ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าให้จับที่เวทนาเป็นหลัก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.45 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าให้จับที่เวทนาเป็นหลัก _คุณฉลวย : ช่วยอธิบายข้อความข้างล่างผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นสัญญาที่ทำงานเสร็จของสัญญา 10 เวทยิตตังคือสำเร็จเสร็จความรู้สึก ความรู้รอบ ความรอบรู้ทั้งหมดจบ เวทยิตตังจึงเป็นนิโรธที่เเคล้าเคลียอารมณ์เวทนาทั้งหมดจบสมบูรณ์แบบ โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดให้สมบูรณ์แบบในเวทนา 108 และมีนิโรธสมบูรณ์แบบ (ในหนังสืออภิธานศัพท์อโศก หน้า 737 ) พ่อครูว่า...การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านจับเป้าเข้าที่เวทนา เป็น goal เป็นเป้า เป็นที่ที่จะต้องเข้าไปถึงจิตตรงนั้น ทำจุดตรงนั้นให้ทะลุเป็นศูนย์ ศูนย์กลางหรือ ศูนย์สูญเลย อยู่ที่เวทนา ในกระบวนการสติปัฏฐาน 4 พิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ตัวพิจารณาจริงๆอยู่ที่เวทนาในเวทนา กายในกาย ก็เป็นองค์ประกอบข้างนอกข้างในจิตและเข้าใจในเวทนาข้างนอกข้างในจิต เรียนรู้ที่เวทนานี่แหละ เมื่อเรียนรู้ในกายในจิตได้ก็จะได้รู้จักเวทนา โดยเฉพาะลึกเข้าไปหาจิต ก็จะไปเรียนรู้เจโตปริยญาณ 16 คือจิตในจิต จนกระทั่งลดละกิเลสราคะโทสะโมหะตามลำดับรายละเอียดของกระบวนการจิตกับกิเลสลดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไป วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ไม่ให้เกิดกิเลสราคะโทสะโมหะแล้วเกิดเป็น สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตังจิตตัง ... ในเจโตปริยญาณ 16 มีเป็นคู่ทั้งนั้น 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตม

อ่านต่อ

ีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ท่านสรุปลงที่ตัวปฏิบัติคือ เวทนา ผู้ใดปฏิบัติธรรมหลับตาไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา ที่เป็นฐานที่ตั้งให้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นพวกหลับตาคือพวกนอกรีตเป็นพวกเดียรถีย์ พวกโมฆะจากศาสนาพุทธ พูดชัดเจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว พวกที่เขาไม่รู้ ก็ยังมืดบอดก็ยังหลงอยู่ ไม่ฟังอาตมา อาตมาบอกความจริงทุกอย่างว่า อาตมานี่แหละอรหันต์ อาตมานี่แหละโพธิสัตว์ เขาก็ไม่เชื่อ ผู้ที่เป็นอาจารย์เขาก็ไม่กล้าพูดว่า ตัวเองเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เพราะเขาไม่มี อาสโภ ไม่มีความอาจหาญแกล้วกล้าที่จะพูดได้อย่างอาตมา เขาก็เชื่อได้อย่างนั้นเพราะเขามีภูมิเท่านั้น เมื่อเอาของจริงมาพูด แม้แต่จะเป็นกามนิตยังไม่เป็นเลย กามนิต ฟังธรรมอยู่กับพระพุทธเจ้าทั้งคืนไต่ถามปัญหาธรรมะกันทั้งคืน มาตามหาพระพุทธเจ้าพบกับพระพุทธเจ้าแล้วคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้บอกว่า ตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า คุยกันเสร็จแล้วตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็บอกว่า สนุกมากคุยกับท่านได้ธรรมะ ความรู้มาก เสร็จแล้วสว่างแล้วขอลา ผมจะไปตามหาพระพุทธเจ้า เหมือนกับทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าก็ได้แต่ เออเนาะ จะไปตามหาเปลือกพระพุทธเจ้า เพราะว่าแจกเนื้อทั้งคืนแล้ว ก็ยังจะไปตามหาเปลือกนั่นแหละ ตอนนี้ทุเรียนมา ก็จะกินแต่เปลือกหนามทุเรียน ให้เนื้อทุเรียนก็ยังไม่รู้จักเนื้อทุเรียน เข้าใจไม่ได้ว่าอันนี้เป็นเนื้อทุเรียน เขาเข้าใจแต่ว่าทุเรียนคืออันที่มีเปลือกหนาๆเท่านั้น มีความรู้เท่านั้นไม่รู้จักเนื้อทุเรียน ควักเนื้อทุเรียนให้ก็ว่าอะไร ใช่ทุเรียนเหรอ ทุเรียนมันมีหนามแหลม ๆอย่างนั้นต่างหาก มีความรู้แค่เปลือกเท่านั้น ทีนี้มาพูดถึงเปลือก ก็ขออธิบาย สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่น เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมในลาภและความสรรเสริญ เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่ปรากฏ มีศักดาน้อย. เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้วย่อมอยู่เป็นทุกข์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยเสก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น… มหาสาโรปมสูตร ล.12 ข.347-352 ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ดอกใบผลเป็นลาภสักการะสรรเสริญ ในกระบวนการของโลก พระพุทธเจ้าท่านเปรียบธรรมะเหมือนกับต้นไม้ ผู้ที่จะได้แก่น ของต้นไม้ แก่นนี้คือวิมุติ ปัญญาคือกระพี้ สมาธิคือเปลือก ศีลคือสะเก็ด นี่คือต้นไม้ และผู้ที่มาบวช มาบวชเพื่อต้องการหาแก่นคือหาวิมุติ คือนิพพานของต้นไม้ แต่เสร็จแล้วมาเจอต้นไม้ ไม่เห็นต้นไม้แม้แต่สะเก็ดก็ไม่เอา ไปเอาใบเอาดอกเอาผล คือลาภยศสรรเสริญสุข อยู่ข้างบนนู้น พวกพญาครุฑทั้งหลาย ตาสูงนะพวกนี้ ไม่มองต่ำ เหมือนมีคนสองคน ไทยกับฝรั่งไปเดินที่สนามหลวง คนไทยมองเห็นกองขี้อยู่ข้างหน้า คนไทยจะพูดขี้ก็ดูหยาบ เลยพูดว่า มูลๆๆ คือมูลขี้สัตว์ ฝรั่งนึกว่า มูลคือพระจันทร์ ฝรั่งก็เลยมองไปข้างบน เดินไปก็เหยียบขี้เลย 650525 ใครคือผู้ถึงแก่น ใครเป็นผู้หลงกิ่งใบดอกผล พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน