สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไม่มีไตรสิกขา ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.26 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

ไม่มีไตรสิกขา ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศีลก็ดี วงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีศีล ยืนยันได้ ทุกวันนี้ ท่านถือแต่วินัย ถามว่า พระมีศีลเท่าไหร่ ท่านตอบกันว่า 227 ซึ่งเป็นวินัยไม่ใช่ศีลเลย ศีลในศาสนาพุทธ มีอยู่ 3 หน่วยคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นอกจากไม่มีแล้ว ละเมิดด้วย เช่น ละเมิดทำเดรัจฉานวิชา รดน้ำมนต์ จุดธูปเทียน บูชาไฟ ทำนายทายทัก สารพัดอยู่ใน พระไตรปิฎกเล่ม 9 มีศีลอยู่ในทุกสูตร 13 สูตร สรุปแล้ว ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ภิกษุไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย นี่คือความเสื่อม ที่ไม่ได้เอาศีลมาปฏิบัติ ก็ไม่มีไตรสิกขา คือ ศีลสมาธิปัญญา สมาธิก็ไม่มี เพราะไปนั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 สูตรที่ 1 บอกไว้ ไม่มีกรรมฐานที่จะปฏิบัติ ฐานของพระพุทธเจ้า คือเวทนา ศึกษาธรรมะ 2 แล้วทำให้พัฒนาเป็นหนึ่ง แยกกายแยกจิตให้ได้ แยก กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม นี่คือ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า คือมีสติปัฏฐาน4 อิทธิบาท4 สัมมัปปธาน4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 มรรคองค์8 แล้วเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ล.31 ข.620 ศีลก็ไม่มี สมาธิก็ไม่มีแล้ว มิจฉาสมาธิหมด สมาธิที่จะเป็นสัมมาสมาธิ เกิดจากการปฏิบัติมรรค ทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ที่ต้องเลิกจาก มิจฉาอาชีวะทั้ง 5 กัมมันตะ ก็ต้องเลิกมิจฉา 3 ปัญญาจึงไม่เกิด ตามหลักธรรม 6 ของพระพุทธเจ้า คือ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัย กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ต้องทำเวทนาให้เป็นหนึ่ง ต้องเรียนรู้เวทนา 108 แต่ไม่เห็นใคร ขยายความ เวทนา 108 โดยเฉพาะ มโนปวิจาร เนกขัมมสิตะ 18 กับ เคหสิตะ 18 ต้องแยกให้ออก แล้วเรียนรู้ลดกิเลส จากการเจอผัสสะ ในเ

อ่านต่อ

วทนา 6 ก็เรียนรู้ให้เห็นเหตุ กำจัดเหตุ ก็เป็นเนกขัมมะ ก็จะรู้เวทนาในเวทนา ทำให้กิเลสสลายไปด้วยปัญญา มันไม่เที่ยง อย่างรู้แจ้งเห็นจริง กิเลสก็ลดลงๆ ไม่ใช่กดข่มเอา อาตมาบรรยายมา ก่อนบวชอีกนะ เขียนหนังสือ คอลัมน์ธรรมะมาเป็นปีๆ ตั้งแต่เป็นฆราวาส เขียนหนังสือ “คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก” ตั้งแต่เป็นฆราวาส แยกจิตเจตสิกต่างๆ อาตมาไม่มีอาจารย์ เรียนรู้เอง เพราะมีของเก่าไม่ใช่มาเรียนเอาชาตินี้ ก็ฟื้นของเก่า ทุกวันนี้ ยังฟื้นไม่หมดเลย จนอาตมาเปิดเผยสัจจะความจริงต่างๆมา

ทำต้องรู้เหตุปัจจัย ตั้งแต่สังขาร ที่เป็นนามรูปปรุงแต่งกัน เป็นสามเส้า โดยปรุงแต่ง สังเคราะห์สังขารกัน จัดการกันเองในจิต เสร็จแล้วมันก็เกิดผล เมื่ออวิชชา กิเลสมันก็มีอำนาจ มีพลังงานบวกลบคูณหาร กิเลสมันก็ชนะ แล้วก็ไปแสดงความต้องการตามกิเลส พอได้สัมผัสแล้วก็ มารับสัมผัสตามกิเลสตัณหา ตัณหาอยากได้เป็นของตน ได้มาก็สุขชอบใจ หรือเสพรส สัมผัสทาง ตาหูจมูกลิ้นกายใจก็สมใจ ในราคะ ไม่สมใจก็เป็นทุกข์ ก็แย่งชิงกันไป เป็นวิบากต่อกันไปไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ คนที่ไม่รู้ ก็สร้างวิบากใส่ตน วันแล้ววันเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า นาทีแล้วนาทีเล่า วินาทีแล้ววินาทีเล่า ไม่ได้รู้จักว่า กรรมกิริยาของตนเองที่ทำนี้ เป็นการ บำเรอกิเลสอยู่ตลอด คนที่ไม่ศึกษาธรรมะ อย่างสัมมาทิฏฐิ จึงมีแต่สั่งสมกิเลส ให้หนาขึ้นๆ ปุถุ แปลว่าหนา จริงๆแล้วแปลว่า มันเพิ่มขึ้นๆ ทวีขึ้น โตขึ้น ใหญ่ขึ้น มากขึ้น อ้วนขึ้น คือลักษณะปุถุทั้งนั้น แต่ท่านใช้คำว่าหนา คือทั้งอ้วน ทั้งใหญ่ ทั้งโต และผนึกกันแน่นหนาขึ้น คือรวมความ ทั้งความใหญ่โต ความอ้วน ความมาก รวมเข้าแล้ว ก็คือหนา แข็งด้าน ขออภัย อย่างที่ธัมมชโย เขาดึงดันดื้อด้าน นี่คือ หนาแข็งด้าน เต็มรูปเลย อาตมาใช้คำว่า เต็มบ้องเลย คือดื้อด้าน ดึงดัน เฉย ไม่รู้ไม่ชี้ ยิ่งทำ ก็ทำให้คนเบื่อคนเสื่อม แต่คนที่ถูกสะกดจิต ไม่เสื่อมหรอก จะมาสวดมนต์ มาสะกดจิตไป สวดมนต์ไป ก็ไม่รู้ประโยชน์อะไร รู้ผิวเผิน ไม่เข้าเรื่องเข้าราว อาตมาแสดงธรรมเทศนา มีแต่ตำหนิติเตียน น่าเบื่อ ก็เห็นใจคนฟัง พระพุทธเจ้าตรัสว่า จงคบแต่คนที่เป็นบัณฑิต ที่คอยตำหนิ จะมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย อาตมาเลี่ยงไม่ออก ที่ต้องตำหนิสิ่งผิด ถ้าผิด แต่ถ้าสิ่งใดถูก ก็บอกว่าถูก แต่คนก็ ไม่ค่อยมีที่ถูกเท่าไหร่ ผู้ที่สนใจศึกษานี้ พากเพียรไปเถอะ คนที่ไม่ศึกษาธรรมะ ทั้งๆที่เป็นสมาชิก หรือว่า เป็นศาสนิกของศาสนา ของพุทธ ก็เป็นพุทธศาสนิกชน แล้วไม่ใส่ใจ ไม่ศึกษาธรรมะ มีศาสนาเพื่อที่จะอาศัย เป็นจารีตประเพณี กับแสวงหาความสมใจ ทั้งที่ศาสนา สอนเพื่อละหน่ายคลาย แต่มีศาสนาเพื่อบำเรอกิเลสสมใจ จึงไปหาศาสนา ไม่ได้ศึกษาศาสนา เพื่อละหน่ายคลาย เอาออกนะ ไม่ใช่เอาเข้า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาเพื่อที่จะให้เอาออก แต่กลับศึกษาศาสนา เพื่อที่จะให้ได้อะไร ศาสนาพุทธสอนเพื่อให้ ละหน่ายคลาย ให้เสียให้หมดเนื้อหมดตัว หมดอัตตา

591201_พุทธศาสนาตามภูมิ ทำไมต้องตำหนิพุทธแบบสะกดจิต

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน