สังวรศีลอันเป็นอาริยะเป็นเช่นใด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สังวรศีลอันเป็นอาริยะเป็นเช่นใด _พ่อครูว่า... อัมพัฏฐสูตร เมื่ออัมพัฏฐะจำนนไม่มีจรณวิชชาสมบัติ เขาได้แต่ท่องจำได้สอนผู้อื่นได้ทั้งนั้นแต่ตัวเองไม่มีการปฏิบัติจนได้มรรคผล พระพุทธเจ้าก็ขึ้นต้นด้วยว่า ในพุทธคุณ 9 เนื้อแท้การปฏิบัติก็คือจรณะและวิชชา นอกนั้นเป็นฉายาของ พระพุทธเจ้า เท่านั้น อีก 8 ประการ [๑๖๓] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ วิชชาเป็นยาดำแทรกในจรณะตลอดสาย มีปัญญาหรือธาตุรู้ มีความรู้เข้ามาส่งเสริมให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาตลอด จับหลักแท้ของการปฏิบัติ ศีลเป็นหลัก ไม่มีศีลเป็นหลัก ไม่ใช่ศาสนาพุทธ พูดถึงศีล ศีลของพระพุทธเจ้าแท้ๆคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล เป็นศีลต้น 26 ข้อ ปฏิบัติไปสรุปง่ายๆ 26 ข้อ สรุปมาเป็นสังเขปได้ศีล 5 ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์กับคน ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของและพืช ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ปฏิบัติศีลทั้ง 26 ข้อ ขยายผลให้ผู้ปฏิบัติ ทำได้มรรคได้ผล รู้จักเนื้อแท้ของโลกุตรธรรมสมบูรณ์แบบ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แตกต่างกันอย่างไร หมวดจุลศ
อ่านต่อ
ีล ใช้ปฏิบัติ มัชฌิมศีล ใช้ปฏิบัติละเอียดยิ่งขึ้น ส่วนมหาศีลนั้นเป็นหมวดที่อย่าไปปฏิบัติ เลิก เป็น เดรัจฉานกถา เดรัจฉานวิชชาทั้งนั้น เดี๋ยวนี้เขาไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้ว มีแต่วินัย 227 เขาแยกความแตกต่างระหว่างศีลกับวินัยไม่ได้ ใน 227 ข้อมีปาราชิก 4 ข้อ เขาก็ทำการปาราชิกกันไม่รู้เรื่อง เต็มไปหมดในวงการศาสนาพุทธ ยิ่ง นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะฉะนั้น อาตมาบวชกับเขาจึงอยู่ร่วมไม่ได้จึงขอแยกออกมาเป็นนานาสังวาส เพราะว่ามันยิ่งกว่าสิ่งหมักหมมเน่าเหม็นที่อยู่กัน ขออภัยที่พูดความจริง อาตมาอยู่ร่วมไม่ได้ นี่เป็นสัจจะ จึงต้องขอแยกออกมา ทั้งที่ไม่ได้อยากจะแยกเลย อยากจะให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวกันแต่ความจริงมันยังไม่เป็น ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้ฉีกเนื้อความเป็นไทยร่วมกันให้ออกไปเลย แต่เมื่อมันเป็นแผลมีความเน่ามันเสียแล้ว จำเป็นต้องตัดเอาเนื้อเน่าเสียออก ไม่งั้นจะมาลุกลาม เราก็จะเน่าเสียไปด้วย ทำเนื้อแท้ไปไม่ถึงไหน ก็จำเป็นต้องประกาศนานาสังวาสในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 บวชมาได้ 5 ปี บวชพ.ศ. 2513 ส่วนมหาศีล เป็นศีลที่ ห้ามทำเดรัจฉานวิชชา มหาศีล ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้าทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้านดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองูเป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
พ่อครูว่า... มีเต็มไปหมดในวงการศาสนาพุทธกระแสหลัก ขออภัยไม่ได้ลงโทษไม่ได้หาเรื่อง ตรวจสอบตามพระไตรปิฎก ตั้งแต่ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ว่าจะเกิดความเสื่อม อาตมาก็พยายามเอาเนื้อแท้ขึ้นมา สร้างขึ้นมา สถาปนาลงไปในศาสนาพุทธแทนความเสื่อมความเน่าเฟะนั้น ไม่ได้มีความอกุศลทางจิต ไม่มี มีแต่กุศลจิตแท้ๆ แต่จำเป็นจะต้องพูดความจริงก็ต้องพูดความจริง อะไรมีความถูกต้องก็ว่าถูก อะไรมีความผิดก็ว่าไปตามผิด เดรัจฉานวิชชาคือ วิชาที่ไม่พาไปนิพพานเป็นวิชชาที่ขวางทางนิพพาน เป็นวิชชาที่ทำให้ไม่พ้นจากความเป็นสัตตาวาส 9 สรุปแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เช่น เดรัจฉานวิชชา ของชาวพุทธกระแสหลักเต็มไปหมด ยกตัวอย่างเช่น ไสยศาสตร์ เยอะแยะ เละเทะเต็มไปหมด ทุกอย่างที่เขาปฏิบัติประพฤติกันอยู่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเดรัจฉานวิชชาทั้งนั้น ไม่เป็นวิชชาที่พาไปนิพพาน แม้ที่สุด ปฏิบัติมา หลับตาแบบเดียรถีย์มันไม่ได้ ก็พาไปทำ แต่ก็ดันทุรังปฏิบัติจนกระทั่งนึกว่าตัวเองบรรลุ สายหลักๆ ตั้งแต่อาจารย์เสาร์อาจารย์มั่นก็ไม่พูดมากเท่าไหร่ พอมาถึงมหาบัวเป็นฆ้องปากแตก โพนทะนามาก ว่าตนบรรลุสูงสุดจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย พูดคำเลี่ยง ไม่กล้าประกาศตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์เหมือนอย่างอาตมา แต่สายนั้นไม่รู้จักโพธิสัตว์อยู่แล้ว มีแต่อรหันต์อย่างเดียว แล้วเป็นอรหันต์อย่างมืด อรหันต์เก๊ด้วย อาตมาต้องมาพูดแก้ไข ขออภัยไม่ได้ดูถูกมหาบัวเลย ขออภัยลูกศิษย์ลูกหา แต่อาตมาเลี่ยงที่จะไม่พูดความจริงไม่ได้ สรุปว่า สายหลับตานั้นไม่มีทางบรรลุธรรม หลับตาเป็นอุปการะของการปฏิบัติธรรม จะหลับตาหรือไม่หลับตาอยู่ในภวังค์ ก็คิดได้ ไม่อยู่ในภวังค์ คิดโดยทางลืมตา คิดเลยแม้กระทั่งลืมตาก็สามารถเตวิชโชถ้ามีไหวพริบปฏิภาณที่เร็วเพียงพอ ไปได้ ทำได้ แต่ถ้าเผื่อว่าได้หลับตา พิจารณาระลึกถึง บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ก็ได้เป็นเนื้อเป็นหนังดี สรุปว่าสัมมาทิฐิของพระพุทธเจ้านั้นต้องเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย รู้ภายนอกภายใน กาย ต้องมีภายนอกภายใน สัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่คำว่ากายก็ไม่มีแล้ว ไปหลับตาก็ทิ้งกายภายนอกแล้ว ไม่มีภายนอกร่วมด้วย แล้วจะมาพูดเรื่อง กาย ต้องมีภายนอกภายใน พูดมาตั้งนาน คนก็ไม่รู้เรื่องแต่ก็ต้องพยายามพูดต่อไป คนที่ได้ก็พากเพียร ปฏิบัติ ศึกษา ก็ได้มาตามลำดับพระพุทธเจ้า อธิบายเรื่องของศีลแล้ว ต่อจากศีล ก็เป็นอินทรีย์สังวร จากนั้นก็มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็มีความสันโดษ 4 อันนี้ 1. ศีล 2. อินทรีย์สังวร 3. สติสัมปชัญญะ 4. สันโดษ ในสามัญผล จะรู้ว่าศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์ที่เป็นอาริยะ สติสัมปชัญญะที่เป็นอาริยะและสันโดษอันเป็นอาริยะ อาตมาใช้คำว่าอาริยะ เขาใช้อริยะซึ่งมันได้ผิดเพี้ยนกลายเป็นเดียรถีย์ไปแล้ว ส่วนอารยะนั้นเพี้ยนไปทางทุนนิยม ทางโลกีย์ เหมือนเขายกย่องประเทศอารยะก็คือประเทศที่เจริญทางวัตถุ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ใดทราบความเป็นอาริยะทั้ง 4 นี้แล้ว ปฏิบัติ มันก็เข้าหลักจรณะ 15 วิชชา 8 คือ จะเจริญด้วยศีล เจริญด้วยการสำรวมอินทรีย์ เจริญด้วยสติ เจริญด้วยความสันโดษ สันโดษ แปลว่า ใจพอ แปลว่า มีคู่อัปปิฉะ สันโดษหรือสันตุฏฐิ มีน้อยลง จนเป็นสูญ มีสมบัติเป็นศูนย์ ไม่สะสม อปจยะ แต่เป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้างสรรทำงาน มีเท่าไหร่ไม่สะสมเลย แต่แจกจ่ายออกไปจนกระทั่งตัวเองไม่ต้องมีส่วนตัวเลย อยู่กับหมู่มีกินใช้อยู่กับส่วนกลาง ทุกคนก็ช่วยกันบริหารอย่างนี้เป็นต้น ชาวอโศกได้ประพฤติปฏิบัติจนเกิดสังคมสาธารณโภคี มีส่วนกลาง เหมือนสังคมที่เขาต้องการ ต้องการเงิน เข้ามาส่วนกลางของรัฐบาล ทั้งคอมมิวนิสต์ ทั้งประชาธิปไตย ทุกประเทศในโลก หรือจะไม่เรียกลัทธิคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยก็ตามหรือเป็นลัทธิอื่นใดเป็นเผด็จการก็ตาม เขาก็ต้องการส่วนกลางให้ได้มากที่สุด แต่ของพุทธนั้นส่วนกลาง กองกลางให้ได้น้อยที่สุดที่จะหมุนเวียนได้ ไม่รันช็อต ไม่ขาดตอน หมุนเวียนได้อย่างสมดุล หมุนเข้าหมุนออกได้อย่างไม่ขาดตอน โดยคงคลัง มีน้อยได้เท่าไหร่ ยิ่งดีที่สุดยิ่งเก่งที่สุด แต่ก็ต้องคงคลังประมาณหนึ่ง มีตามฐานะของบุคคล องค์ประกอบของบุคคลที่จะช่วยบริหาร นี่คือเศรษฐศาสตร์ชั้นสุดยอด เศรษฐศาสตร์สุดยอดคือสาธารณโภคี ทุกคน ละลดตัวตน ไม่มีตัวตนไม่มีของของตนทำงานเอาเข้ากองกลางหมด กินใช้ร่วมกับกองกลาง แล้วแต่ใครจะได้รับ อย่างผู้ช่วยจะมาบริหาร อยากได้ไปขอแบ่งเขา ก็ไม่ค่อยจะให้ก็เป็นวิบากของใครของมัน ใครยิ่งเป็นหมาหัวเน่าเขายิ่งไม่ให้ มันก็เป็นสัจธรรมที่ตัวเองปฏิบัติไม่เข้าท่า ถ้าปฏิบัติเข้าท่าเขาก็ให้ เช่น ผู้ที่ขยันหมั่นเพียรและไม่ค่อยจะใช้ ใครๆเขาก็อยากจะให้ มีขาดเหลืออะไรก็ให้ใช้ แต่คนที่อะไรนิดอะไรหน่อยก็เบิกใช้เอาไป ยักยอกสะสมเป็นของตัวเอง คนนี้เขาก็ไม่มีใครอยากจะให้ เพราะมันผิดประหลาดไปจากหมู่เขา อย่างนี้เป็นต้น เรื่องเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคียังอีกนานที่โลกจะรู้ เพราะว่าเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้ากรรมการโนเบิ้ลไพลส (Nobel Prize) มีปฏิภาณปัญญาเกิดรู้จักโลกุตรธรรม โอ้โห!.. เศรษฐศาสตร์บุญนิยม สาธารณโภคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาจะรีบมาให้รางวัลโพธิรักษ์เลย แต่อาตมาว่ายาก เพราะเขาจะเข้าใจไม่ได้ ว่า อาตมาเข้าใจ ความเป็นจริงอันนี้ อาตมาจึงไม่เคยคิดว่าน่าจะได้ จะไปได้อย่างไรเพราะว่ากรรมการเขาไม่รู้ว่าเป็นของมีค่า แล้วจะมาตัดสินในสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าอันนี้ยิ่งใหญ่ มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันขัดแย้งกันอยู่ในตัวของมันเอง เราจึงไม่รู้สึกประหลาด อาตมาได้รับรางวัลจาก แมนเฮ เพราะเขาเข้าใจเศรษฐศาสตร์หรือสันติภาพอย่างที่อาตมาเข้าใจ ถ้าคนเขาจะรู้ว่าอาตมามีเศรษฐศาสตร์หรือสันติภาพ อาตมาทำเศรษฐศาสตร์แบบพูดทำสันติภาพแบบพุทธ ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาจะเข้าใจได้ง่ายๆ มาสรุป ความรู้ที่จะรู้ในเรื่องของ ศีลก็ดี สำรวมอินทรีย์ก็ดี สติสัมปชัญญะก็ดี และสันโดษก็ดี เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะสามารถ จะรู้จักคุณธรรม แม้อปัณณกปฏิปทา 3 ยิ่งเป็น สัทธรรม 7 ยากมาก ยากมากที่จะเข้าใจในสัทธรรม 7 จะต้องเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสูตร ถ้าเกิดความรู้ รู้อะไร รู้ว่าจิตที่มีศรัทธาเป็นอย่างนี้ จิตที่มีความละอายต่อบาปอย่างนี้ ละอายอะไรละอายที่เราเคยไปถล่มทลายท่านผู้รู้ เอาขี้หมาไปข่มทองคำ พอพวกนี้สำนึกและรู้แล้ว เราจะรู้ว่าตัวเองมืดบอด มันไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คนนี้จิตจะสำนึก ละอาย เกรงกลัวอย่างแรงกล้า พูดมาแล้วก็สนุกที่จะอธิบายต่อ แต่นาฬิกาเค้าท์ดาวน์ จบ 650523 พุทธานุสสติ และอัมพัฏฐสูตร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 39