สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บารมีสิบทัศ.docx
เนื้อหาในไฟล์
บารมีสิบทัศ ตอนนี้ เรามาเรียนรู้ให้ดี ความประเสริฐของมนุษย์ก็คือ สรุปลงตรงที่คำว่าทาน หรือคำว่าให้ เพราะฉะนั้น ในบารมีสิบทัศ เริ่มด้วยทาน ให้อย่างไม่มีภพชาติ อันนี้คือโลกุตระ ถ้าให้อย่างมีภพชาติอยู่ หวังอะไรมาก ต้องได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่ดิน อำนาจ คนนี้ไม่ได้อะไรเลย มีแต่หนี้ทั้งเพ หนี้ภพชาติที่คุณไปสร้างเองนะ โง่เองนะ ผู้ใดให้แล้ว ทำใจในใจ เป็นมนสิกโรติ หรือมนสิการ อย่างถ่องแท้แยบคายลงถึงที่เกิด ก็คือทำใจในใจเป็น ทำใจในใจให้ไม่มีภพชาติ ไม่ให้มีอาการหวัง พอทำเป็นกันไหม ฝึกก็จะช่ำชองทำได้ชำนาญ คนที่ไม่ได้เข้าใจ ก็ล้วนแต่ทำขณะ ให้เป็นนรกทั้งนั้น ล้วนแต่ทำอัตตา ให้เป็นนรกทุกขณะ น่ากลัวไหม? คนไม่ได้ศึกษาจริงๆนี้ จะรู้หรือ? เขาไม่รู้เรื่องแล้วจะทำไหม ภพชาติ เขาก็ทำใส่ตัวเองไป สร้างภพชาติทุกขณะ ท่านถึงบอกว่า พวกนี้ ก็จะไปกองอยู่ในนรก ต่างคนต่างไม่รู้ ต่างคนต่างแข่งกันสร้างภพชาติ ขออภัยอย่างธัมมชโยกับพวก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เอามายกอ้างได้ ก็ต้องขอบคุณเขา แต่ไม่อยากให้เขาเป็นหรอก เพราะมันเป็นนรก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะคุณสมัครใจจะเป็น ก็ได้แต่เห็นใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ป่านนี้ยังไม่ตื่นเลย เมืองไทยแสนดี ไม่ลงมือไม่ทำแรง ถ้าเป็นประเทศอื่นไม่เหลือ ยิ่งยั่วหมั่นไส้แบบนี้ นี่ประเทศไทยสุดยอดสุภาพ สุดยอดประเสริฐ ในบารมีสิบทัศ ผู้ที่ทำใจในใจหัดให้ ผู้จะให้ได้เริ่มต้น ต้องมีศีล ศีลข้อ 1 คือให้ชีวิตสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ต้องอย่าเอาของคนอื่น ต้องให้ของคนอื่น อย่าไปเอาของคนอื่นที่ไม่มีสิทธิ์ ต้องให้เขา ให้ชีวิต ให้ข้าวของวัตถุ ให้กำลังงาน ให้แรงงาน ให้ความรู้ คุณได้ให้ คุณก็สุด ศีลข้อ 3 การสัมผัสรส เรียนรู้ตั้งแต่รสชาติ จากหยาบที่อร่อยสนุกเพลิดเพลิน เป็น ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นปห
อ่านต่อ
าสะ เป็นความสนุกเพลิดเพลิน พอใจ อร่อย เป็นอัสสาทะ ต้องอ่านอาการพวกนี้ให้ได้ มันจะเป็นรสอร่อยที่ หยาบแล้ว เป็นความสนุกสนาน ที่หยาบแล้ว เปลืองทั้งเวลาแรงงาน เป็นอัตตา เป็นภพชาติ ก็อย่าเลย คุณก็รู้ของคุณ แล้วก็เลิกละให้ได้ สรุปแล้วมิจฉาสาม คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร กายวาจาใจ ที่จะปรุงแต่งเป็นมิจฉาสาม แล้วยุติเป็นอัตตา ตัวตน ก็เลิกรักในสิ่งที่อยากนั้น จากนั้นก็เป็นวาจาที่เกี่ยวข้องกับอันนี้ ข้อที่ 5 ศีล 5 ก็คือมโน เริ่มต้นตั้งแต่ภพหยาบ เรียกว่าอบาย สุรา เมรยะ มัชชะ ต้นที่หยาบที่สุด ก็ลดละไป โดยแบ่งทำตั้งแต่ศีล 5 ก็ของใครของมัน กำหนดเอง เราจะเลิกในเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง มันเป็นเรื่องเท็จ เหลวไหล ไม่มีตัวตน รสที่เป็นความสนุกเป็น ขิฑฑาปโทสิกะ มโนปโทสิกะ เป็นสายอัตตา ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นสายกาม พวกอัตตา คือภพชาติเป็นวิมาน อย่างของธรรมกาย เอาทั้งที่สวยงามเอร็ดอร่อย เป็นภพชาติ เขาเอาหมด แล้วเชยและแข็ง ทั้งกระด้าง ไม่ได้เรื่องเลย แล้วเขาก็เป็นภพชาติของเขา เมื่อคุณไล่ไปจาก ทาน ศีล เนกขัมมะ เนกขัมมะ คือเอาออก คุณต้องรู้ว่า คุณยึดถืออะไร การเอาออกก็คือ การให้โดยตั้งศีล ตั้งหลักเกณฑ์ แล้วก็เอาออกให้ได้ ปล่อยออกให้ได้ ล้างออกให้ได้ เนกขัมมะ คุณทำไปก็จะมีปัญญากำกับ ในบารมีสิบทัศ ให้ แล้วก็ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ก็มาสำเร็จที่ให้ ขยับมาที่ศีล เนกขัมมะ ปัญญาก็ทำเพื่อให้ แล้วมีวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานอีกสี่ ในบารมีสิบทัศ วิริยะก็ต้องเพียรทำ ขันติต้องอดทนเอา ต้องให้เป็นจริง สัจจะต้องจริง ทั้งปรมัตถ์ ทั้งสมมุติ ทั้งภายนอกและภายใน ครบสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ได้ข้างนอกแล้ว เหลือข้างในเป็นรูปภพ อรูปภพ ก็ค่อยมาทำ เสริมด้วย วิริยะ ขันติ สัจจะ ได้แล้วก็ตั้งต่อไปเป็นอธิษฐาน ตั้งจิตไปตามลำดับ จนหมดครบ ไม่ต้องตั้งอีกแล้ว ได้สมบูรณ์ครบหมดแล้ว จบสิ้นแล้ว อีกสี่ตัวเสริมคือ วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน จนจบหมด ก็ไม่ต้องตั้งอีก เมื่อครบบารมี 8 ก็เหลือ เมตตา อุเบกขา ได้จิตเป็นกลาง จิตไม่บวกไม่ลบไม่ดูดไม่ผลัก รู้ว่าจิตมีปัญญา รู้ว่าเป็นกลางเป็นอย่างไร แล้วก็ทำงานช่วยคนดี อยู่กับคนดี ส่งเสริมคนดี สนับสนุนคนดี มีเรี่ยวแรงเท่าไหร่ ก็ช่วยในหมู่คนดี เพื่อให้สิ่งดีนี้ เกิดสร้างสรร อยู่ในสังคมมนุษยชาติ ไม่ใช่ว่าเป็นกลาง คือไม่ช่วยใคร ไม่ทำอะไร อยู่เฉยๆ อันนั้นมันเป็นกลาง อย่างมิจฉาทิฏฐิ เป็นกลางอย่างไม่มีปัญญา ไม่รู้จักสัจจะ ลัทธิพุทธไม่ได้เป็นกลางอย่างนั้น กลางของพระพุทธเจ้านั้น มีประโยชน์คุณค่า ผู้ใดมิจฉาทิฏฐิ นึกว่าเป็นกลางคืออยู่เฉยๆ ใครจะชั่วจะดี ก็อยู่เฉยๆ อาตมาเคยบอกว่า เป็นกลางที่ไม่เข้าท่า เป็นกลางมีสามอย่าง 1 เป็นกลางที่เข้าใจผิดว่า ต้องอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปช่วยอะไรใคร 2 เป็นกลางอย่างอยู่เฉยๆไม่รู้เรื่อง 3 เป็นกลางเพราะกลัวเสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันนี้เป็นกลางมีอัตตา ตัวเองมีส่วนตัวเองอยู่ ก็ไม่ใช่ความเป็นกลางที่ถูกต้อง ถ้าเข้าใจถูกต้อง จะเป็นประโยชน์คุณค่า ต่อมนุษยชาติ เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) อาตมาตั้งใจจะช่วยโลก จะทำให้ตนเอง เจริญสูงสุด จนถึงเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง อันนี้พูดอย่างเป็นวิชาการ ไม่ได้คุยตัวอะไร ตอนนี้ได้โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ต้องทำต่อไปอีก ไม่ใช่น้อยๆ แต่ก็ยุคนี้ไม่ใช่หาง่าย อย่างอาตมานี้ แต่ก็ต้องทำ ต้องพากเพียร และอาตมาก็ไม่ขอเป็น พระพุทธเจ้าสองสมัย ไม่เอา แค่สมัยเดียว ก็หืดขึ้นคอ ใครจะทำ 2 สมัย ก็อนุโมทนา อย่างพระอวโลกิเตศวร จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ แต่จะเป็นโพธิสัตว์ ช่วยสัตว์ได้หมดเอกภพนี้ ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย ท่านจะเลิกทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไม่ใช่ของเสีย เป็นของที่ดีต้องอนุโมทนากับท่าน คนที่ไม่เชื่อ เรื่องลึกซึ้งอจินไตย ก็น่าเห็นใจ เพราะไม่ใช่สาธารณปุถุชน แม้เป็นโสดาบัน ก็อาจไม่เชื่อนัก เป็นสกิทาฯก็เชื่อขึ้นมาบ้าง ตามภูมิ ในบารมีสิบทัศ สุดยอดอยู่ที่การให้ ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ปัญญาจะเป็นตัวรู้แจ้งรู้จริง ให้เกิดการให้ให้ได้ แล้วก็ทำตามไปลำดับของศีล อันไหนล้างไม่หมดก็เนกขัมมะ เอาสิ่งที่ไม่เจริญเป็นอกุศล ออกให้หมด แล้วจะรู้ด้วยปัญญา ที่เป็นธาตุรู้ที่แท้จริง กำกับอยู่ตลอดเวลา นี่คือ สภาวะธรรม แล้วก็ลึกซึ้งละเอียด ก็ต้องทำต่อไป วิริยะ ขันติ สัจจะ ทำอีกเพิ่มขึ้นอีก อดทนทำไปอีก ได้อีก ก็ตั้งจิตต่ออีก เป็นอธิษฐาน จนหมดครบถ้วน ไม่ต้องตั้งอีกแล้ว จบแล้ว เป็นพระพุทธเจ้า องค์ใดองค์หนึ่งแล้ว ก็หยุด จบ เหลือสมบัติที่คุณมี เป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศยอด เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คุณก็ช่วยโลกไป ด้วยเมตตาแล้ว ก็มีฐานอาศัย คืออุเบกขา เป็นที่พักเป็นดุสิต อุเบกขา คือ ดุสิตเป็นที่พัก ดุสิตไม่มีสถานที่ตัวตน เป็นภพชาติอะไร ดุสิตคือ อาการที่คุณพัก รู้จักพักรู้จักเพียร อัปปฏิฐัง อนายูหัง เทวดามาถามพระพุทธเจ้าว่า พ้นฝั่งนิพพานคืออะไร เอาแบบสั้นๆ คุณสมบัตินิพพานคืออย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัปปฏิฐัง อนายูหัง นั่นคือผู้ที่บรรลุอรหันต์ ข้ามภพโอฆสงสารได้แล้ว เทวดารู้เรื่อง ก็สว่างไปเลย คนไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้ ในเมืองไทยให้ธรรมะพุทธศาสนา พุทธศาสตร์ ให้มีพลังงานที่จะกลิ้งพุทธจักร ให้ไปครบ 5000 ปี ของศาสนาพระสมณโคดม สร้างบารมีของพระพุทธเจ้าสมณโคดม คนอาจคิดว่า แค่ห้าพันปี ก็ไม่มีบารมีเท่าไหร่ อย่าคิดเช่นนั้น มันลึกซึ้งที่ว่า ถ้าเป็นสัจจะอันเดียวกันนี้ แม้แวบเดียว ก็มีค่าเท่ากับหมื่นกัปป์ ถ้าจะเป็นพระพุทธเจ้า ที่อายุยืนยาวเป็นล้านปี ก็ต้องมีเหตุปัจจัย มากกว่านั้น ที่จะประกอบเหตุปัจจัย ให้ได้เป็นล้านปี หนักไหม ยากไหม แล้วพระพุทธเจ้าองค์ที่ท่านเข้าใจแล้วว่า ถ้าจะทำให้ได้อันนั้น ท่านเองก็ทำได้ แต่ท่านจะไปริษยาองค์ที่ทำได้ล้านปีไหม ท่านก็ไม่ได้ริษยา ท่านก็รู้เหตุปัจจัย จะทำก็ทำได้ แต่ท่านรู้เหตุปัจจัยแล้วไม่ทำ ก็เป็นสิทธิของท่าน มันไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร อย่าไปตีค่า ที่สิ่งเล็กสิ่งน้อย หรือสิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นสัจจะ แล้วก็อันเดียวกันหมด ผู้ที่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว หมดจบ ไม่ได้มีริษยา เป็นอรหันต์แล้วก็หมดริษยา เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องไม่มีริษยา ก็จบลงที่เหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยเท่านี้ มันก็เป็นเท่านี้ ถ้าเหตุปัจจัยมากกว่านี้ มันก็มีมากกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร สรุปแล้ว 4 องค์แรกของบารมี คือสิ่งที่ปฏิบัติจริง ให้ ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ส่วนสี่องค์หลัง คือวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน คือพลังงานเสริมหนุน พลังงานสี่นี้ ทำจบแล้ว ก็เหลือธรรมะ 2 เมตตา กับ อุเบกขา เมตตาคือ คุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หรือพระพรหม รับใช้สิ่งที่ควรทำ ให้แก่ปวงชน ด้วยความสุจริต ด้วยพระบริสุทธิคุณ ด้วยพระกรุณาธิคุณ ด้วยพระปัญญาธิคุณ เป็นสามเส้าของตรีมูรติ ก็เป็นเช่นนี้ ในความเป็นพลังงาน ที่วิเศษที่สุด ของอัตภาพแต่ละอัตภาพ ก็ทำให้เกิดอุเบกขา แล้วมีปัญญาช่วยโลก ส่วนจะปรินิพพานเมื่อไหร่ ก็เป็นสิทธิของคุณ ไม่แน่นะ อาตมาอาจจะเป็น พระพุทธเจ้าสองสมัย ก็ได้นะ เอาสักสามสมัยก็ได้ อย่างน้อย ก็ไม่ให้น้อยกว่าโอบาม่า ในสิ่งเป็นสัจจะเหล่านี้ พูดเหมือนเล่นแต่เป็นจริง โลกมันเครียดก็สนุกนิดหน่อย
591202_พุทธศาสนาตามภูมิ แยกแยะกายคือ จิต มโน วิญญาณ