สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ธรรมะพุทธใช้ได้ทุกจักรวาล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน ธรรมะพุทธใช้ได้ทุกจักรวาล _"พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสั่งสอนอะไรออกมา ใช้ได้แก่ทุกโลก ใช้ได้แก่ทุกจักรวาล เนี่ยคือข้อที่น่าอัศจรรย์ของพระธรรม - พุทธทาสภิกขุ" คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...ถูกต้อง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านเรียนรู้ อัตตา และโลก คำว่าโลกนี้ กว้างขวางมีลักษณะหลายอย่างหลายอัน ผู้มาบรรยายขยายความเรื่องโลกตามสัมมาทิฏฐิ 10 พระพุทธเจ้าบอกว่ามีผู้ที่เรียนรู้โลกนี้และโลกหน้า แล้วมาชี้แจงเปิดเผยประกาศความเป็นโลกนี้และโลกหน้า อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ผู้ที่จะมาขยายความโลกนี้และโลกหน้าได้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ที่ได้รับจากพระพุทธเจ้ามาแล้ว อย่างเช่นอาตมามาอธิบาย โลก อบาย โลกกาม โลกรูปโลก อรูปโลก ก็ขยายความให้รู้ว่าโลกก็คือความวนในกรอบหนึ่ง คุณเกิดอยู่เหมือนกบในกะลาก็วนเวียนอยู่ในกะลา โลกียะ วน กรอบเล็กกรอบใหญ่ ที่มีเหตุปัจจัยพิสดารมากขึ้นไปตามลำดับจนกระทั่งถึงโลกโลกียะและโลกุตระ แบ่งโลกโลกียะและโลกุตระให้ชัดเจนจนผู้ที่เรียนรู้ตามสามารถปฏิบัติออกจากโลกโลกียะ จิตวิญญาณได้เกิดใหม่ เป็นจิตวิญญาณที่ใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์มาแทนว่าคนละ DNA เลย คนละยีนเลย เปลี่ยนยีนเลย จาก DNA ของโลกีย์มาเป็น DNA ของโลกุตระ ใช้ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ชีววิทยามาแทนสภาวะ ขอใช้แบบโลกียมาขยายความให้พอรู้เรื่องของโลกุตระ ที่จริงแล้วการเปลี่ยนยีนทางจิตวิญญาณจะต้องมีความรู้ทางอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ว่าต่างกันอย่างไร จึงจะเปลี่ยนให้จิตวิญญาณที่เป็นโลกียะมาเป็นโลกุตระได้เกิดได้ด้วยกรรม แล้วก็ทรงไว้เรียกว่าธรรมะ ถึงจะต้องมีความรู้ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อาต
อ่านต่อ
มาก็เอามาอธิบายให้พวกเรามีความรู้เรื่องเหล่านี้ พลังงานที่สังเคราะห์สังขารในร่างกายเรา มีตั้งแต่ดินน้ำไฟลมที่เป็นอุตุนิยามและมีธาตุที่เป็นพืช พืชเป็นพลังงานที่ก่อให้เกิดชีวะ แต่ยังไม่มีบุญไม่มีบาปยังไม่มีทุกข์ไม่มีสุข จนกระทั่งธาตุชีวะที่เจริญกว่านี้อีกอยู่ในตัวเราเรียกว่าจิตนิยาม อยู่ในสังขารร่างกายของเรามีทั้ง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วเราก็สามารถทำกรรมกิริยากายกรรมวจีกรรมโดยเฉพาะมโนกรรม ให้ตัวมโนกรรมนี้เป็นตัวเปลี่ยนแปลงจัดการพัฒนาการขึ้นมา สู่ความเป็นโลกุตระได้ พิสูจน์ได้ยืนยันได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่สังคมวิทยาศาสตร์ของโลกเขายังไม่มีความรู้ความละเอียดละออ ที่สูงส่งพอ ที่จะมาวินิจฉัยตัดสินสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ที่อาตมาพูดนี้มีความรู้ที่เป็นของพระพุทธเจ้าที่เขายังไม่สามารถรู้ได้ เขาจึงไม่สามารถมาตัดสินก็ไม่มีปัญหาอะไร ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาความรู้ของตัวเองก็จะมาเรียนรู้และมาตัดสินทำความเข้าใจตัดสินได้และทำให้ตัวเองได้ด้วย ก็จะยิ่งชัดเจนยิ่งจะเจริญมาเป็นหมู่มวล ของโลกุตระบุคคลเป็นสังคมอาริยะสังคมโลกุตระบุคคล อย่างเช่นชาวอโศกเกิดจริงเป็นจริง พอพูดไปก็ยกเลิกอ้างอิงว่าเป็นได้จริงมีจริงได้ พูดแล้วก็ต้องเป็นได้ไม่ใช่พูดแล้วเป็นไปไม่ได้ยืนยันไม่ได้ เป็นเอหิปัสสิโก พูดแล้วเป็นได้ยืนยันได้ ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างนี้ก็ทำได้อย่างนี้ เชิญให้มาดูได้เป็นเอหิปัสสิโกแปลว่าเป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่มีจิตสาเฐยยะ ที่อยากอวดอ้างว่าฉันเก่งฉันดีสูงส่ง แต่มันเป็นจริง ความสูงส่งความดีที่จริงเพื่อยืนยันอ้างอิงเท่านั้นเอง คนไม่เข้าใจก็จะหาว่าอวดตัวตน อวดหมู่ฝูง แล้วจะให้อวดอะไรก็อวดหมู่ฝูงตัวเองที่พากันมาดี แล้วจะไปอวดขี้กะโล้โท้ ก็อวดไม่ได้ต้องข่มต้องตำหนิ ก็มาว่าเราเอีก มันเป็นความจริงที่ควรจะต้องศึกษาว่าอันนี้สูงกว่าอันนี้อันนี้ต่ำกว่านี้ก็ต้องสูง มันก็ต้องข่มต่ำ เป็นธรรมดาธรรมชาติอยู่แล้วโดยอาจจะไม่ต้องพูดมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น คุณจะให้ความต่ำมาข่มความสูง อาตมาก็เข้าใจนะ แล้วคุณก็ทำด้วย ให้ต่ำมาข่มสูง คุณเข้าใจเช่นนั้นก็ทำเช่นนั้น แต่ว่าอาตมาไม่ทำ โดยที่อาตมารู้ว่าต่ำคืออย่างนั้น แล้วคุณจะเอาความต่ำมาข่มสูง อาตมาไม่ทำเช่นนั้น อาตมาก็รู้ความต่ำความสูงเหมือนอย่างคุณ แต่ว่าอาตมาไม่ทำความสูง มาต่ำ อาตมาทำต่ำมาสูง จะทำความสูงให้จริง ไม่ข่มด้วย ทำสูงจริงแล้วไม่ไปข่ม ใช้พยัญชนะว่าไม่ข่ม แต่คุณจะพูดว่า แค่พูดก็ข่มแล้ว อาตมาก็ไม่มีปัญหาอาตมาก็จบอาตมาไม่เถียง ใช่ สมมุติว่าสูงก็ข่มต่ำอยู่แล้ว ก็จบแล้ว คุณพูดมาก็ถือว่ายอมรับแล้วคุณก็ดิ้นไปเอง แต่อาตมาไม่ดิ้น คุณพูดแล้วก็จบคุณพูดว่า สูงข่มต่ำ เอ้าเราไม่พูดก็ได้ แล้วสูงมันเหนือกว่าต่ำไหมใช้ภาษาว่าเหนือกว่าก็ได้ แล้วแต่สิ เพราะฉะนั้นจะเป็นพยัญชนะหรือว่าเป็นสภาวะถ้าชัดเจนแล้วคุณไม่ดิ้นหรอก จะจบเมื่อไหร่ก็จบ อย่างมากขอแย้งคุณ 3 ครั้ง แล้วคุณก็แย้งอีก เราก็จบที่ว่า ความเห็นของคุณกับความเห็นของเราก็อีกอย่างหนึ่ง620621_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก โลกุตรธรรมนำการเมืองไทย