สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อย่าเอาบุญไปปนกับกุศล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อย่าเอาบุญไปปนกับกุศล พ่อครูเคยสอนจุดแบ่งโลกียะกับโลกุตระคือจิต!ถ้าเป็นอกุศลจิตฤาใจเพิ่มกิเลสใหญ่โตคือโลกียะ!ถ้าเป็นกุศลจิตฤาใจลดกิเลสละจางลงคือโลกุตระ ที่ๆใดอากาศผันผวนฟ้าดินปรวนแปรภัยพิบัติโลกถาโถม!สะท้อนอกุศลกรรมอกุศลจิตโลกียะทลายโลกที่นั่น!ที่ๆใดอากาศคงที่ฟ้าดินคงสมบรูณ์โลกคงปกติสุข!ประจักษ์กุศลกรรมกุศลจิตโลกุตระรักษ์โลกที่นั่น! คำว่ากุศลกับบุญ อาตมาพยายามอธิบายให้ชัดเจนว่าอย่าเอาบุญไปปนกับกุศล เส้นตัดระหว่างบุญกับกุศลคือ บุญคือวิบัติ กุศลเป็นสมบัติ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติ เป็นบุญผู้นั้นไม่มี ถ้าเกิดความมีขึ้นมาผู้นั้นไม่เป็นบุญ เป็นแต่เพียงกุศล กุศลมีหน้าที่สร้างสมบัติสั่งสม บุญมีหน้าที่ทำลายถ่ายเดียวเป็นเอกังสะ ส่วนกุศลเป็นวิภัชติ บุญมีหน้าที่เดียวเรื่องเดียวทำงานเดียวคือลดกิเลส มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นที่ให้ความหมายเรื่องนี้แบบนี้ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตระ จึงสามารถทำให้บุญสูญ ไม่เกิดอีกอย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่ทำได้ ศาสนาอื่นทำไม่ได้ ทุกวันนี้เข้าใจผิดไปจน ฟั่นเฝือไปหมด แล้วเอาบุญไปค้าไปขายเอาไปหลอกกัน สารพัดเละเทะ อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยผิดเพี้ยนไปหมด ยังดีอาตมายังมีพยัญชนะบาลีอ้างอิงยืนยันได้อยู่ ยืนยันได้ว่าบุญนี่ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติเสร็จแล้วหายไป สิ้นบุญหมด เพราะพลังงานจิตของเราสามารถกำจัดบาปได้สูญหมด คือ ปุญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์ทุกองค์หมดบุญหมดบาป พระอรหันต์จึงเป็นผู้ที่หมดบุญไม่มีบุญ คำเหล่านี้อาตมาไม่ได้บัญญัติเอง อาตมาทำขึ้นมาเองไม่ได้ เมื่อเข้าใจบุญไม่ได้จึงปฏิบัติบุญไม่เป็น พอบอกว่าได้ส่วนแห่งบุญ ปุญญภาค ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ รู้จักวิธีปฏิบัต
อ่านต่อ
ิจะปฏิบัติธรรมได้ผล ลดละจางคลายได้เรียกว่าได้ส่วนบุญ บุญคือการทำลาย การชำระความฉิบหาย เป็นความสูญสิ้นหมดไป นั่นคือหน้าที่ของบุญ ประสิทธิผลของบุญ บุญจะต้องทำการชำระกิเลส แล้วให้สำเร็จ สำเร็จแล้วก็จบ ประสิทธิผลของบุญก็คือสูญ หาย ไม่มี จบกิจ จบเรื่อง มีแต่ในศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ ศาสนาอื่นไม่หรอก ส่วนบุญที่ทำได้ ชำระกิเลสฉิบหายไป 25 ก็ได้ส่วนแห่งบุญ 25% ชำระกิเลสฉิบหายไป 50 ก็ได้ส่วนแห่งบุญ 50% ชำระกิเลสเรื่องหมดก็จบเรื่อง หมดบุญหมดบาป
ความรู้ในญาณ 3 สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ญาณคือความรู้ รู้ว่านี่คือสัจจะ นี่คือกิจ นี่คือกต ไม่มีแล้ว ไม่มี เพราะสัจจะก็ไม่รู้ความจริงของสัจจะว่าคืออะไร ความจริงของโลกุตรธรรม เอาง่ายๆ ถ้าผู้ใดสามารถอ่านเวทนาในเวทนา เป็นมโนปวิจาร 18 เคหสิตะเป็นโลกียะ ทำให้กิเลสลดได้ เรียกว่าเนกขัมสิตะ เป็น 18 มโนปวิจาร ถ้าใครสามารถเห็น อ่านจิตในจิต แยกจิตในจิต แยกกาย เวทนา จิตออก แล้วก็เห็นอาการนี้ นั่นคือผู้มีญาณเห็นสัจจะ ผู้มีญาณเห็นสัจจะ เห็นจิต เจตสิก รูป แล้วก็กำลังลดละได้ ถ้าลดละเป็นเนกขัมมะได้ ก็คือทำกิจ กิจญาณ ญาณที่ทำกิจได้ ลดไปตามลำดับ ทำกิจดับกิเลสได้หมดเกลี้ยงเลย จึงเกิดญาณที่เรียกว่ากต จึงเกิดปัญญาญาณ ญาณธาตุรู้ ความรู้ เห็นความจบ มีญาณเห็นกต เห็นกิเลสมันดับ เป็นสัจจะเพราะได้ทำมาจริง ถูกต้องจริง เป็นกิจ แล้วมันก็หมดจริง เห็นอาการดับอาการหมด อาการจบหน้าที่แล้ว บุญไม่มีแล้ว ทำอย่างนี้เองบุญหายไป กตญาณ ญาณที่จบกิจ เสร็จแล้ว บาปก็หายไป บุญก็หายไป ไม่มีอะไร ทุกวันนี้อาตมาเห็นเรียนกันศึกษากัน แล้วก็พูดกัน อธิบายกัน อธิบายสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ อย่างโก้เลยนะ อธิบายกันในระดับเรียนชั้นสูงกันด้วย เสร็จแล้วมันก็เวิ้งว้าง อาตมาฟังแล้วก็เออ..พูดแล้วมัน คือคนที่พูดโดยไม่มีเนื้อ พูดไม่มีเนื้อเราก็จะรู้เวิ้งๆว้างๆ พูดฟ่ามๆ พูดไม่มีของจริง ขออภัยนะที่พูดอย่างนี้ อาตมาไม่ใช่ไปดูถูกดูแคลนใคร ที่พูดนี้พูดความจริงสู่ฟัง มันจึงน่าสงสาร พูดอย่างโก้เลยนะ เขาบอกมีญาณ 3 มีอาการ 12 เพราะว่าไปผนวกกับอาริยสัจ 4 แล้วมันก็เป็นอาการ 12 ก็เอาพยัญชนะมาร้อยเรียงกัน เราจะรู้สัจจะของทุกข์ รู้สัจจะของสมุทัย รู้สัจจะของนิโรธ รู้สัจจะของทางปฏิบัติ เพื่อที่จะให้เกิดนิโรธ 4 อย่างนี้แหละ เรารู้ ว่างั้นเลยนะ เกิดปัญญารู้ ก็เป็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วคุณรู้เรียกว่าปริญญา ปริญญา 3 มีญาตปริญญา เป็นความรู้ รู้จักจับตัวสภาวะ เรียกว่าสักกายะได้ เสร็จแล้วตีรณปริญญา สภาวะนั้นก็แยกได้ ตีรณะก็แยกว่าเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เช่นรู้เวทนาในเวทนา แยกเวทนาแท้เวทนาเทียม แยกจิต จิตตัวนี้เป็นตัวจิตจริง จิตตัวนี้มันเป็นจิตที่สังขารปรุงแต่ง เหตุตัวนี้เป็นตัวเหตุแท้ๆ เป็นสราคะ สโทสะ สโมหะ ตีรณปริญญาก็สามารถแยกต่างๆ พวกนี้ออก แล้วก็ทำลายปหานปริญญา มีญาตปริญญา มีตีรณปริญญา มีปหานปริญญาแท้จริงเลย จึงกำจัดกิเลส ถูกตัวตนของกิเลส ไม่มั่ว นั่งหลับตาสมาธิไม่เคยมีธัมมวิจัยอย่างที่ว่านี้เลย ปริญญา 3 นี้ไม่ต้องไปพูดเลย เพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่ปริญญา 3 เลย แม้แต่สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ เอาแต่พยัญชนะมาพูดกัน ไม่ได้มีสัจจะความจริงเลย เพราะไปปฏิบัตินั่งหลับตาแล้วก็สะกดจิต สะกดเข้าไปๆ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเลยว่าศาสนาพุทธนั้นให้ไปหลับตา ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม ที่พระพุทธเจ้าสอนว่าให้หลับตา เอาคำว่าหลับตาปฏิบัติมาสักคำหนึ่งสิ ตรงไหน ในสูตรไหน ในบรรทัดไหน ที่คำว่าหลับตาพระพุทธเจ้าแนะนำให้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ มีที่ไหน มีแต่ให้เกิดพยัญชนะว่าวิปัสสนาญาณ ญาณวิปัสสนา รู้ในขณะมีผัสสะทวาร 6 มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็เกิดสังขาร แยกต่างๆ นานาให้ออก มีแต่แบบนั้น ยืนยันตั้งแต่พระไตรปิฎกที่เป็นพระสูตร พระวินัยแล้วไปเถอะ พระวินัยเป็นเรื่องของหลักเกณฑ์ของภิกษุ 8 เล่ม เริ่มต้นเล่มที่ 9 คือเรื่องของศาสนาเรื่องของธรรมะ อันนั้นวินัย 8 เรื่องของธรรมะเริ่มต้นสูตร 1 เลยคือ พรหมชาลสูตร
600717_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาบรรลุโสดาบัน