต่อเด็กเล็กๆในชุมชน ที่พวกเขาพร้อมที่จะเข้ามาใกล้ชิดสนิทสนม ใส่รองเท้าให้พ่อครู วิ่งไปคอยเปิดลิฟท์ให้พ่อครู หิ้วกระเป๋าให้พ่อครู พร้อมที่จะถูกเนื้อต้องตัวพ่อครูอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงยากที่จะตัดความสัมพันธ์นี้ออกไป ซึ่งทางคณะแพทย์ก็เป็นห่วงว่า เด็กๆส่วนใหญ่ถ้าโควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่นนี่ พวกเด็กๆนี่จะติดกันก่อนแล้วเด็กก็ไม่แสดงอาการออกมา เมื่อเด็กติดกันแล้วก็จะเอามาฝากผู้ใหญ่อีกทีหนึ่ง ดังนั้น ก็จะเป็นปัญหากับพ่อครูที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ทางแพทย์ที่ศิริราชก็แจ้งมาว่า ในห้อง ICU คนที่ป่วยอยู่ในนั้นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนแต่ไม่ได้ฉีดวัคซีน พ่อครูก็เลยตัดสินใจจะฉีดวัคซีนถึง 2 ครั้งโดย มีการเตรียมการที่โรงพยาบาลไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องบอกยกเลิก เมื่อลูกๆฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่อต้านวัคซีน พากันมาแสดงความเป็นห่วงไม่เห็นด้วย พ่อครูท่านก็เห็นแก่ลูกๆกลุ่มนี้ สุดท้ายก็บอกยกเลิกการเตรียมการไว้ที่โรงพยาบาล อันนี้ก็เป็นจุดยืนของพระโพธิสัตว์ที่จะฉีดก็เห็นแก่ผู้อื่นที่ท่านต้องทำงานด้วยในวงกว้าง แต่ไม่ฉีดวัคซีนก็เพราะเห็นแก่ลูกที่ยึดถือเรื่องที่เป็นห่วงว่าฉีดวัคซีนจะเป็นอันตรายต่อท่าน ท่านก็คำนึงถึงจิตวิญญาณของทุกๆฝ่าย พยายามที่จะให้อยู่กันไปได้ด้วยดี จึงเป็นบทศึกษาเรื่องของ อนุปคัม มังอย่างสำคัญ ซึ่งพ่อครูได้ให้คำอธิบายไว้ว่า อนุปคัมมังก็คือผู้ที่ไม่ยึดทั้งความมีและความไม่มี และพร้อมที่จะไปอยู่กับความมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ อย่างไม่มีตัวตน ดั่งคำอธิบาย ที่พ่อครูได้เขียนไว้ในหนังสือปัญญา 8 ดังต่อไปนี้ ๔๓ ) “ ความเป็นกลางหรือผู้เป็นกลาง ” ที่ยิ่งใหญ่สุดๆ การเรียนรู้จึงเรียนไปที่ละ “ คู่ ” แล้วก็ “ จบ ” ด้วย “ ปัญญา อันชอบตามเป็นจริง ” ใน “ ความมี ” กับ “ ความไม่มี ” โดยตัวเรา “ ไม่เข้าไปมีแล้ว ( อนุปคัมม )” กับ “ ความมี ” หรือ “ ความไม่มี ” นั้้น ( พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ๔๓ ) อะไรจะ “ มี ” จะ “ เป็น ” ตามที่่ “ ภาวะ ” นั้้นเป็นได้ก็ย่อม เป็นไป ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ไม่เที่ยง ที่สุด “ สูญสลาย ” ไม่มี “ ตัวตน ( อนัตตา )” จริงอยู่นิรันดรเลย นี้คือ สัจจะที่ยิ่งใหญ่ ในความเป็น “ จิตนิยาม ” หรือ “ วิญญาณ ” หรือ “ พระเจ้า - อัตตา - ปรมาตมัน ” ที่่ต้องมี “ คู่ ” คือต้อง มี “ ความมี ” กับ “ ความไม่มี ” อยู่่ไปกับความเป็น “ ชีวิต ” ตลอด และเราก็ “ ไม่ไปหลงตนเป็นใหญ่ยิ่งยอดกว่าใคร ” กับเขาเลย ผู้นี้้แล คือ “ ผู้เป็นกลาง ” หรือ “ ความเป็นกลาง ( มัชฌิมะ ) เพราะเป็นผู้บรรลุุ “ ความไม่ยึด ” ซึ่งเป็น “ ความไม่ยึดที่ยิ่งใหญ่ ” นั่นคือ คนผู้ไม่ยึด ไม่ว่า “ ความมี และ “ ความไม่มี ” เขา ผู้นี้ก็มี “ ปัญญา ” จบกิจใน “ ความรู้ - ความฉลาด - ความจริง ” ของ “ อัตตา - วิญญาณ - เทฺว - ปรมาตมัน ” ได้สัมบูรณ์แล้ว บทสรุป เมื่อท่านฟ้าไทปรารภถึง ข้อขัดแย้งกันของพวกเรา บางคนก็อยากให้ฉีดวัคซีน หรือบางคนก็ไม่อยากให้ฉีด พ่อครูก็จะยอมให้กับคนยึดมากกว่าคนไม่ยึด เพราะคนไม่ยึดเขาก็ไม่ทุกข์ พ่อครู ว่า... เมื่อกี้นี้ภาษาที่อาตมาขึ้นมามันบอกว่า เอ้อ... เรานี่นะ จะทำอะไรไม่ทำอะไร...... มันเป็นคำหยาบต่อไปจากนั้น สู่แดนธรรม( เดา)... ปีขาล(เสือ)หารองเท้ามาใช่ไหมครับ?.. คำหยาบหรือเปล่า! พ่อครูบอกว่า ไม่ใช่……ไม่ใช่(แต่สุดท้ายก็นึกขึ้นได้ว่า) เออ….ใช่! อาตมาจะทำอะไรไม่ทำอะไร แล้วมาใช้ตาชั่ง(ทั่วไป)กับอาตมา(ได้ไง!) .........จะยกพ่อตรูไว้ได้ไหม?(ตามหลักสติวินัย) ..........หรือจะยึดพ่อครูใว้ตามใจของเรา(อามิตตาพุทธ!)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน