สัญญา 10 ประการเป็นไฉน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข29 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สัญญา 10 ประการเป็นไฉน _พ่อครูว่า... คุณฉลวย พอฟังแล้วเข้าใจได้ไหม สัญญาเป็นการกำหนดหมาย การกำหนดรู้ เอาตั้งแต่สัญญา 10 1. อนิจจสัญญา 2. อนัตตสัญญา 3. อสุภสัญญา 4. อาทีนวสัญญา 5. ปหานสัญญา 6. วิราคสัญญา 7. นิโรธสัญญา 8. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 9. สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 10. อานาปานัสสติ (อาพาธสูตร ล.24 ข.60) พ่อครูว่า... อนิจจสัญญาคือการทำงานของสัญญากำหนดรู้ความไม่เที่ยง อนัตตสัญญากำหนดรู้ธาตุถึงขั้นอนัตตา คือความไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตน หรือกำหนดรู้อสุภะสัญญา เป็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ไม่น่าใคร่อยาก สุภะแปลว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็น อสุภะ แปลว่าไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น อาทีนวะ คือเป็นโทษ ไม่ใช่คุณ กามไม่ใช่คุณ ไม่ใช่สิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น ไม่ใช่คุณไม่ใช่ประโยชน์ มันเป็นอาทีนวะ มันเป็นโทษ กามาทีนวะ ความใคร่อยากทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างไรก็แล้วแต่ มันไม่น่าได้ ไม่น่ามี มันเป็นโทษ ปหานสัญญา มันควรกำจัดทำลายเสียอาการพวกนั้น วิราคสัญญา จนสามารถลดละจางคลายได้ ปฏิบัติแล้วก็เกิด วิราคสัญญา นิโรธสัญญา ปฏิบัติลดละจนสามารถดับได้แล้ว ดับ ก็เป็นอย่างสัมมาทิฏฐิ มิจฉานิโรธเป็นการสะกดจิต ไม่ให้มีสัญญา มันก็ไม่รู้เรื่องอะไร ก็นึกว่า กิณหา ความดำมืด ดับชั่วคราวเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นสุภกิณหา อย่างเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งอยู่ในวิญญาณฐีติข้อที่ 4 ในสัตตาวาส 9 ข้อที่ 4 แต่ผู้ที่มีนิโรธสัญญากำหนดรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะรู้ว่าความดำความมืดก็คือความดำความมืด และนิโรธก็คือนิโรธ ไม่ใช่ความดำความมืด แต่เป็นความไม่มีกิเลส ดับกิเลสหมด สว่างไสวด้วย ไม่ดำไม่มืดด้วย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสุดยอดเลย สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดรู้ความไม่น

อ่านต่อ

่ายินดียิ่ง ทั้งหมดในโลก ทุกสิ่งในโลกไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี เพราะฉะนั้นเกิดมาในโลกนี้ แม้คุณจะหมดทุกข์อริยสัจ หมดความทุกข์ที่เลี่ยงได้ 4 อย่าง จบ เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่าง เป็นสัมภาระวิบาก เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทุกองค์ แม้จะเป็นพระอรหันต์แล้ว ทุกข์ 4 อย่างที่เลี่ยงได้เป็นทุกข์อริยสัจ จบแล้ว ไม่มีแล้ว กระนั้น ก็ยังมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่างเป็นสัมภาระวิบากอยู่อย่างนั้น พระอรหันต์ถึงบอกว่าเกิดมามีร่างกายมีชีวิต ทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ดับความทุกข์อริยสัจแล้ว มันก็ยังมี ทุกขขันธ์ สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา กำหนดรู้ความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้นเกิดมามีสังขารมีอวิชชา มีสังขารวิญญาณ โดยเฉพาะมีสังขารที่ปรุงแต่งระหว่างรูปกับนาม หรือกายกับจิต หรือนี่แหละ ชีวิตของสัตว์โลก ถ้าเป็นพืชมันก็ไม่รู้เรื่อง เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้จะเป็นมนุษย์ที่ อเวไนยสัตว์ถ้ายังศึกษาไม่ได้ เป็นเทวนิยม เป็นต้น เขาก็ยังหลง จนมาศึกษาโลกุตระของพระพุทธเจ้าจึงจะรู้ว่า สุข ก็ยังเป็นโลก สุขก็ยังเป็นเรื่องสัมภาระวิบาก แม้แต่ความทุกข์อริยสัจก็ต้องมี แต่พระพุทธเจ้าดับความทุกข์อริยสัจได้ เป็นพระอรหันต์ ก็หมดทุกข์ที่เลี่ยงได้ 6 อย่าง ส่วนเทวนิยมนั้นเขาก็ไม่รู้หรอกมีความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ ยิ่งความทุกข์อริยสัจ 4 อย่าง เขายิ่งไม่มีทางปฏิบัติ เขาไม่รู้ว่ามีทางปฏิบัติให้หมดเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยหรือ มันก็เป็นอย่างนั้น ส่วนข้อที่ 10 อานาปานสติ อันนี้แหละเป็นเรื่องที่ มันมีการปฏิบัติที่เป็นอานาปานสติแบบเดรัจฉานวิชชาหรือแบบเทวนิยม แบบโลกียะ มีอยู่ประจำโลก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มาเจอกันนั่งหลับตาอานาปานสติ แบบมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าต้องมาแก้ อานาปานสติให้เป็นสติปัฏฐาน 4 ให้พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม โดย อานาอาปานะ คือตลอดที่มีลมหายใจเข้าออก คุณจะนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้วก็จะเห็นลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้สั้นรู้ยาว ให้รู้ว่าทุกอย่างที่มีสภาพ 2 มันจะมีความแตกต่างกัน ให้เรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาตมาอธิบายอยู่นี่คือ อุเทส แล้วก็ขยายความนิมิต แล้วให้เปรียบเทียบกัน ว่ามันมีความต่างกัน ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก มันก็เป็นเทวฺ มันเป็น 2 มันมีมุมเหลี่ยมที่ต่างกัน หายใจเข้าสั้น หายใจเข้ายาว หายใจเข้าสั้น หายใจเข้า หายใจออกสั้น หายใจออกยาวหายใจเข้ายาว หรือคุณจะหายใจออกสั้นหายใจเข้า หายใจออกยาวหายใจเข้าสั้นอะไรก็ตามใจ มันก็มีลิงค มีสภาวะแตกต่างกัน จงเรียนรู้ความแตกต่างกันระหว่างสิ่ง 2 สิ่ง เทวะ หายใจเข้าหายใจออก 2 สิ่ง หายใจสั้น หายใจยาว 2 สิ่ง นี่คือกาย นี่คือสภาวะที่ต้องเรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทส ก็ต้องฟังคำอธิบายของผู้รู้ อาตมาเป็นผู้รู้ ก็ทำการอุเทสให้ฟัง แจกแจงอาการนิมิตที่มันมีความแตกต่างกันอย่างไรให้ฟัง เสร็จแล้วคุณก็ค่อยๆเรียนรู้ความแตกต่างกันที่มีหลากหลายอื่นๆอีกมี หยาบ กลาง ละเอียด ภายนอกภายใน เคลื่อนไหว อานาอาปานะ ไม่ใช่คุณจะเรียนรู้ได้แต่ตอนนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ก็ไม่ใช่ คุณเดินอยู่ นั่งอยู่ คุณเคลื่อนไหวทำงานสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ คุณก็มีอานาอาปานะ มีลมหายใจเข้าลมหายใจออกมีทั้งสิ้น คุณก็เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างกันเมื่อกระทบกันทีละคู่ โดยเรียนรู้จากศีลเป็นตัวกำหนด กระทบกับสัตว์ กระทบกับสิ่งของ พืชหรือวัตถุ กระทบกับสัตว์นั้น ก็รู้อย่างหนึ่ง ให้เกิดเมตตา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ว่าเขาเป็นสัตว์ร่วมเกิดแก่เจ็บตายกันทั้งนั้น ช่วยกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ส่วนข้อ 2 อย่าทุจริต อย่าขี้โกง ขี้โกงอะไร มันเป็นวัตถุกับพืช วัตถุกับพืชไม่ใช่ตัวสัตว์ วัตถุกับพืชคือสิ่งที่สัตว์เป็น สัตว์มี จะต้องการหรือไม่ต้องการ สัตว์เดรัจฉานก็ต้องการวัตถุ ต้องการพืชในตัวของเขา ตามฐานะของสัตว์เดรัจฉาน คน ก็ต้องการตามฐานะของคน แล้วอย่าทุจริต อย่าโกงกัน เอาแต่ของที่เขาให้ เขาไม่ให้ คุณก็ทำเอาเอง เป็นสิทธิของคุณ มันก็ไม่มีทุจริต ไม่มีการไปละเมิดกันและกัน ส่วนคุณจะให้เขาก็ดี ทำทานก็ดี เป็นการเสียสละก็ดี ยิ่งเสียสละทางกาย เสียสละทางวาจา เสียสละทางจิตเลย เกิดมาเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้มีแต่ให้ แล้วไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย ให้ โดยไม่มีสาเปกโข ทาน โดยไม่ต้องมีภพมีชาติ ไม่มีไอ้หวัง ไอ้หวังตายสิ้นหมดแล้ว จบเลยนะคนที่ไม่มีไอ้หวัง ไอ้หวังตายสิ้นเสร็จเลย ลอยตัวเลย บินบนเลย หมดความสมหวัง บินบนเลย ลอย เป็นผู้หลุดพ้น ลอยตัว บินบนเลย หมดความหวัง ไม่ต้องสมหวังอีกแล้ว นี่ทุกอย่างลงตัวหมดเลยอาตมาพูดนี่หมายถึงตัวบุคคล คือสมหวังกับบินบนด้วย เห็นไหม สภาวธรรมมันลงตัวกันด้วย ส่วนคนที่พระอินทร์ตอนนั้นลงมาเดินดินหมดเลย พระอินทร์จร คือ จรินทร์ ลงมาเดินดินหมดเลย ท่านเดินดินชื่อจรินทร์ก็มาลงดิน มันลงตัวหมดเลย มันเป็นสภาวธรรมจริงๆ อาตมานี้เป็นมงคลอันอุดมลงตัวไหม แล้วมาแผ่ เป็นความรักและใจให้แก่ทุกๆคน กระจายอะไร กระจายโพธิ โพธิรักษ์ แต่รัก อาตมาไม่มี ษ มีนัยยะ 2 อย่าง ทั้งรัก และรักษ์ เพราะฉะนั้นอาตมารักมวลมนุษย์ ก็มาแจกโพธิ เพื่อรักษาโพธิ เพื่อเป็นคนรักษาโพธิ สืบทอดของโพธิพระพุทธเจ้า คือโพธิรักษ์ ตนเองมีมงคลตนเอง เมื่อตนเองมีมงคลอันอุดม ดีมากพอ ก็แผ่เผื่อแก่คนอื่น กระจายแบ่งแจกความรักให้แก่คนอื่น อย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาขยายความ เอามนุษย์เอาตัวตนบุคคลมาประกอบในการที่จะอธิบายสัจธรรม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าชื่อสิทธัตถะ ก็แน่นอนมันต้องลงตัว เป็นผู้ที่สำเร็จแล้วเรียบร้อย เป็นผู้ที่มีสารัตถะอันสูงสุด สำเร็จบรรลุ อัตถะ สิทธะ แปลว่าผู้สำเร็จหมดแล้ว สำเร็จอะไร สำเร็จอัตถะ สัจธรรมทุกอย่าง ทำไม มารดาพระพุทธเจ้าต้องชื่อสิริมหามายา ก็ความเกิด แม่ผู้ให้ความเกิด ทางโลกก็เป็นแม่ มารดา ที่ก่อเกิดทางรูปธรรมอย่างนั้นแหละ แต่จริงๆแล้วแม่ของสิทธัตถะนั้น มีตัวตนอยู่แค่ 7 วัน เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง พลังงานที่ทำให้ถึงขั้น 7 วันก็เที่ยงแท้แล้ว จบ เอาแค่นั้น ไม่เอามากกว่านั้น เพราะทำงาน แป๊บเดียวก็หายไป เกิดอะไร เกิดสิทธัตถะ 7 วันแล้วสิริมหามายาก็หายไป สัจจะมันลงตัวอย่างนี้หมด อาตมาปาง 7 จึงมีความลงตัวบ้าง บินบนบ้าง สมหวัง จรินทร์ พระอินทร์จร เป็นต้น มันลงตัวหลายๆคน ไม่อยากขยายความไป เดี๋ยวจะไปเล่นลิเกพวกนี้อีก เอาพยัญชนะเอาชื่อมาพูดกัน แล้วก็เลอะเทอะไปอีก แต่ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะเข้าใจถึงรูปและนาม ถึงชื่อนาม กับตัวบุคคลผู้นั้นๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสมมุติ หรือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ผู้ที่อยู่ในกรอบของสัจธรรม จะมี แต่ทั่วไปก็จะสะเปะสะปะไปตามเรื่อง แต่ผู้ที่เข้ากรอบของสัจธรรมมาแล้วจะมีอย่างนี้ ชื่ออย่างนี้ นามมันจะลงตัว นามจะมีสัจธรรมในเนื้อหาของมัน เราไม่ต้องไปวุ่นมัวเมา ปฏิบัติธรรมจะมีสัจจะที่จะรู้แจ้งไปอีก 650527 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน