สติสัมโพชฌงค์ไปถึง เจโตปริยญาณ16.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข5 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

สติสัมโพชฌงค์ไปถึง เจโตปริยญาณ16 _ด.ญ.เพ็ญน้ำฟ้า (จากศาลีอโศก)...สติสัมโพชฌงค์คืออะไรคะหลวงปู่ พ่อครูว่า…เมื่อกี้อธิบายไป เอาอธิบายอีก โพชฌงค์นี้ คือโพธิ คือความรู้ที่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ความรู้แบบพระพุทธเจ้าที่ท่านเป็นเจ้าของ เป็นเจ้าของความรู้ แบบนี้ เป็นคุณธรรมแบบนี้ เรียกว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็เอามาตรัสสอนคน ก็เรียกรวมสั้นๆด้วยภาษาว่า ตรัสรู้ ความตรัสรู้ นี่คือพระพุทธเจ้าทรงรู้มา ค้นพบมาเอง เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สุดยอดทางกายทางจิต รู้แล้วท่านก็มาประกาศให้มนุษย์โลกได้รู้ตาม เมื่อมนุษย์โลกรู้ตาม ก็เอามาปฏิบัติตามได้มรรคผลได้ประโยชน์ขึ้นมา ตามลำดับ ลำดับที่ได้เรียกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้คนเกิดคุณธรรมนี้ตามลำดับเป็น “โพชฌงค์ 7” (องค์ธรรมที่เดินสู่การตรัสรู้) 1. สติ (ความระลึกได้) เปรียบเหมือนจักรแก้ว 2. ธัมมวิจัยะ (ความเฟ้นธรรม) เปรียบเหมือนช้างแก้ว 3. วิริยะ (ความเพียร) เปรียบเหมือนม้าแก้ว 4. ปีติ (ความอิ่มใจ) เปรียบเหมือนมณีแก้ว 5. ปัสสัทธิ (สงบจากกิเลส) เปรียบเหมือนนางแก้ว 6. สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น) เปรียบเหมือนคหบดีแก้ว 7. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) เปรียบด้วยปรินายกแก้ว (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 81)

โพชฌงค์ 3 สติสัมโพชฌงค์, ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์, วิริยะสัมโพชฌงค์ 3 ตัวนี้เป็นตัวหลักในการปฏิบัติ ต้องสร้างสติให้เข้าข่ายตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอน เรียกว่าความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าให้สร้างสติเป็นแบบนี้นะ แล้วก็มีธรรมวิจัย ก็เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเรียกว่าโพชฌงค์ เป็นคำที่สมาสกันเข้าเป็นธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นการวิจัยธรรม ตามคำสอนพระพุทธเจ้าเรียกว่า ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วพากเพียรธรรมอันนี้เป็นวิริยะสัมโพชฌงค์ พากเพียรตามที่

อ่านต่อ

พระพุทธเจ้าท่านสอน พากเพียรแล้วเราก็จะได้ผลมาตามลำดับ มีปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา อีก 4 หลักที่อธิบายผ่านไปเมื่อกี้แล้ว ปิติคือยินดี ปัสสัทธิคือจิตที่สงบจากกิเลส แล้วจิตที่สงบจากกิเลสก็ตกผลึกลงไปเพราะผนึกกันแน่นเข้าตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิ เกิดฌานที่ 4 เผากิเลสจนถึงขั้นจิตสะอาดจากกิเลสเป็นอุเบกขา อุเบกขามีคุณธรรม 5 อย่าง ปริสุทธา, ปริโยทาตา, มุทุ, กัมมัญญา, ปภัสสรา จิตสะอาดอย่างนั้นจึงจะส่งไปตกผลึก ไม่ใช่ไปเอาจิตที่ไม่สะอาดตกผลึกจิตเลอะเทอะก็เอาไปตกผลึกจิตได้สมาธิแบบฤาษีก็เอาไปตกผลึก อย่างนั้นไม่ใช่ ต้องเป็นจิตที่สะอาดที่กรองแล้วกรองอีก เป็นแบบของพระพุทธเจ้าเลยเป็นแบบโลกุตตรจิต เป็นจิตที่สะอาดหมดอาสวะไปเป็นเรื่องๆ แล้วก็ไปตกผลึก สิ้นอาสวะและไปตกผลึก เพราะฉะนั้นสมาธิของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ตื้นๆเลย แม้แต่ในจรณะ 15 วิชชา 8 ก็ไม่มีคำว่าสมาธินะ มีศีล อปัณกธรรม 3 ก็ไม่ใช่สมาธิ สัทธรรม 7 ก็มี ศรัทธา ธรรมวิจัย วิริยะสติปัญญา ไม่มีคำว่าสมาธินะ บวก ฌาน 1 2 3 4 รวมเป็น 15 ข้อของจรณะ 15 วิชชา 8 ก็ไม่มีคำว่าสมาธิ วิชชา 8 คือปัญญา ไม่ใช่สมาธิ อาตมาไม่ค่อยจะขยายความมากขยายความมาก มันจะพิสดาร ตั้งแต่มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ โสตทิพย์ เขาอธิบายเป็นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ไปเลอะเทอะ ส่วนเจโตปริยญาณ 16 นั้นเขาอธิบายกันไปเลอะเทอะ ไม่ได้เอาไปใช้เป็นมาตรวัดกิเลสในจิตเลย เช่น สราคะ สโทสะ สโมหะ ก็ทำให้กิเลสมันลดลงไป วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ทำให้กิเลสลดได้ก็จะเป็น สังขิตตังจิตตัง (เจโต) วิกขิตตังจิตตัง (ปัญญา) ทำให้จิดเจริญมากยิ่งขึ้นเต็ม มหัคตะ หรือไม่เจริญขึ้นเป็นอมหัตตะ ดีไม่ดีเสื่อมด้วย ก็ต้องตรวจไปเรื่อยๆ ต้องให้มหัคตะให้ได้ อย่าให้เสื่อมจากมหัคตะ ที่มันเจริญได้มากได้ดีได้ยิ่งใหญ่แล้วเจริญไปสู่ความ มหะ คือมาก อัคคะ คือ เจริญเลิศยอดไปเรื่อยๆ ทำได้ก็ตรวจสอบไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเจโตปริยญาณคือการวัด ส่วนคู่ที่ 2 คู่สุดท้าย คือ สอุตระกับอนุตระ สอุตระคือจิตที่ดี เป็นอุตระจิต ประกอบด้วยอุตรจิต เป็นจิตที่ดี แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก ดีเป็นโลกุตรจิตแต่ยังไม่จบ จนกว่ามันจะไม่มีดีกว่านี้อีก สุดความดีแล้วเป็นอนุตรจิต สุดอย่างไร สุด เพราะว่ามันตั้งมั่นสะอาดเป็นสมาธิ สุดเพราะมันตั้งมั่น และสุดเพราะมันหลุดพ้นจากโลกีย์จากกิเลสหมด ภาษาที่ว่าตั้งมั่นก็คือสมาธิ ภาษาที่ว่าหลุดพ้นจากกิเลสจากโลกโลกีย์ก็คือวิมุติ เพราะฉะนั้น จิต ที่เป็นสมาธิเรียกว่า สมาธิเต็มแล้ว สมาธิที่ได้เลือกเฟ้นแล้ว ภาษากลางๆคือสมาธิ พอมาเป็นของพระพุทธเจ้าคำที่เป็นสมาธิเต็มแล้วเรียกว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต เป็นความตั้งมั่นของจิตแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าสมาธิจริงๆนี้จึงมีนัยยะสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ว่า สมาธิเป็นสัมมาสมาธิหรือเปล่า แม้เป็นสัมมาสมาธิแล้ว จะเต็มก็ต้องปฏิบัติตามหลักจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจึงตกผลึกลงสั่งสมเป็นสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าเต็มท่านจึงเรียกชื่อว่า สมาหิโต เพราะว่าหลุดพ้นยังตรวจสอบเป็นคู่สุดท้าย เรียกว่าวิมุติกับอวิมุติ ยังมีเผลอ เอ๊! นึกว่าวิมุติแล้วนะแล้วยังมาตีท้ายครัว แวบอีก เห็นไหมพระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาทเลย นี่คือ “เจโตปริยญาณ 16” เจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)

นานๆทวนทีฟังดีไหม สุดยอด อาตมาไม่ได้ท่องนะ เพราะมันมีหมวดหมู่ มีคู่ อธิบายให้ชัดง่ายๆ หมวดต้นคือ ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้กิเลสมันลดก็ได้ 6 อันแล้ว คู่ต่อไป สังขิตตัง กับวิกขิตตังอีกคู่เป็น มหัคตะ อมหัคตะ แล้วก็มาเจริญกว่านี้อีกมีไหม คือ สอุตระ กับ อนุตระ แล้วก็มาตั้งมั่น สมาหิโตหรืออสมาหิโตแล้วก็หลุดพ้นเป็นวิมุติหรือไม่หลุดพ้นอวิมุติ หากมีสภาวะแล้วจะไม่ต้องท่องเลย

640104_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 22

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน