สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม)​ ตอน ประชาธิปไตย 77 ข้อ ข้อ 41-54.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.96 KB
วันที่แก้ไข15 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตย 77 ข้อ ข้อ 41-54 มาต่อที่อาตมาได้บรรยาย ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ

41. ธรรมะต้องเป็นโลกุตระจริง คือล้างความเป็นตัวตน(อัตตา)ออกจากจิตให้มากเท่าที่จะมากให้ได้ ที่สุดจนหมดตัวตน จึงจะรับใช้ประชาชน ด้วยธรรมะที่เป็นโลกุตระนั้นๆ ไม่อย่างนั้นจะต้องใช้วิธี“เลือกตั้ง”ในสังคมนั้นอยู่ร่ำไป อย่างชุมชนชาวอโศกมีหมู่บ้านของอโศกมีวัฒนธรรมมีศีล มีสาธารณโภคี พ้นมิจฉาชีพข้อที่ 5 หมู่บ้านนี้จึงไม่มีการเลือกตั้ง มีแค่ซาวเสียง หรือแนะนำนิดหน่อย ไม่ถึงแต่งตั้ง แนะนิดหน่อยพวกเราก็เอาตามแล้ว สะดวกมาก ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ที่ต้องมีการป้องกันการทุจริตการโกง ไม่ต้องเลย เสียเวลาทุนรอน รัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้ง

ซึ่งใน“การเลือกตั้ง”จะมีการโกงกันหรือใช้กลเม็ดเลศเล่ห์ในการจะเอาชนะให้ได้ใน“การเลือกตั้ง”กันไปตลอดกาลนาน เพราะคนสามัญทั่วไปมีกิเลส กิเลสย่อมไม่ซื่อสัตย์ กิเลสย่อมโกง อย่างน้อยก็มีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเอาชนะให้ได้ กิเลสจึงพาคนทุจริตเป็นธรรมดา ดังที่เป็นกันอยู่ในโลกสามัญ ซึ่งปุถุชนคนมีกิเลสย่อมมุ่งมั่นแก่งแย่งเอาชนะคะคานกันให้ได้ ตามที่ยึดถือว่า“ผู้ชนะ”จึงจะเป็นผู้เจริญอยู่นั่นเอง ถ้ากษัตริย์และประชาชนที่เป็นอาริยบุคคลในสังคมนั้นๆไม่มีโลกุตรธรรม ไม่เป็นโลกุตรบุคคลเลย ก็จะไม่มีเชื้อโลกุตรธรรมในสังคมนั้นเลย โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นนักบวชของพุทธคือ ผู้สืบทอด“โลกุตรธรรม”ที่จะสืบศาสนาพุทธไปจนถึงสิ้นพุทธกัปป์นั้นก็ไม่มีโลกุตรธรรม สังคมนั้นก็ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็จะต้องอาศัย“การเลือกตั้ง”เป็นสำคัญ “โลกุตรธรรม”นั้นสืบทอดทาง“กรรมพันธุ์”(กัมมพันธุ)เท่านั้น ดังนั้นอาริยบุคคลและแม้กษัตริย์จึงจะมีการสืบทอด“โลกุตรธรรม”ที่สืบทอดทาง“กรรมพันธุ์”แท้จริง

อ่านต่อ

อาริยบุคคลและกษัตริย์นั้นสืบทอดทาง“สรีรพันธุ์”(DNAหรือทาง gene) ไม่ได้ เพราะกษัตริย์นั้นต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย“กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างทั้งกายทั้งจิตวิญญาณมาทุกชาติทุกชาติ แต่ละชาติของผู้ได้เป็นกษัตริย์หรือแม้เป็นพระประยูรวงค์ก็จะต้องมีปุโรหิตผู้ทรงธรรม โดยเฉพาะทรงโลกุตรธรรมก็ย่อมจะถวายความรู้โลกุตรธรรมนั้นๆตามควรแน่นอน ทั้งกษัตริย์และพระประยูรวงค์ทั้งหลายก็จะได้ทรงศึกษาเรียนรู้และทรงประพฤติปฏิบัติให้ได้โลกุตรธรรมนั้นๆตามธรรมสมควรแก่ธรรมของแต่ละพระองค์เอง ย่อมมีผลมีวิบากของแต่ละพระองค์ไปตามสัจจะ ผู้จะได้เป็นกษัตริย์ต้องมีบารมีเพียงพอ อยู่ดีๆสัตวโลกที่ไม่ได้สั่งสมวิบากที่เป็นกุศลมาแต่ปางบรรพ์ มานานนับชาติมากเพียงพอจะเป็นกษัตริย์ไม่ได้ แม้เป็นได้ก็ไม่มีทศพิธราชธรรมเพียงพอ ก็ยังไม่ดี ใช่มั้ย? โดยเฉพาะยิ่งเป็นกษัตริย์ที่มีบารมีขั้น“โลกุตระ” นั่นแล จะทำให้ประเทศชาติเป็น “ประชาธิปไตย”ที่แท้จริงตาม“ปรมัตถสัจจะ”ที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ทรงธรรมแท้ ดังนั้น ประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเมื่อกษัตริย์ทรงมี“ทศพิธราชธรรม”(กษัตริย์จริงคือมีทศพิธราชธรรม) จึงเป็นเครื่องยืนยันชี้บ่งได้ว่า ประเทศนั้นมี“ต้นทุน”ของความเป็น“รัฏฐาธิปัตย์”ที่เป็นคุณธรรมอันประเสริฐของประเทศ ถ้าเป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล ก็จะแพร่ไปทั้งสมมุติที่เป็นสากล และถ้ายิ่งมีปรมัตถธรรมเป็นโลกุตระ และดีทั้งปรมัตถ์คือคุณธรรมขั้นอาริยะที่เป็นโลกุตระ ก็ยิ่งเป็นประชาธิปไตยที่ประเสริฐวิเศษที่สากลแม้คนไม่เป็นชาวพุทธก็เห็นได้รู้ได้แน่นอน พระจริยวัตรนั้นจะทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ ยังมีปริมาณของสมมุติมากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง ส่วนปรมัตถ์ก็อยู่ในพระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริง มีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล ในยุคนี้ มีหลวงร.9 ที่ทรงพระจริยวัตรมาตลอด 70 พรรษา ก็สัมผัสพระจริยวัตร และหลักฐานที่ปรากฎจริงได้แท้ ค้านแย้งไม่ได้ พระจริยวัตรนั้นๆเมื่อเป็นงานเพื่อประชาชนที่เป็นรูปธรรมที่แท้ ก็จะต้องมีนามธรรมเป็นประธานในพระองค์ที่แท้จริงยืนยันอยู่แน่ จึงเกิดคุณวิเศษขั้นปรมัตถสัจจะขั้นโลกุตรธรรม คือ คุณภาวะที่สัมผัสได้ถึง“ความไม่เพื่อตัวตน แต่เพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชนลูกของพระองค์ทั้งหลายโดยแท้” ชนิดที่ปรากฎจริงแล้วยืนยันได้เพียงพอ ซึ่งประเทศไทยนั้นมีมาแต่ยุคบุรพกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็มีตำนานยืนยันได้ว่า มีคุณลักษณะที่เป็น“โลกุตรธรรม”นี้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นโลกุตรธรรม ที่ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริง ได้เท่าที่ทรงมีจริง นั้น มีรูปธรรมเห็นได้ อ่านออก ประชาชนก็จะเทิดทูนนับถือ จนถึงขั้น แม้ขณะนี้ก็แสดงออกถึงขั้นฮือฮา แสดงออกถึงความเคารพบูชาเทิดทูนความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระนี้ พระจริยวัตรที่ทรงงานชนิดที่เรียกได้ตามภาษาง่ายๆทั่วไปเข้าใจกันทันทีว่า“รับใช้ประชาชน” มา 70 ปี ประชาชนฮือฮา อย่างที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ ประชาชนที่ขานรับ ด้วยความตั้งใจที่จะทำตามพ่อสอน เพราะท่านทั้งทรงทำ-ทรงพูด-ทรงดำริ(พระราชดำริมากกว่า 4 พันโครงการ) ทรงมาหมด แม้จะทรงพูดน้อย แต่ก็สอดคล้องเป็นโลกุตระ โลกุตระคือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อมวลประชาชนเพื่อโลก(โลกานุกัมปายะ)อย่างแท้จริง ฉะนี้แลประชาธิปไตย คือประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ได้ประโยชน์ (พหุชนหิตายะ) ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับความสุข(พหุชนสุขายะ) ความเป็นประชาธิปไตยตามข้อต้นๆที่ได้สาธยายมานั้น แม้จะมีคุณภาพพอประมาณยังไม่มากนัก ทว่าก็มีพอยืนยันยอมรับได้ เพียงแต่ยังไม่ใช่กาละอัน“ถ้วนถึง”เท่านั้น ซึ่งยังมีอัตราการก้าวหน้าของ“สัมประสิทธิ์”(Coefficient) ยืนยันได้จริง ที่ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่ จึงเชื่อได้แท้แน่ว่าเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยจะมีแต่เจริญก้าวหน้าไม่หยุดอยู่กับที่แน่นอน เพราะมี“สัมประ สิทธิ์”(Coefficient)ที่เป็นอัตราการก้าวหน้าให้เห็นได้อยู่แท้จริง

600714_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 77 ข้อ(ตอน3)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน