สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน ปฏิบัติกับเวทนาในมูลสูตร 10.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิบัติกับเวทนาในมูลสูตร 10 หลักฐานของพระพุทธเจ้ามีหลักการในการสอน ในมูลสูตร 10
มีฉันทะเป็นมูลกา เราจะต้องมีพฤติกรรมอย่างไร ที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจึงจะเกิดความ มีฉันทะ พอใจทำ แล้วก็ต่อมาจะต้องเป็นการทำใจในใจ มนสิการ ให้ถึงที่เกิด ทำให้ใจเราเป็นอย่างนี้ ที่เรายินดี แล้วเราจะต้องทำให้เกิดแรง ที่เรามีทิฐิมีความรู้ เมื่อเราเห็นว่าจะต้องทำให้เกิดมนสิการอย่างนี้ เกิดขึ้นมาเป็น สัมภวะในใจเราในแดนเกิด ในหทยรูปเราให้ได้ เมื่อเราเข้าใจแล้วก็มาเริ่มต้น เริ่มต้นปฏิบัติให้เกิดจะต้องมี ผัสสะเป็นสมุทัย ในมูลสูตร 10 ต้องมีผัสสะ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย (สมุทัย) เป็นต้นทาง เมื่อมีผัสสะ ก็จะเกิดเวทนา เราก็จัดการให้เวทนานี้ประชุมกันลงไป รวมตัวกันลงไปให้เป็นไป ตามที่เราต้องการเป็นคนสูงสุด เอกกัคคตาจิต ต้องทำจิตให้เป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ผัสสะแล้วเกิดเวทนา แล้วจัดการเวทนาให้เป็นหนึ่ง
ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ถ้ามันเป็น 2 ก็จะมีเท็จอันหนึ่ง แท้อันหนึ่ง ถ้ามันมี 3 4 5 6 ก็จะยิ่งมีความเท็จอยู่มาก เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียวไม่มีสอง เราจะต้องทำให้ร่วมลงเป็นหนึ่งให้ได้ในเวทนา ผู้ที่ทำสำเร็จเป็น เอกสโมสรณา ภวนฺติ ก็เป็นคนจบได้เป็นหนึ่ง ก็ทําอย่างนี้ให้สั่งสมตกผลึกลงไปเรียกว่าสมาธิ สมาธืก็จะเป็นหัวหน้า เป็นตัวบุกเบิก เป็นประธานจัดการไปเรื่อยๆ เราได้เท่าไหร่ ก็เป็นหัวหน้าเท่านั้น จึงเรียกว่าสมาธิเป็นประมุข คือการสั่งสมจิตใจให้ตกผลึกตั้งมั่น สมาธิคือทำให้เกิดผล แล้วตกผลึกควบแน่น ตั้งมั่น ที่เรียกว่าสมาธิ สมาธิไม่ได้หมายความว่า เพ่งจดจ่อให้เป็น 1 นิ่งแข็งอยู่ ไม่ใช่ ศาสนาพุทธเป็นอย่
อ่านต่อ
างนั้นเป็นประโยชน์น้อย มันก็มีประโยชน์บ้าง ได้อาศัยจดจ่อเวลาเราจะหยุด แต่มันไม่เป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่น ที่เป็นประโยชน์อันประเสริฐอันยิ่งใหญ่ มันต้องเป็นประโยชน์ที่รู้คนอื่นและช่วยคนอื่นได้ อันนี้คือแนวทางที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นพลังงานสมาธิแบบนี้ดีกว่า เมื่อได้สมาธิเป็นหัวหน้า แล้วเราปฏิบัติก็จะต้องใช้สติใช้ปัญญาเป็นคู่ สติก็สำคัญ ปัญญาก็สำคัญ พระพุทธเจ้าว่าสติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอนุตตระ ให้สติเป็นพลังอำนาจ อธิปไตย ส่วนปัญญาเป็นพลังอยู่เหนือ อุตตระ ต้องใช้คู่กันเป็นธรรมะ 2 ต้องใช้อำนาจพลังงาน แรงเจโต ส่วนปัญญาก็เป็นตัวที่ช่วยควบคู่อยู่ จัดการอยู่ไม่ให้ลำเอียง จัดการอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีอะไรติด ช่วยเหลืออย่างพอเหมาะ พอดี จึงเรียกว่าปัญญาเป็นอุตตระ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือพลังงานทั้งหมด อยู่เหนือพฤติกรรมสังคม อยู่เหนืออะไรต่างๆ ที่จะจัดสรรให้ได้สัดส่วน ยังมีสัปปุริสธรรม 7 มีมหาปเทส 4 เมื่อทำได้เก่ง ก็สู่จุดที่เป็นแก่นแท้เรียกว่าแก่นสาระ เป็นแก่นแกน จุดกลางที่จะเป็นตัวเอก ของจิต เป็นจุดกลาง แล้วเข้าใจอย่างไร มีพลังงานแค่ไหน ก็เอาออกไปทำงานอย่างเต็มที่ เรียกว่าเป็นตัวจบเป็นสาระ เป็นตัวคนสำคัญ ผู้ที่เข้าถึงแก่นสาระนี้ได้ จะเป็นผู้อยู่เหนือเลย แล้วก็จะจัดการอย่างไรๆก็ได้จึงเรียกว่าเป็นผู้อมตะ จะทำให้มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ให้มีน้อยก็ได้ ให้มีมากก็ได้ ให้มีขนาดอย่างไร ตามบารมีตามสัปปุริสธรรม 7 จัดสรรให้พอดี โดยไม่มีความลำเอียง ไม่มีความเห็นแก่คนนั้นคนนี้ อย่างซื่อสัตย์สุจริตตามสัจจะที่มันควรจะเป็น นี่คือผู้ที่สัตย์สุจริต เป็นผู้ที่มีกรรมกิริยาจัดสรรอยู่เพราะยังมีชีวิตอยู่ทำงานอยู่กับสังคม สุดท้ายเมื่อตัวเองจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน สลายพลังงานอัตภาพตนเอง สลายพลังงานอัตภาพ ตัวเองไม่มีพลังงานอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติแล้ว ก็เลิกไปอย่างถาวรอนันตกาล สลายเหตุปัจจัยของตัวเอง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน
591204 วิถีอาริยธรรม สันติอโศก โอกาสทองของพลังงานระเบิดรัก