บทที่ 2.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากหนังสือ ต ารา วารสาร ข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญ จากห้องสมุดและอินเตอร์เน็ต น าผลการทบทวน มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อสนับสนุนในการก าหนดกรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัยดังนี้ 1. องค์ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน 1.1 ความหมายของโรคเบาหวาน 1.2 ประเภทของโรคเบาหวาน 1.3 การวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 1.4 อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 1.5 การดูแลรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 1.6 ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 1.7 การป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 2. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2.1 ปัจจัยน า 2.2 ปัจจัยเอื้อ 2.3 ปัจจัยเสริม 3. แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต 3.1 ความหมายคุณภาพชีวิต 3.2 องค์ประกอบคุณภาพชีวิต 3.3 การพัฒนาคุณภาพชีวิต 3.4 การประเมินคุณภาพชีวิต 3.5 เครื่องมือวัดคุณภาพชีวิต 4. ทฤษฎีแบบจ าลองการวางแผนส่งเสริมสุขภาพ (PRECEDE–PROCEED Model) 5. บริบทอ าเภอค าเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ 7. กรอบการวิจัย องค์ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความบกพร่องของระบบต่อมไร้ท่อที่พบมากที่สุด จากการท างานที่ผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อของตับอ่อน เบาหวานเป็นโรคที่รักษาไม่หายหากเป็นนาน ๆหรือดูแลรักษาไม่ดีก็เสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของความพิการ และเสียชีวิต 8 ก่อนวัยอันควรได้ โรคเบาหวานเป็นโรคหนึ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วย ดังรายละเอียดต่
อ่านต่อ
อไปนี้ 1. ความหมายของโรคเบาหวาน โรคเบาหวาน หมายถึง ภาวะ ที่ร่างกายมีระดับน้ าตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลท าให้ระดับน้ าตาลในกระแสเลือดสูงเกิน ร่างกายไม่สามารถใช้น้ าตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยปกติน้ าตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ผลที่เกิดขึ้นท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการท าลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจน าไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคเบาหวานเปรียบเทียบได้ง่าย ๆ โดยเปรียบร่างกายเราเป็นระบบปั๊มน้ า และน้ าในระบบก็คือเลือดของเราโดยปรกติแล้วปั๊มน้ าก็จะท างานอย่างปรกติ แต่เมื่อมีการท าให้น้ าในระบบเกิดความข้นขึ้น น้ าในระบบก็จะมีความหนืดขึ้น หัวใจก็จะต้องท างานหนักขึ้น ท่อน้ า (หลอดเลือด) ก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น ดังนั้นคนที่เป็นโรคเบาหวานก็จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่าง ๆ เพิ่มขึ้นได้ (จมาภรณ์ ใจภักดี. 2560 : 3-7) 2. การแบ่งประเภทของโรคเบาหวาน ปัจจุบันโรคเบาหวานจ าแนกออกได้เป็น 4 ชนิดโดย สมาคมโรคเบาหวานสหรัฐอเมริกา ได้แบ่งประเภทของโรคเบาหวานออกได้เป็น 4 ชนิด (American Diabetes Association. 2014 : s81-s89) ดังนี้ 2.1 โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในเด็กหรือวัยรุ่น ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด มีสาเหตุเกิดจากโรคภูมิแพ้ต่อภูมิต้านทานของร่างกายท าให้เกิดการท าลายเซลล์ตับอ่อนจากสาเหตุของความผิดปกติทางพันธุกรรม ดังที่เรียกว่า โรคภูมิต้านทานตัวเองหรือออโตอิมมูน (Autoimmune) ท าให้ตับอ่อนหยุดสร้างอินซูลิน หรือสร้างได้น้อยมากขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจ าเป็นต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต เพื่อควบคุมน้ าตาลในเลือดระยะยาว 2.2 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเบาหวานที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90-95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เป็นโรคเบาหวานชนิดเกิดในผู้ใหญ่อายุ 35 ปีขึ้นไป กลไกการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบ่งตามสาเหตุ (เกียรติคุณ-พวงทอง ไกรพิบูลย์. 2554 : 124-125) ดังนี้ 2.2.1 เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นความผิดปกติของกระบวนการสันดาปเผาผลาญพลังงาน หรือที่เรียกว่า เมตาบอลิซึม ซึ่งเซลล์มีการดื้อต่ออินซูลิน ถึงแม้ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินได้ปริมาณปกติก็ตาม แต่เซลล์ก็ไม่สามารถเผาผลาญพลังงานจากน้ าตาลได้จึงท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดสูง 2.2.2 เกิดจากเซลล์ที่สร้างอินซูลินเสื่อม เชลล์ค่อย ๆ ถูกท าลายไปท าให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน เช่น การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องท าให้มีภาวะน้ าหนักตัวมาก ขาดการออกก าลังกาย ดื่มสุรา สูบบุหรี่ มีความเครียดเรื้อรัง 2.3 โรคเบาหวานชนิดอื่น ๆ เบาหวานชนิดนี้เกิดจากมีสาเหตุอื่น ๆ ที่มีผลกระทบ 9 ท าให้สมดุลของน้ าตาลกลูโคสผิดปกติ หรือท าให้การสร้างอินซูลินผิดปกติไป ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการเกิดความผิดปกติของตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบจากการติดเชื้อหรือจากการดื่มสุรา มะเร็งหรือเนื้องอกที่ตับอ่อน การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านจิตเวช ยาขับปัสสาวะบางชนิด ยาคุมก าเนิดบางชนิด ยาสเตียรอยด์ โรคเนื้องอกต่อมใต้สมองบางชนิด (อัมพา สุทธิจ ารูญ และคนอื่น ๆ. 2554 : 1-6) 2.4 โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus : GDM) พบในหญิงตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 2-5 เป็นภาวะที่ตรวจพบระดับน้ าตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สองและสามของการตั้งครรภ์ สาเหตุเนื่องมาจากขณะตั้งครรภ์มีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนจากรกที่ควบคุมการเจริญเติบโตของทารกออกฤทธิ์ต้านอินซูลิน ส่งผลให้เกิดเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เมื่อหลังคลอดเบาหวานก็จะหายเป็นปกติ และมีโอกาสเป็นเบาหวานในอนาคตประมาณ ร้อยละ 50 ของสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (อัมพา สุทธิจ ารูญ และอื่น ๆ. 2554 : 6) ระดับน้ าตาลในเลือดที่สูงขึ้นในมารดาจะส่งผลให้ทารกในครรภ์ได้รับน้ าตาลมากเกินไปด้วย จึงท าให้มีน้ าหนักตัวมากอาจท าให้คลอดยาก 3. เกณฑ์การวินิจฉัย และการแบ่งระดับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมีเพียงวิธีเดียว คือการเจาะหาระดับน้ าตาลในเลือด ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก สมาคมโลกเบาหวานอเมริกัน และสมาคมระหว่างประเทศของกลุ่มศึกษาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ได้ก าหนดเกณฑ์ร่วมกัน (จมาภรณ์ ใจภักดี. 2560 : 6-7) ดังนี้ 3.1 การวินิจฉัยโรคเบาหวาน 3.1.1 การวัดระดับกลูโคสในพลาสม่าหลังการอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง [Fasting plasma glucose : FPG] ให้การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานเมื่อระดับน้ าตาลในเลือด [FPG] สูงกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dl [7.0 mmol/L] สองครั้ง 3.1.2 การวัดความทนทานน้ าตาลกลูโคส [Oral Glucose Tolerance Test : OGTT] กรณีสงสัยว่าจะเป็นเบาหวานแต่ระดับพลาสม่ากลูโคสก่อนรับประทานอาหารไม่ถึง 126 mg/dl ให้ตรวจโดยการดื่มน้ าตาลกลูโคส 75 กรัม เจาะเลือดก่อนดื่ม และ 2 ชั่วโมงหลังดื่ม วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานเมื่อระดับพลาสม่ากลูโคสที่ 2 ชั่วโมงมากกว่า 200 mg/dl ขึ้นไป หากอยู่ระหว่าง 140-199 mg/dl ถือว่าความทนทานต่อน้ าตาลบกพร่อง (Impaired Glucose Tolerance Test) หากต่ ากว่า 140 mg/dl ถือว่าปกติ 3.1.3 การสุ่มวัดระดับกลูโคสในพลาสมา [Random Plasma Glucose : RPG] โดยไม่ก าหนดเวลาอดอาหาร ใช้ค่ามากกว่า 200 mg/dl และมีอาการของโรคเบาหวาน เนื่องจากมีความแม่นย าต่ าจึงไม่นิยมหาก หากพบว่าค่ามากกว่า 200 mg/dl จะต้องนัดมาเจาะน้ าตาลก่อนอาหาร หรือท าการตรวจ การวัดความทนทานน้ าตาลกลูโคส OGTT อาจจะตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเบาหวานมากจ าเป็นต้องรีบให้การรักษา 3.1.4 การใช้ระดับโปรตีนกลัยโคซัยเลต ได้แก่ Glycosylate Hemoglobin : HbA1c หากมีค่ามากกว่า 6.5 ให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานในกรณีที่ค่า HbA1c>6.5 สองครั้งแต่ ค่าน้ าตาลก่อนอาหาร FBS<126 mg/dl หรือค่าน้ าตาล FBS>126 แต่ค่า HbA1c<6.5 ทั้งสองกรณีให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน 10 3.2 การแบ่งระดับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ทั่วโลกก าลังให้ความส าคัญกับการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น เพราะสถานการณ์ของโรคเริ่มมีความรุนแรง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ กระทรวงสาธารณสุขน าโดยนายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2555 ได้มีนโยบายการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ด้วยปิงปองจราจรชีวิต 7 สีโดยการคัดกรองและแยกกลุ่มเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการ และใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารระหว่าง "ผู้ให้บริการ" กับ "ประชาชน" ซึ่งได้แบ่งระดับ (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. 2556 : 7-8) ดังนี้ 3.2.1 กลุ่มปกติ สีขาว ระดับน้ าตาล < 100 mg/dl 3.2.2 กลุ่มเสี่ยง สีเขียวอ่อน ระดับน้ าตาล 100-125 mg/dl 3.2.3 ป่วยระดับ 0 สีเขียวเข้ม ระดับน้ าตาล < 125 mg/dl 3.2.4 ป่วยระดับ 1 สีเหลือง ระดับน้ าตาล 125-154 mg/dl 3.2.5 ป่วยระดับ 2 สีส้ม ระดับน้ าตาล 155-182 mg/dl 3.2.6 ป่วยระดับ 3 สีแดง ระดับน้ าตาล ≥ 183 mg/dl 3.2.7 ป่วยระดับรุนแรง สีด า มีภาวะแทรกซ้อน การก าหนดนโยบายการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน โรคเบาหวานโรคความดันโลหิตสูง ด้วยปิงปองจราจรชีวิต 7 สี นั้นเป็นปัจจัยหนึ่งในการแก้ไขปัญหาโรคเรื้อรัง แต่ปัจจัยแห่งความส าเร็จในการแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ได้ผลที่สุด นอกเหนือจากนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข พยายามเร่งรัดให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง คือ ประชาชนทุกคนเอง ที่ต้องลุกขึ้นมาใส่ใจสุขภาพของตัวเอง ท่านต้อง "ปรับพฤติกรรม" ก่อนที่จะกลายเป็น "คนป่วย" เพราะการเจ็บป่วย นอกเหนือจากความสูญเสียทางร่างกาย จิตใจแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว และสังคม ประเทศชาติ เพราะต้องน าเงินที่ใช้พัฒนาประเทศไปลงทุนกับการรักษาตนเจ็บป่วย ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น 4. อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตอาการที่พบได้บ่อยคือ คอแห้ง กระหายน้ า ดื่มน้ าบ่อย ปัสสาวะบ่อยและมาก ปัสสาวะกลางคืน หิวบ่อยรับประทานอาหารมากแต่น้ าหนักลด เหนื่อยอ่อนเพลีย เนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถน าน้ าตาลไปสร้างพลังงานได้เต็มที่จึงต้องน าไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ทดแทน ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังหรือช่องคลอด มีอาการคัน เมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายยาก สายตาพร่ามองไม่ชัดเจน ชาตามปลายมือปลายเท้า เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น บางรายอาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย (อัมพา สุทธิจ ารูญ และคนอื่น ๆ. 2554 : 2) 5. การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานถึงแม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้ามาก แต่ก็ยังไม่สามารถหาวิธีการรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้ การรักษาในปัจจุบันจะเริ่มทันทีเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และสถาบันอื่น ๆ. 2557 : 13-15) ดังนี้ 5.1 วัตถุประสงค์ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 5.1.1 เพื่อรักษาอาการที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ าตาลในเลือดสูง 11 5.1.2 เพื่อป้องกันและรักษาการเกิดโรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน 5.1.3 เพื่อป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง 5.1.4 เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีใกล้เคียงกับคนปกติ 5.2 เป้าหมายในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขและส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ก าหนดเป้าหมายในการควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดและน้ าตาลสะสมเฉลี่ยไว้ในแนวทางเวชปฏิบัติส าหรับโรคเบาหวาน ปี 2557 (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และสถาบันอื่นๆ. 2557 : 13) ดังนี้ ตารางที่ 1 เป้าหมายในการควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การควบคุมเบาหวาน เป้าหมาย เข้มงวดมาก เข้มงวด ไม่เข้มงวด ระดับน้ าตาลในเลือดขณะอดอาหาร 70-110 mg/dl 90-<130 mg/dl <150 mg/dl ระดับน้ าตาลในเลือดหลังอาหาร 2ชั่วโมง <140 mg/dl - - ระดับน้ าตาลในเลือดสูงสุดหลังอาหาร - <180 mg/dl - HbA1C(% of total hemoglobin) <6.5 % < 7.0 % 7.0-8.0 % ที่มา : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และสถาบันอื่น ๆ (2557 : 13) 5.3 แนวทางการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 5.3.1 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ความรู้เป็นสิ่งที่จ าเป็นในการเสริมสร้างทักษะให้ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแลสามารถน าไปปฏิบัติในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการด าเนินชีวิตได้ถูกต้อง เพื่อควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2556 : 20-21) ผู้ให้ความรู้จึงมีบทบาทส าคัญในการสร้างแรงจูงในและเสริมพลัง (Emprowerment) ให้แก่ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแลสามารถน าไปปฏิบัติได้จริง ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ เภสัชกร และบุคลากรทางสุขภาพอื่น ๆ ความรู้ที่ควรได้รับประการแรกคือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความหมาย ชนิดของเบาหวาน อาการ ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ภาวะแทรกซ้อน การปฏิบัติตนในการควบคุมระดับน้ าตาลในเลือด โดยใช้สื่อการสอนที่หลากหลายให้เหมาะกับผู้รับ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ คู่มือ หนังสือ วิดีโอ เป็นต้น (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และสถาบันอื่น ๆ. 2557 : 21-26) ดังนี้ 12 1) อาหาร การได้รับอาหารที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ดีและคงที่อย่างต่อเนื่อง ลดปัจจัยเสี่ยงที่ท าให้เกิดปัจจัยแทรกซ้อนต่าง ๆตลอดจนเพื่อให้ผู้เป็นเบาหวานมีน้ าหนักตัวที่เหมาะสม และมีโภชนาการที่ดี การควบคุมอาหารเมื่อเป็นเบาหวานควรเลือกบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ค านึงถึงพลังงานที่ได้จากอาหารโดยประมาณจากคาร์โบไฮเดรตประมาณ 50-60% ไขมัน ประมาณ 30% โดยกระจายพลังงานใน 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น ให้เท่า ๆ กัน ผู้ที่มีน้ าหนักตัวมากควรจะต้องลดปริมาณการรับประทาน เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อช่วยในการขับถ่ายหลีกเลี่ยงการรับประทานจุกจิก อาหารรสเค็ม อาหารที่ห้ามรับประทานเมื่อเป็นเบาหวาน คือ น้ าตาล ทุกชนิด รวมไปถึงน้ าผึ้งผลไม้กวนประเภทต่าง ๆ ขนมเชื่อม ขนมหวานต่าง ๆ ผลไม้ที่มีรสหวานมาก ๆ น้ าหวานประเภทต่าง ๆ ขนมทอดกรอบหรือชุบแป้งทอด และรับประทานอาหารให้ตรงเวลาในปริมาณที่สม่ าเสมอกันทุกวัน แม้ระดับน้ าตาลในเลือดจะปกติดีแล้วก็ควรจะต้องควบคุมอาหารต่อไป 2) การออกก าลังกาย มีผลต่อความสมดุลแห่งพลังงานในร่างกายท าให้กล้ามเนื้อใช้กลูโคสได้มากขึ้น ตัวรับอินซูลินไวต่อกลูโคส เหตุเหล่านี้ท าให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้การมีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนที่ออกก าลังกายเพิ่มมากขึ้น ร่วมกับหลอดเลือดฝอยขยายตัวในระหว่างที่ออกก าลังกาย จะท าให้อินซูลินไปสู่กล้ามเนื้ออย่างพอเพียง แม้ว่าระดับของอินซูลินในกระแสเลือดจะต่ าก็ตาม ให้ออกก าลังกายเพิ่มขึ้น น้ าตาลถูกใช้มากขึ้น ท าให้น้ าตาลที่สูงอยู่จะต่ าลง และเปลี่ยนจากไขมันกลับมาใช้น้ าตาล ไขมันที่เคยมีอยู่สะสมจะลดลง ความอ้วนลดลง ไขมันในเลือดลดลง โปรตีนและกล้ามเนื้อมีพลังทดแทนจากน้ าตาลแล้วจะใช้น้ าตาลได้มากขึ้น กล้ามเนื้อที่เคยลีบฝ่อจะลดลง นอกจากนี้แล้วการออกก าลังกายบางอย่าง เช่น การเล่น Weight เป็นการเพิ่มให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อที่เคยลีบฝ่อจะดีขึ้น แก้ไขน้ าหนักที่เพิ่มขึ้นให้ลดลง การเล่น Weight กล้ามเนื้อที่เคยลีบฝ่อกลับมาดีขึ้น ไขมันลดลง 3) การจัดการอารมณ์ อารมณ์มีผลกระทบโดยตรงต่อโรคเบาหวาน จากการศึกษาของชลนิสา รุ่งเรือง (2555 : 129-135) ภาวะที่มีความเครียดมาก ท าให้ร่างกายต้องดึงดูดเอาน้ าตาลจากตับมาใช้เป็นจ านวนมากไปด้วย แต่ถูกใช้ในเวลาสั้น ๆ ท าให้น้ าตาลเหลืออยู่ในร่างกายมาก แล้วความเครียดยังท าลายเนื้อเยื่อที่อยู่ที่ตับอ่อนและเปลือกนอกของต่อมหมวกไต ซึ่งท าหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินสุลินออกมาเปลี่ยนน้ าตาลให้เป็นไขมันและฮอร์โมนคอร์ติโซน (Cortisone) ออกมาส าหรับต้านทานโรคต่าง ๆ มาควบคุมความสมดุลของน้ าตาลและแร่ธาตุในร่างกายจึงส่งผลต่อระดับน้ าตาลในเลือดให้สูงขึ้น ดังนั้นการจัดการความเครียดในผู้ป่วยเบาหวานจึงเป็นอีกทางหนึ่งในการควบคุมระดับน้ าตาลในเลือด ควรท าจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ มีการจัดการกับอารมณ์ ฝึกสมาธิ และผ่อนคลายความเครียด การเผชิญกับปัญหาและแก้ปัญหาอย่างถูกต้องเหมาะสม หาวิธีคลายเครียดหรือท ากิจกรรมร่วมกับครอบครัว เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี วาดภาพ ท่องเที่ยว เป็นต้น รวมทั้งควรพักผ่อนให้พอเพียงวันละ 6-8 ชั่วโมง 4) การงดสิ่งเสพติด บุหรี่ สุรา เป็นสารเสพติดที่ถึงแม้ว่าจะเสพได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่พิษภัยของบุหรี่ สุราก็ร้ายแรงต่อสุขภาพ โทษของสุรา เช่น โรคตับแข็ง โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคกระเพาะอาหาร โรคไตอักเสบ โรคหัวใจ โทษของสารพิษในบุหรี่ เช่น สารนิโคติน มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลางท าให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง สารทาร์ระคายเคืองถุงลมท าให้ปอดขยายขึ้น คาร์บอนมอนอก ไซด์ท าให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง ไนโตรเจนไดออกไซด์ท าลายเยื่อบุหลอดลม 13 ท าให้ถุงลมโป่งพอง ไฮโดรเจนไซยาไนด์ท าลายเยื่อบุหลอดลมชนิดมีขน มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปท าลายหลอดลมได้ง่าย ดังนั้นบุหรี่ สุราจึงเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดภาวะแทรก ซ้อนต่าง ๆ ของโรคเบาหวาน ได้ง่าย ผู้ป่วยเบา หวานจึงควรงด บุหรี่ สุรา และสิ่งเสพติดทุกชนิด 5.3.2 การใช้ยาลดระดับน้ าตาลในเลือด การใช้ยามีความจ าเป็นเมื่อผู้ป่วยไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือผู้ป่วยได้พยายามควบคุมอาหารและออกก าลังกายแล้ว แต่ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาให้ยาเพื่อลดระดับน้ าตาลในเลือดชนิดรับประทาน ยากระตุ้นการหลั่งอินซูลินให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น ยาลดการดูดซึมกลูโคส และชนิดฉีด ตามล าดับ (ปราณี ทู้ไพเราะ. 2558 : 391-392) ข้อควรระวังในการใช้ยา คือ ภาวะน้ าตาลในเลือดต่ าดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานควรพกลูกอม น้ าตาล หรือขนมติดตัว ไว้จัดการตนเองเมื่อมีภาวะดังกล่าว (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2556 : 23) 6. ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะโรคแทรกซ้อนของเบาหวานเป็นผลสืบเนื่องมาจากระดับน้ าตาลในเลือดมีปริมาณ สูงขึ้น ระดับน้ าตาลที่สูงติดต่อกันเป็นเวลานานจะท าลายหลอดเลือด และอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง ท าให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ได้แทบทุกระบบ เช่น ผลต่อเส้นเลือดที่ตา ท าให้เกิดอาการตามัวหรือตาบอด ผลต่อเส้นเลือดที่ไต ท าให้การท างานของไตผิดปกติไตวายผลต่อเส้นเลือดที่หัวใจ ท าให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ผลต่อระบบประสาท ท าให้เกิดปลายเส้น ประสาทอักเสบ ผลต่อเส้นเลือดบริเวณปลายมือปลายเท้าท าให้เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย การเกิดภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานมักจะเกิดเมื่อเป็นเบาหวานมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ไม่ได้รักษาอย่างจริงจังความคุมระดับ น้ าตาลในเลือดไม่ได้ตามเกณฑ์ การดูแลตนเองที่ไม่ถูกต้องจึงส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนี้ 6.1 ภาวะแทรกซ้อนเฉลีบพลัน ภาวะแทรกซ้อนเฉลีบพลัน ได้แก่ ภาวะน้ าตาลในเลือดต่ า ภาวะน้ าตาลในเลือดสูง ภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. 2554 : 20) ท าให้ร่างกายเกิดความผิดปกติเฉียบพลันและรุนแรง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ผู้ป่วยเบาหวานอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานชนิดเฉียบพลันมีดังนี้ 6.1.1 ภาวะระดับน้ าตาลในเลือดต่ า (Hypoglycemia) มักเกิดในภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ าตาลในเลือด 70 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือต่ ากว่า ซึ่งเกิดในผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ออกก าลังกายหรือท างานหนักเกินไป และการกินยาเกินขนาด หรือในปริมาณที่ไม่เหมาะสม เช่น กินยาหรือฉีดอินซูลินมากเกินไป เป็นต้น อาการภาวะน้ าตาลในเลือดต่ าระดับไม่รุนแรง จะมีอาการเหงื่อออกท่วมตัว ตัวเย็น ใจสั่น และระดับปานกลาง มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ ตาลาย หน้ามืด หงุดหงิด หน้าซีด และในกรณีที่เป็นมาก อาจมีอาการชัก และหมดสติได้ในที่สุด การแก้ไขระดับไม่รุนแรงและปานกลางผู้ป่วยสามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง โดยระดับไม่รุนแรงให้รับประทานคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ระดับปานกลางให้คาร์โบไฮเดรต 30 กรัม ปริมาณคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม เช่น กลูโคสเม็ด 3 เม็ด น้ าส้มคั้นหรือน้ าอัดลม 180 มิลลิลิตร นมสด 240 มิลลิลิตร น้ าผึ้ง 3 ช้อนชา ขนมปัง 1 แผ่น กล้วย 1 ผล ไอศกรีม 2 สคูป โจ๊กหรือข้าวต้ม ครึ่ง ถ้วย หากได้รับน้ าตาลอาการหายเป็นปกติ หากมีภาวะระดับน้ าตาลในเลือดต่ าระดับรุนแรง ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือแก้ไขได้ด้วยตนเองญาติหรือผู้พบเห็นต้องน าส่งโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อฉีดกลูโคสเข้าหลอดเลือดด าตามแผนการรักษาต่อไป ภายหลังการแก้ไขอาการแล้ว ระดับน้ าตาลในเลือดต้องมากกว่า 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ การป้องกัน 14 ไม่ให้เกิดภาวะน้ าตาลต่ าจึงเป็นสิ่งส าคัญโดยค้นหาปัจจัยเสี่ยงในผู้ป่วยแต่ละราย ควรลดหรือขจัดปัจจัยเสี่ยงที่ท าได้และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ า (สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และสถาบันอื่น ๆ. 2557 : 51-60) 6.1.2 ภาวะระดับน้ าตาลในเลือดสูง เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวาน มีระดับน้ าตาลในเลือดสูงมากกว่า 300 mg/dl ส่งผลให้เลือดมีความเข้มข้นสูงมาก จนท าให้มีอาการกระหายน้ ารุนแรง ซึ่งในกรณีนี้ จะพบในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายสามารถสร้างสารอินซูลินได้บ้าง แต่มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ 6.2 ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง มักจะเกิดเมื่อเป็นเบาหวาน อย่างน้อย 5 ปีแล้วไม่ได้รักษาอย่างจริงจัง ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ต้องรักษาต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ได้แก่ 6.2.1 ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic Retinopathy) หรือภาวะเบาหวานขึ้นตาเริ่มจากหลอดเลือดในจอตาเกิดความผิดปกติมีการอักเสบสาเหตุจากเบาหวาน ต่อจากนั้นมีการโป่งพองเป็นหย่อม ๆ จากผนังหลอดเลือดผิดปกติ และมีเลือดน้ าเหลืองซึมออกมาจากหลอดเลือดเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่ว ๆ ไปในจอตา หากปล่อยทิ้งไว้จะซึมมากขึ้น ท าให้จอตาขาดเลือดและเกิดการตายของจอตาในระยะแรกอาจเป็นการตายกระจัดกระจาย นานเข้ามีการตายมากขึ้น เซลล์รับรู้การเห็นในจอตาเหลือน้อยลง ๆ การมองเห็นจะลดลงมากขึ้น ๆ ตามล าดับนอกจากนั้นในธรรมชาติเมื่อหลอดเลือดที่จอตาเสียจะมีกลไกของร่างกายก่อให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นในจอตาหลอดเลือดที่เกิดใหม่มีผนังไม่แข็งแรงและฉีกขาดได้ง่าย จึงเกิดเลือดออกในจอตาท าให้ตามัวลงอย่างฉับพลัน หรือเมื่อมีหลอดเลือดเกิดใหม่ มักจะมีเนื้อเยื่อเป็นพังผืดเกิดใหม่ด้วย ทั้งพังผืดและหลอดเลือดเกิดใหม่ จะยึดดึงจอตาให้หลุดลอกเป็นหย่อม ๆ และดึงรั้งจนหลุดลอกหมดทั้งจอตา ท าให้ตาบอดสนิทในที่สุด (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : 3-14) 6.2.2 ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic Nephropathy) โรคเบาหวานเป็นสาเหตุที่ส าคัญของภาวะไตวาย ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 10 ปี มักเกิดปัญหาไตเสื่อม ซึ่งไตเป็นอวัยวะที่ท าหน้าที่กรองสารต่างๆที่อยู่ในกระแสเลือด มีเส้นเลือดขนาดเล็กมากมายบริเวณไต เมื่อผนังเส้นเลือดถูกท าลายโดยน้ าตาลในเลือดที่สูงอยู่เป็นเวลานาน การท าหน้าที่ในการกรองของไตจะเริ่มเสื่อมลง ท าให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ภาวะแทรกซ้อนทางไตมิได้เกิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ทุกคน พบประมาณร้อยละ 10-20 เท่านั้น ผู้ที่มีแนวโน้มจะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเกิน 10 ปี และควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ไม่ดี มีประวัติพี่น้องเป็นโรคไตจากโรคเบาหวาน มีความดันโลหิตสูงขึ้นมากกว่าเดิม (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : 19-27) ซึ่งถ้าเป็นนาน ๆ ก็จะท าให้เกิดไตวายได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี นับจากแรกเริ่มมีอาการ 6.2.3 ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic Neuropathy) เบาหวานจะท าให้หลอดเลือดเล็ก ๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะท าให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถน าความรู้สึกต่อไปได้ เช่นรู้สึกชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive