สัทธรรม 7 ศรัทธาก่อหิริโอตตัปปะในปัญญา 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัทธรรม 7 ศรัทธาก่อหิริโอตตัปปะในปัญญา 8 _อ.หมอเขียว แพทย์วิถีธรรม (จากดอยแพงค่าภูผาฟ้าน้ำ)...กราบนิมนต์พ่อครูอธิบายเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าการปฏิบัติศีล จะทำให้เกิดปัญญา เกิดหิริ โอตตัปปะ ความละอายเกรงกลัวต่อบาป ได้อย่างไรครับ พ่อครูว่า…สัทธรรม 7 มีปัญญา เป็นตัวที่ 7 “สัทธรรม 7” มีศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, พหูสูต, วิริยะ, สติ, ปัญญา สัทธรรม 7 คือธรรมของคนดีที่มีสัมมาทิฏฐิ 1. ศรัทธา (ความเชื่อมั่นอย่างสัมมาทิฏฐิ) 2. หิริ (ละอายต่อการกระทำผิด) 3. โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อการกระทำผิด) 4. พหูสูต (ฟังมาก รู้มาก ปฏิบัติธรรมแทงตลอดได้มาก) 5. วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) 6. สติ (ระลึกรู้ตัวไม่เผลอใจ) 7. ปัญญา (รู้แจ้งชำแรกกิเลสได้) (พระไตรปิฎกเล่ม 11 “สังคีติสูตร” ข้อ 330)
ในจรณะ 15 แบ่งเป็นหมู่.. หมู่ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ ... หมู่พหูสูต ... แล้วก็ วิริยะ, สติ, ปัญญา อีกหมู่หนึ่ง หมู่แรก 3 พหูสูต (ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ) เป็นตัวกลาง ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ผู้ที่จะเกิดศรัทธามีศรัทธาเป็นการเชื่อถือเชื่อมั่น เชื่อถือเชื่อฟังเชื่อมั่น เชื่อถือนี้ก็เชื่อกันไปเหมือนพวกนับถือศาสนาพุทธก็เชื่อถือไป เป็นแต่ในทะเบียนบ้าน ว่าถือศาสนาพุทธ ก็เชื่อถือแต่ไม่ค่อยเอาถ่านทำอย่างนี้แหละดีไม่ดีทำแต่เดรัจฉานวิชา เมื่อศึกษาให้ดีเข้าไปก็จะปฏิบัติตามคือเชื่อฟัง ภาษาไทยเชื่อฟังคือพูดอะไรแล้วก็ทำตาม สูงกว่าเชื่อถือ กระทั่งเกิดมีมรรคผลก็จะเชื่อมั่น อาตมาใช้ภาษาไทย 3 คำ เชื่อถือเชื่อฟังเชื่อมั่น เสร็จแล้วเมื่อมีศรัทธาสูง เมื่อมีศรัทธาสูง แล้วก็มีปัญญา จะมีความเฉลียวฉลาดทางโลกุตระ เข้าใจสัตบุรุษ เข้าใจคนที่เป็นผู้ที่เป็นทายาทของศาสนาพุทธ สัตบุรุษหรือผู้ที่อยู่ในฐานะครู ที่พระพุทธเจ
อ่านต่อ
้าท่านตรัสไว้ในปัญญา 8 ข้อแรกเลย อันนี้อาตมากำลังเขียนหนังสือเป็นเล่มสำคัญ เรื่องปัญญาไม่ใช่เป็นเรื่องที่ เฉโกเป็นความฉลาดอย่างโลกีย์ แต่ทุกวันนี้เอาคำว่าปัญญาไปใช้เละเทะเสียหมด เหมือนคำว่า “บุญ” คำว่า “ฌาน” คำว่า “สมาธิ” คำว่า “บุญ” คำว่า “ปัญญา” มันเป็นของพระพุทธเจ้าเป็นของศาสนาพุทธ แต่คำว่า “ฌาณ” คำว่า “สมาธิ” เป็นของกลางทั่วไป ผู้ที่ปฏิบัติรู้จักสัตบุรุษรู้จักผู้ที่เป็นผู้ที่สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า อย่างสัมมาทิฏฐิเป็นผู้ที่เข้ามารับช่วงทำงานให้แก่พระพุทธเจ้าเรียกเป็นสัตบุรุษ แต่ก่อน ผู้ใดก็ตามไม่เคยรู้ว่าสัตบุรุษคือใคร พอมาได้ปัญญารู้จักว่าคนนี้คือสัตบุรุษ คนนี้จะเข้าไปเคารพ รัก และละอายอย่างแรงกล้า ละอายอย่างไร ละอาย เพราะตนเองจมอยู่ในโลกีย์มา หน้าดำคร่ำเครียดไม่รู้กี่ชาติพอมาเจอโลกุตระ ดีไม่ดี ท่านเป็นสัตบุรุษ เสร็จแล้ว กลับเห็นว่าไอ้นี่คนนอกรีต ดูถูกไม่เคารพ ดีไม่ดีว่าด้วย ดีไม่ดีดูถูกมากกว่า พอมาเห็นจริงรู้จริงเข้าละอายไหม ละอายอย่างแรงกล้าเลย ซาบซึ้งอย่างแรงกล้าเลย นี่คือพระพุทธเจ้าท่านใช้ศัพท์คำนี้ (ยังนึกไม่ออก) แล้วหิริโอตัปปะท่านใช้คำว่า “หิโรตัปปัง” ผนวก ทั้งหิริโอตัปปะสมทบกันเลย ทั้งละอายทั้งกลัว เป็นบาปเป็นสิ่งไม่ดีมีน้ำหนักของความรู้ความจริงอันนั้นมีหิริโอตัปปะ เป็นหิโรตัปปังเลย เพราะฉะนั้นสภาวะของความสำนึก ของคนที่รู้สึกว่า.. โอ้โห! อันนี้เป็นของสูงมากเลยนะโลกุตรธรรม สัตบุรุษท่านผู้นี้เป็นผู้ที่มาทำงานอยู่นี้ ตอนนี้ก็ต้องให้สัตบุรุษเป็นผู้ที่ 1 อยู่ในระดับยุคนี้ ยังไม่มีพระพุทธเจ้า รองจากพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นสัตบุรุษในระดับไหนก็แล้วแต่ จะแบ่งเป็นปัจเจกหรือเป็นสยังอภิญญา อาตมารู้ตัวว่าเป็นสยังอภิญญา ไม่ใช่ระดับ 8 ระดับ 9 ที่เป็นสัมมาสัมพุทธะ ระดับ 8 เป็นมหาโพธิสัตว์ต่อไป ส่วน สยังอภิญญา ก็คือรู้ข้ามชาติมาเอง ไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีอาจารย์ รู้เอง เป็นของตนเองมาแล้วเป็นธรรมะสามี ขั้นที่อาตมาไล่ไป ชั้นประถมมัธยมอุดมศึกษา นิยตโพธิสัตว์ก็เป็นอุดมศึกษาแล้ว เข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าได้แล้ว เมื่อต่อไปก็จะเป็นมหาโพธิสัตว์ ไปเป็นปัจเจกพุทธเจ้า เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป
640104_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 22