สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข29 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ _สมณะฟ้าไท... เรามาปฏิบัติธรรม มันจะมีรูปนามสอดคล้องกัน เมื่อสู่โลกุตระ เป็นเรื่องที่พวกเราทำเต็มที่ มันก็เป็นของมันตามนั้น ที่เห็นและเป็นอยู่ เราอยู่กับชาวอโศก อยู่กับพ่อครู เราก็ได้สั่งสมกรรมที่เป็นกุศลทุกวัน พลังงานบุญที่ลดกิเลสเราก็ได้สร้างทุกวัน คนโลกีย์ กว่าจะไปวัดที่ 1 ต้องรอวันเกิดปีหนึ่งที่ 1 รอวันเข้าพรรษาเป็นต้น ของเรามาวัดไม่มีวันหยุด พ่อครูว่า... มาวัด มีวันหยุดอะไรเล่า ทั้งนอน ทั้งนั่ง ทั้งกิน ทั้งขี้ทั้งเยี่ยว อยู่ในวัดหมด สมณะฟ้าไท... เรียกว่าไม่มีวันหยุด มาฟังธรรมก็ไม่มีวันหยุด ฟังตลอดปีตลอดชาติ ไม่มีวันหยุด จะน้ำท่วม จะเกิดสึนามิ จะไปไหนก็ฟังธรรมหมด เราไปชุมนุม มีระเบิด มีแก๊สน้ำตาก็ได้ฟังธรรม ไปไหนพ่อครูก็เทศน์ พ่อครูว่า... เทศน์กลางสนามรบ ขึ้นรถติดลำโพง เทศน์ท่ามกลางอริราชศัตรูเลย เป็นสัจจะซึ่งยุคนี้มันทันสมัย มันสุดยอดเลยประเทศไทย จะมีไหม สงครามที่เขารบกันระหว่างรัฐบาล ในประเทศก็ตาม รบกันข้างนอกประเทศ แน่นอนเราไม่ได้ไปเทศน์แน่นอน ในประเทศก็มีการเทศน์แบบโลกียะบ้าง เช่นในประเทศมีความขัดแย้งกัน โป๊บท่านก็ทรงไปโปรดสอน ในฐานะที่เป็นคริสต์ด้วยกัน ก็ไปอย่างนี้เป็นต้น สมณะฟ้าไท... คิดดูสิ คนทำได้อย่างไร ท่ามกลางแก๊สน้ำตา ท่ามกลางกระสุนปืน ผู้ที่แสดงธรรมก็แสดงธรรม คนฟังก็นั่งนิ่งฟังธรรมไป ประวัติศาสตร์เหล่านี้มันน่าทึ่ง ปกติคนทำไม่ได้ พ่อครูว่า... ไม่ง่ายหรอก จะไม่มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นพอที่จะแสดงธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม ได้อย่างไรมันไม่ออกหรอก แต่อย่างอาตมาบอกได้ว่าไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความตกอกตกใจ ไม่มีความเกรง ไม่มีความกลัวอะไร มีแต่สัจธรรมสมบูรณ์แบบ ตั้งใจทำไป แสดงธรรมไป แล้วมันก็เป็นอย่างที่เห็น เราผ

อ่านต่อ

่านมาได้แล้ว ไม่ได้มีอะไรระคายเคือง กระทบอะไรต่ออะไรเลย อย่างที่เห็นที่เป็นมา พูดไปประเดี๋ยวจะเหมือนไปท้าทาย ไม่ใช่ เป็นผู้แคล้วคลาดแล้ว หลุดพ้นแล้ว มันไม่มีอะไรมาทำได้ พูดไปแล้วฟังแล้วมันดู เกรงใจเขา เหมือนไปหลงตัวเอง ท้าทายไปในตัว แต่มันเป็นสัจธรรม อาตมาก็ยังไม่หมดวิบากไปเจอแก๊สน้ำตาได้ นั่นก็เป็นวิบากสุดท้าย ถือว่าหนัก โดนแก๊สน้ำตาถือว่า หนัก มีความเจ็บปวด มันแสบน่าดูเลย อุทานกันแสบน่าดู ซึ่งมันไม่น่าดูเท่าไหร่เลย ก็เป็นเรื่องของสัจธรรมที่จะต้องมีทั้งพฤติกรรม พฤติการณ์ ที่คนต้องเจอ มีทั้งพยัญชนะ ภาษา พูดกำหนดหมายลงไป

มาเข้าสู่เนื้อหา อาตมาจะขอพูดโดยสังเขป สรุป พูดถึงพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงพระองค์เอง ว่า มีพุทธคุณ 9 แล้ว แล้วท่านก็บอกว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วก็เลื่อม ใส แล้วก็ออกมาปฏิบัติธรรมตาม ออกบวช ทำตาม ปฏิบัติอยู่ใน อาจารโคจร สำรวมสังวรระวังในปาติโมกข์ พร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นโทษภัยอันมีประมาณน้อย เห็นโทษภัยของการเกิดมาเป็นสังขารร่างกาย แล้วก็สมาทานศึกษา เพื่อละเพื่อลดสิ่งเหล่านั้นอยู่ ทั้งทำตนให้มี กายกรรม วจีกรรม ที่เป็นกุศล มีอาชีพที่บริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถึงศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยกำหนดแต่ละข้อๆ ว่า ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลายไม่รู้แล้วว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็เป็นศีลของภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ศีล 227 ข้อ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย 227 ยังดีที่มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ที่ย่อลงไปให้ปฏิบัติกันอยู่ เป็นจารีตประเพณี เพราะฉะนั้น ศีล ของทั้งภิกษุ ทั้งผู้ที่เข้าใจ ฆราวาส ศีล จึงเป็นแค่ สีลัพพตุปาทาน หมายความว่าปฏิบัติศีลตามจารีตประเพณี ไม่ได้ปฏิบัติศีลให้เกิด อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน เขาบอกว่าไปวัดเขาให้ถือศีล ฆราวาสถือศีล 8 เณรให้ถือศีล 10 จับพวกลิงมาบวชกันเป็นพัน ถือศีลเป็นร้อยเป็นพันคนมันจะถือศีลได้อย่างไร ศาสนาพุทธก็ชิบหายวายป่วง เพราะเอานั่นแหละไปเดินขบวนบิณฑบาต ถือเครื่องใส่ธนบัตรข้างหน้าไป ดูแล้วมันน่าเศร้าสังเวชใจ เอาคนมาบวชเล่นบวชหัว ไม่ว่าเณรไม่ว่าพระ บวชพระร้อยรูปล้านรูปแสนรูป เป็นการทำลายศาสนาอย่างมหาศาล เป็นการทำลายศาสนาอย่างมหาศาล คนที่จะมาบวชนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นเรื่องง่าย เสร็จแล้วเละเทะหมดเลย หยำฉ่า จะมาอดลดละ อดทนอะไรได้ เละเทะอยู่อย่างนั้น พูดให้ลึกขึ้นไปอีกหน่อย หนุ่มกลัดมันมาบวช ก็สังฆาทิเสสกัน ปกปิดกันเละเทะอยู่ในนั้นแหละ สังฆาทิเสสข้อไหนไม่พูดแล้วล่ะ ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง ข้อ 3 อย่างนี้เป็นต้น เละเทะอยู่อย่างนั้นแล้วไม่ปลงอาบัติกันหรอก แต่ละเมิดข้อ 1 2 3 อยู่อย่างนั้นแหละ มันเป็นความสะอาดที่ไหนล่ะ มันเป็นสังคมสมณะ สังคมสงฆ์ ที่สะอาดที่ไหนล่ะ อย่าว่าอย่างนั้นเลยที่เถรสมาคม มีพระที่ปาราชิกบนเปกันอยู่เละเทะเลย อย่างเช่น ธัมมชโยก็คลุกคลีเกี่ยวข้อง บูชาเคารพกันอยู่อย่างนั้น โอ้โห! มันหมดจริงๆเลย นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้ ขอผ่าน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไปเข้าอินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ อินทรียสังวร ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรอัมพัฏฐะภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌา และโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้นรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย พ่อครูว่า... ยิ่งเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วกิเลสสงบ เพราะรู้จักกิเลสแล้วสร้างพลังงานปัญญา พลังงานฌาน เพื่อกำจัดกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ให้ลดลงๆ ก็ถือว่า อนุโลมเรียกว่า สุข วูปสโมสุขหรืออุปสโมสุข เป็นความสุขที่มันกิเลสลดลง ไม่ใช่ความสุขที่เป็นโลกียะ ได้สมกิเลส เป็นโลกียะ สมใจในกิเลสมันก็เป็นความสุข แต่อันนี้มันกิเลสลดลงๆๆ ก็ขอยืมคำว่า สุข มาใช้ ว่าเป็นสุข เรียกภาษาบาลีว่า วูปสโมสุข หรืออุปสโมสุข ไม่ใช่สุขแบบสุขลิกะ สุขขี้หลอกเป็นสุขเก๊ แต่นี่สุขที่มันเกิดโดยการปฏิบัติธรรม สุขที่เกิดจากความสงบลดลงจากกิเลส ในการปฏิบัติแล้วจิตมันลดละหน่ายคลาย ความสุขที่เกิดจากกิเลสลด ไม่ใช่ความสุขอย่างเดียรถีย์ ไม่ใช่ลดอย่างสะกดจิตไว้ ที่จิตก็ยิ่งอัดแน่น จิตก็ยังมีอวิชชา ยิ่งไม่มีความรู้ ก็กิเลสอัดแน่น สักวันมันก็จะระเบิดเหมือนกับหลวงปู่แสง ระเบิดออกมา ปะทุออกมา เพราะว่าสะกดจิต สุดท้ายมันไม่ไหวแล้ว เพราะว่าอายุมากแล้ว ยิ่งบอกว่าเป็นอัลไซเมอร์ กิเลสมันยิ่งทำงานเต็มรูปเลย ออกมาทะลุมาได้หมดเลย มันก็ยิ่งแสดงตัวอย่างทะลุ ออกมาตามความจริงที่ตัวเองมี ต่อให้สะกดจิตให้ตายก็ไม่ได้อะไร ต่อให้อายุ 105 ก็ไม่บรรลุ ยิ่งกว่านั้นก็ตามก็ไม่บรรลุ นี่พูดสัจจะธรรม อยากจะให้ฟังและให้พิจารณาให้ดี ลอง ลด ละดูสักปีสองปีก็ได้ มาฟังอาตมาอธิบายแล้วปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เลิกไปนั่งสะกดจิตหลับตา ทำได้จริงๆจะเห็นผลจริง ขอเวลา 1 ปีมาปฏิบัติทางนี้ดูบ้าง ขอเวลาสักปีได้ไหม วางตรงโน้นมาศึกษาทางนี้จริงๆ ตั้งใจจริงๆ เปิดจิต ถ้าไม่เปิดจิต ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เปิดจิตมา ถ้าจะมาอาบน้ำทางนี้ก็อย่ากลัวเปียก หากอาบน้ำกลัวเปียกแล้วเมื่อไหร่มันจะได้อาบน้ำ

ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกรอัมพัฏฐะภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียวในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยวการลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับการตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ. พ่อครูว่า... เขาไปปฏิบัติธรรมพาซื่อ เอาแต่มีสติในการทำกิริยาอาการต่างๆนี้ ก้าว ถอย มอง เหลียว คู้ เหยียด การฉัน การดื่ม เคี้ยว ฯลฯ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในความรู้สึกเหล่านั้น มีสติ รู้กรรมกิริยาอาการ ที่สัมผัส ต้องรู้ตัวทั่วพร้อม สัมผัสทั้งภายนอกภายใน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเหลือแต่ลมหายใจสั้นหายใจยาวหายใจเข้าหายใจออก นอกนั้นไม่รู้เรื่องเลย มันตัดลัดธรรมะพระพุทธเจ้าทิ้งหมดเลย สั้นจุ๊ดจู๋กุดอยู่แค่นั้น

ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะ นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ. พ่อครูว่า... เครื่องอุปโภคคือบริหารกาย เครื่องบริโภคบริหารท้อง หมายความว่าชีวิตนี้มีแค่บาตรกับเครื่องนุ่งห่ม มีแค่นั้นแหละชีวิต นอกนั้นมีบริขาร 8 ก็ว่าไป ไปไหนก็เบา ไม่มีอะไรหอบหามเลย ลอยตัว ไม่ใช่ไปแล้วก็เต็มไปด้วยข้าวของ ดีไม่ดีมีเงินทอง มีธนบัตร มีเพชรนิลจินดาอะไรอยู่อีกตั้งเยอะ ดีไม่ดีมีพระเครื่องราคาแพงๆ มีพระบูชาราคาแพง องค์ละเป็นล้าน 2 ล้าน 5 ล้านอยู่อีก ไปไหนก็ไปไม่ออก ไปไหนก็ไปไม่ได้ บินไม่ขึ้น หนักด้วยสัมภาระที่ไปยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าไปยึดถือเป็นเรา เป็นของเรามันก็หนัก ต้องปลดปล่อยไม่เป็นเราเป็นของเรา คุณก็ไปได้มีบาตรบริหารท้อง มีจีวรบริหารกาย จะบินไปไหนๆก็ได้ทั่วทุกสารทิศ สันโดษเป็นอย่างนี้ มีความเบา มีความน้อย ไม่มียึดติดอะไร เป็นคนลอยตัว เบา ไม่มีอะไรเกี่ยวเกาะ สันโดษ ไม่ใช่เป็นผู้อยู่โดดเดี่ยวอยู่แต่ผู้เดียว ไปอยู่ป่าห่างจากอะไรต่างๆนานา ไม่ใช่ สันโดษเป็นผู้ใจพอ มีน้อยๆก็พอ สิ่งที่เราจะต้องอาศัยอุปโภคบริโภค แค่น้อยๆก็พอ

ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษ อันเป็นอริยะ พ่อครูว่า... ศีลที่ไม่เป็นอาริยะคือ สีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพตุปาทาน ศีลที่เป็น สีลัพพตุปาทาน ต่างกับ สีลัพพตปรามาส คือ สีลัพพตุปาทาน ก็ถือศีลอย่างอุปาทานยึดถือว่าถือศีล ดีไม่ดีหลงว่ามีศีลด้วย แต่แท้จริงไม่มี ถือก็แบกเทิ่งๆไว้ แบกไว้เฉยๆ ศีล ไม่ได้มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ได้เอาศีล ข้อ 1 2 3 4 ก็ตาม เอาไปปฏิบัติ สำรวมศีล ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืช อย่าให้มีอกุศล อย่าให้มีทุจริตทั้งคู่ ข้อที่ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็อย่าให้เกิดอกุศลจิต คือราคะ โทสะ โมหะ แล้วเขาได้ปฏิบัติกันอย่างนี้ที่ไหน เพราะฉะนั้นจะถือว่าคนนี้มีศีลไม่ได้ ก็ได้แต่ถือศีลตามจารีตประเพณีที่เขาพาทำกันไป ถือได้กำหนดไว้ว่าถือศีล ได้แต่พยัญชนะได้แต่ตรรกะ ไม่ได้เข้าไปถึงจิตไม่ได้แยกแยะถึงราคะ โทสะ โมหะ ไม่ได้เป็นว่าเรารู้ราคะ โทสะ โมหะ สัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับพืชก็เกิดกิเลส เราก็รู้ทันกิเลสแล้วทำให้กิเลสลดลงไปได้ ถือศีลมี อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิดสัทธรรม 7 (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... พวกเราไม่ได้ถือศีล สีลัพพตุปาทาน หรือ สีลัพพตปรามาส เพราะว่าถือศีลแล้วได้ลดละกิเลส พวกเราไปไหนมาไหนก็ง่ายมากเพราะว่าไม่ได้มีข้าวของมากไม่ได้ยึดติดอะไรมาก จะไปชุมนุมก็ง่ายมาก พ่อครูว่า... เราไปชุมนุม เราเป็นผู้ที่ปฏิบัติ ได้ปฏิบัติให้เกิดศีล เกิดสำรวมอินทรีย์ เกิดสติสัมปชัญญะ ไปสัมผัสกับอะไร จิตของเราก็เป็นสันโดษ ใจเราแข็งแรง ใจมันพอ มันมีอะไรมามันก็ไม่ได้ไปยินดียินร้ายกับมัน ไม่ได้อยากได้นั่นอยากได้นี่ใจมันพอมัน 0 ถึงแม้พวกเรายังไม่สูญทุกคน แต่ก็ลดละมาได้มีอริยธรรมมีโลกุตรธรรมแล้ว ได้มากได้น้อย จึงไปสำรวมอินทรีย์สงบระงับ สงบ จนกระทั่งเสียงปืนเสียงระเบิด คนมันถือปืนถือระเบิดก็เฉย พวกนี้มันกินอะไรมานะ กินยาอะไรมาหรือเปล่า นั่นคือความสำเร็จ การมีสังวรศีลสำรวมอินทรีย์ สังวรสำเร็จ มีสติสัมปชัญญะ มีสันโดษสำเร็จ อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้แต่มีจิตที่แข็งแรง มีจิตใจที่ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งที่กระทบสัมผัส ต่อสิ่งที่คนอื่นกลัว แต่ของเราเฉยๆไม่กลัว เราก็ระมัดระวังในสิ่งที่จะทำให้คนเขาเกิดอกุศล มีปัญญากำกับ อย่างเป็นผู้เจริญจริงๆไม่เป็นผู้ที่ทำสิ่งรุนแรง ที่เป็นอกุศลที่ไม่ดีก็ไม่ทำ เราทำแต่สิ่งที่ดีแม้เขาจะร้ายกับเรา เราก็ไม่มีอะไรที่เป็นอกุศลต่อไปเลย มีแต่เขาาร้ายมาเราดีตอบ เรามีแต่ให้ เราปรารถนาให้เขาดีตามที่เราเห็น แต่เขาไม่เอาอย่างไม่เอาตาม ให้เขารู้ตัวด้วยว่า อย่างนั้นมันไม่ดี เลิกเถอะมาทำสิ่งที่ดีอย่างนี้ ถึงอย่างนั้นเราไปแสดงตัวในสนามรบ สนามรบจริงๆกระทบสัมผัสรุนแรง ฆ่าแกงกัน เอากันถึงตายจริงๆ แล้วมีคนตายกันจริงๆ เพราะคนเราอยู่ในชาติเดียวกัน ยิ่งอย่างยูเครนไม่ต้องพูดถึง ส่งไปฆ่ากัน เพราะฉะนั้นแม้แต่ในของประเทศไทยเมืองพุทธ แล้วก็มีสงครามในประเทศ เราก็เอาความสงบ สยบความรุนแรงจนชนะ อาตมายืนยันอันนี้ คนก็นึกไม่ออก เราเอาความสงบ ปฏิวัติชนะความรุนแรง แล้วประชาชนนี่แหละเป็นผู้ที่ปฏิวัติ รัฐประหาร รัฐบาลทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ จนสำเร็จ แล้วเขาไปบอกว่าพลเอกประยุทธ์มาปฏิวัติ มายึดอำนาจ เอาอำนาจทหารมายึด ขี้หมาสิ ประชาชนเขายึดสำเร็จแล้ว พลเอกประยุทธ์เข้ามารับไม้ต่อ พูดย้ำซ้ำภาษาอยู่อย่างนี้ ทำไมฟังไม่ขึ้นไม่เข้าใจซักที นี่แหละคือประชาธิปไตยที่สูงสุดว่าประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนปฏิวัติแล้วปฏิวัติอย่างถูกกฎหมายโลกด้วย ปฏิวัติด้วยความสงบ เอาความจริงเข้าว่า พวกนั้นที่ต้องออกไปต้องพ่ายแพ้ เพราะเขาไม่ดีไม่ถูก ซึ่งเป็นความจริง เขาเป็นความเลวทรามต่ำช้า มันพ่ายแพ้ความดีงาม ความถูกต้อง มันถูกสัจจะหมดเลย แต่คนยังไม่รู้โลกุตระ เข้าใจยังไม่ได้ แม้แต่นักรัฐศาสตร์ที่จบ ดร.ทางเทวนิยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจโลกุตระ ทางตะวันตกเขาไม่มีโลกุตระ เขาไม่รู้เรื่องหรอก ต่อให้สถาบันที่ใหญ่ขนาดไหน สหประชาชาติก็ตาม กรรมการ Nobel prize ก็ตาม เขาไม่รู้จักโลกุตระ เขาจะมายกย่องเชิดชูไม่ได้หรอก ก็เขาไม่รู้ว่าสิ่งนี้ดีสิ่งนี้ถูกต้องกว่า เขาก็มีกรอบความรู้บริบทที่เขาเข้าใจความดีความถูกต้องตามแบบเขา เขาไม่ได้เข้าใจมากกว่านั้นหรอก อยู่ในวงกะลาครอบของเขาเท่านั้น อันนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันไปอีกนาน กว่าจะพอมีคนรู้และเป็นผู้รู้ที่มีอิทธิพล ที่เป็นเทวนิยม ที่พอรู้ได้ว่าอันนี้มันเลิศเลอกว่า ที่เขาว่าเขายิ่งใหญ่ เขาก็ยอมว่าโลกุตระนั้นสูงกว่าโลกียะ มันหมดตัวตนไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่หมู่ ซึ่งเขาก็พอจะรู้บัญญัติ รู้ว่าความไม่เห็นแก่ตัวมันดี เห็นแก่คนอื่นดี ประชาธิปไตยคือเห็นแก่คนอื่นทั้งหมด ตัวเราไม่มี เขาพอเข้าใจ แต่ยังไม่ถึงขั้นกับจิตมันเป็น จิตมันยังไม่เข้าถึง แม้แต่ในคนไทยนี้เข้าถึงกันบ้างแล้ว ยังมีรูปธรรมที่ยังไม่ชัดเท่าไหร่ คนอื่นเขายังดูไม่เห็นได้ เพราะมวลน้อย และแม้แต่ความหมายก็ยังไม่เข้าใจว่า อย่างนี้เหรอเหนือกว่า ไม่มีตัวตนนี้เหนือกว่า ความสงบมีฤทธิ์อย่างนี้หรือ ชนะความรุนแรง ทั้งๆที่เราแสดงออกไปตั้ง 4-5 รัฐบาล เขาก็ดูไม่ออก แม้แต่คนไทยเองก็ไม่มีใครเข้าใจว่า ประชาชนปฏิวัติไม่ใช่พลเอกประยุทธ์ปฏิวัติ พลเอกประยุทธ์ไม่ใช่เป็นผู้ที่ไปยึดอำนาจเป็นผู้เผด็จการ ไม่ใช่ ประชาชนยึดแล้ว พลเอกประยุทธ์ไปรับไม้ต่อจากประชาชนไปทำงาน แล้วก็ทำงานได้ดี ประชาชนที่เคยประท้วงมาตั้ง 4-5 รัฐบาล ทำไมไม่ประท้วงล่ะ ก็มีแต่พวกหมาเห่าใบตองแห้ง บ๊องๆๆ หมาเห่าเครื่องบิน อยู่เท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย เขาไม่ได้เห่าเหมือนหมาเห่าใบตองแห้งกลุ่มน้อยๆอย่างนั้น มันก็เป็นธรรมชาติธรรมดาที่คนเรายังโง่อยู่ ก็ต้องไปทำอย่างหมาเห่าใบตองแห้ง แต่คนไทยมีปัญญาแล้ว รู้แล้ว บอกว่าพลเอกประยุทธ์จะอยู่ครบ 8 ปีไหม โธ่เอ๋ย.. ให้อยู่ไปเป็น 12 ปี 15 ปี 18 ปีเลย ยังไม่แก่นะ 70 กว่าไป ขนาด Joe Biden ยัง 80 กว่า มหาเธร์ยัง 90 แล้ว เขาก็เป็นนายก อายุตั้ง 80 90 ยังไม่เห็นเป็นไร ถ้าหากสังขารร่างกายเรายังดียังทำได้ ไม่ใช่อัลไซเมอร์เหมือนหลวงปู่แสง แล้วจะมาทำ ถ้าหากร่างกายยังดีอยู่ก็ทำ พอไปได้ ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นในธรรมะของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดแล้วคนเขาจะหมั่นไส้ ว่ามันหลงตัวหลงตน ยกตัวเองยิ่งใหญ่เหลือเกิน โธ่! พระพุทธเจ้าท่านยกตัวเอง แล้วพวกเราเป็นชาวพุทธก็เลยไม่ได้หมั่นไส้พระพุทธเจ้า โพธิรักษ์เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาพูด นัยยะเดียวกันแล้วไม่ได้ยกตัวเองใหญ่เหมือนพระพุทธเจ้านะ บอกว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่ถึงพระพุทธเจ้าหรอก แต่ยังมีนัยยะอาริยธรรมของพุทธเจ้ามา นี่แหละ เอามาแสดง เขาก็ไม่เชื่อว่าจริง ไม่เชื่อว่านี่คือธรรมะพระพุทธเจ้า ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องเป็นอย่างเขาสิ แบบกิ่งไม้ใบไม้ มีผล มีดอกไม้ด้วย สะเก็ดยังไม่ได้ ศีลยังไม่เอากันเลย เปลือกกับกระพี้ ยังไม่มีเลย ไม่ต้องพูดถึงแก่น เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามายืนยันอ้างอิงอย่างนี้เขาถึงพูดไม่ออก เขาพูดไม่ออกจะว่าไม่จริงมันก็จริงอยู่ เพราะเขาเองยังแบกในลาภยศสรรเสริญสักการะ ยังทำอะไรต่ออะไรอยู่เสพสุขอยู่กับกิ่งใบดอก จะได้สะเก็ดศีล ที่เป็นความสุขสงบ แค่ศีลที่เป็นสะเก็ด ทำให้เกิดสุขสงบ แบบวูปสโมสุข ที่จริงความสุขมันไม่มีหรอก แต่มันมีขั้นตอน เป็นระดับๆ เขาก็มีความสงบเพราะศีล ก็ไม่ ดีไม่ดี ก็เดือดร้อนในวินัยด้วย ดีไม่ดีอาบัติ สังฆาทิเสสเขาก็ไม่ปลง หมกหมักหมมเน่าในไป แม้แต่ปาราชิกก็ยังปิดหมักหมมเน่าในกันไป แล้วจะให้อาตมาอยู่ด้วยกับคณะนั้น อาตมาก็อยู่ไม่ได้ต้องประกาศขอทำสังฆกรรมคนละพวกละกัน นานาสังวาส ท่านก็ทำของท่านไป อาตมาไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยเพราะว่ามันเน่าใน ตามที่เป็นมาอาตมาประกาศนานาสังวาส พวกนั้นก็เอาใหญ่นึกว่าตัวเองเป็นคณะใหญ่เล่นอาตมาใหญ่เลย นี่คือสัจธรรมที่มันเป็นจริง มันเป็นเช่นนั้น มันต้องเป็นเช่นนั้น อาตมาไม่ได้ประหลาดใจ ก็ยิ้มสู้มา ไม่ได้เคยท้อถอยตกใจไม่ได้เคยหวั่นไหวอะไร ทำมา อยากจะพิสูจน์จนถึง 100 ปี ถ้าไปอีก 48 ปีถึง 100 ปีแน่ สู่แดนธรรม... มีผู้สังเกตว่าพ่อท่านได้โอกาส พิสูจน์สัจธรรมไป เขามองว่า หากว่าโลกุตระของพ่อท่านถูกต้องดีจริง ทำไมได้มวลน้อย พ่อครูว่า... สัจจะธรรมโลกุตระก็มีหมู่น้อยสิ เป็นยอดพีระมิดไม่ใช่ฐานพีระมิด เพื่อถูกต้องตามสัจจะ เอาปริมาณมาวัดไม่ได้ ซึ่งคุณยังไม่ฉลาดพอ อาตมาไม่ว่าคุณโง่ แต่คุณยังไม่ฉลาดพอที่จะรู้ ก็จริงยอดพีระมิดก็ต้องมีน้อย ฐานพีระมิดก็ต้องใหญ่ คนไม่รู้ก็ต้องมากกว่าคนที่รู้ โลกุตระ มันก็เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สูงสิ่งที่ยอดก็ต้องมีน้อย สิ่งที่เป็นฐานก็ต้องมีใหญ่มีเยอะ สู่แดนธรรม... น้อยแต่เนื้อแน่น พ่อครูว่า... เป็นเอกีภาวะแน่นใน พวกเราแน่น ไม่ได้บังคับให้แน่นแต่รวมกันเป็นปึกแผ่น เป็นเอกีภาวะ สู่แดนธรรม... มวล พวกเราควรจะมากด้วยเนื้อแน่นจริงๆใช่ไหมครับ ไม่ใช่มากเพราะเปลือก พ่อครูว่า... ไม่ใช่เอาขยะมากลบใส่ ไม่ใช่ เราถึงมีการคัดเลือก ที่อาตมาทำเป็นการคัดเลือกในตัว เป็นกลวิธีของจอมยุทธ์ อาตมามีวรยุทธทำให้เป็นอย่างนี้ได้ ใช้ภาษากำลังภายในอธิบายเป็นประกอบ เคล็ดวิชาของอาตมา คนที่ยังไม่ควรเข้ามาจะเข้ามาไม่ได้ คนที่เข้ามาต้องมีภูมิพอและสมัครใจเข้ามา แล้วก็จะต้องรู้ว่าอย่างนี้นะ เขายิ่งไม่ว่าเรา เรายิ่งควรจะหน้าบาง ถ้าขืนเราหน้าหนามันหน้าด้าน เขายิ่งไม่ว่าเรา เรายิ่งควรหน้าบาง มันจะซ้อนอย่างนี้ชัดเจนๆดี มันจะสำนึกสำเหนียกจริงๆ มันเป็นสัจจะของตัวธรรมะ เพราะฉะนั้นจะเกิดความละอาย จะเกิดศรัทธา เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความเห็น ความเชื่อ มันเกิดความละอาย อาการ หิริ ในสัทธรรม 7 จึงยิ่งใหญ่ คนที่ไม่มีความสำเนียก ความสำนึกว่า ตัวเองหน้าด้าน ขายขี้เท่อ หน้าด้านมาตั้งนาน หน้าด้านที่เราไปหลงผิด ที่ไปละลาบละล้วงผู้ที่ท่านเป็นสัตบุรุษ ผู้ที่ท่านรู้จริงถูกต้อง เรานี่ต่างหากที่ไม่ถูกต้อง มันรู้ชัดมันยอม รู้ตัวว่าเราผิด เราไม่ถูกต้อง เพราะเราไปว่าผู้ที่ถูกต้องไปละลาบละล้วง มันจะเกิดหิริโดยสัจธรรม หิริโอตตัปปะ สัทธรรม 7 จึงยิ่งใหญ่ มีศรัทธา พอรู้ตัวว่าเราไม่น่าไปขายขี้เท่อ นึกว่าตัวเองเป็นผู้รู้เป็นผู้ที่ถูกต้อง เป็นผู้ที่เป็นปราชญ์ทางศาสนา เป็นผู้นำพาความยิ่งใหญ่ของศาสนา เป็นผู้ที่เป็นโลกุตระเป็นเนื้อแท้ เป็นปรมัตถธรรมที่ยิ่งใหญ่ ที่แท้เป็นของเก๊ เป็นของเลอะเทอะ แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่น แล้วยังไปตู่ท้วงผู้ที่ท่านถูกต้อง ดีไม่ดีโผล่ขึ้นมาอย่างอาตมาปางนี้ 2,500 กว่าปีโผล่มาแสดงตัวในยุคนี้ เขาก็จะบอกว่ามาจากไหนไม่เคยได้ยิน เอาอะไรมาพูด อาตมาว่าอาตมามีมาเอง เป็น สยังอภิญญา แล้ว สยังอภิญญา ไม่ได้พูดเอาเองแต่อยู่ในสัมมาทิฎฐิข้อที่ 10 นะ อย่างเช่นอธิบายให้รู้โลกนี้โลกหน้าได้ดี คุณเข้าใจไหมที่อาตมาแยกแยะโลกนี้โลกหน้ามาตั้งเท่าไหร่ โลกนี้โลกหน้าก็คือโลกโลกียะกับโลกโลกุตระ คุณชัดเจนขึ้นไหม ถ้าคุณได้รู้โลกุตระคุณก็จะมา คนที่แม้แต่แค่รู้ก็ยังไม่รู้ หรือเข้าใจบ้างหรือยัง หรือพอเข้าใจแล้วบ้าง ปฏิบัติอยู่บ้างแต่ไม่ได้มา ก็เป็นมิตรสหายดี อยู่ทางโน้นก็ไม่เป็นไร ปฏิบัติตั้งใจศึกษาพากเพียรไป ถ้าเห็นดีเห็นงามแล้วมีจุดเริ่มต้น จุดแรกเริ่มต้นจุดแรกที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ จุดที่ 2 3 4 5 6 7 จะตามมา แต่ถ้าจุดแรกที่สัมมาทิฏฐิยังไม่เกิด พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้คำว่า กาย หาก กาย ยังไม่สัมมาทิฏฐิ กาย ต้องรู้ตัวเอง สักกะ คำว่ากาย ถึงไม่ใช่ของตื้น ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ของผิวเผิน เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ คำว่า กาย 650527 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน