จรณะ 15 วิชชา 8 คืออะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
จรณะ 15 วิชชา 8 คืออะไร _ด.ช.อาร์ม (จากศาลีอโศก)...ผมจะมาถามว่าจรณะ 15 วิชชา 8 คืออะไรครับ พ่อครูว่า…อายุเท่าไหร่ (8 ขวบ) พยายามจะอธิบายเป็นภาษาสำหรับผู้อายุประมาณยังไม่ถึง 10 ขวบให้ฟังดู “จรณะ” นี่แปลว่า การประพฤติ เข้าใจความประพฤติไหม? ความประพฤติของเรา เราประพฤติดีหรือไม่ดีในจรณะ ความประพฤติต่างๆพระพุทธเจ้าท่านมีหลักเกณฑ์ให้เรียกว่า “วิชชาจรณะ สัมปันโน” ผู้ที่บรรลุธรรมวิชชาจรณะแล้ว จะรู้จักหลักเกณฑ์ “จรณะ 15” (ข้อปฏิบัติ 15 เพื่อบรรลุวิชชา 3 วิชชา 8 หรือข้อประพฤติไปนิพพาน) 1. ศีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล 9. วิริยะ ปรารภความเพียร 2. อินทรีย์สังวร คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติ อันเป็นอาริยะ 3. โภชเนมัตตัญญุตา ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา 4. ชาคริยานุโยค ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน 5. ศรัทธา (เชื่อมั่น) 13. ทุติยฌาน 6. หิริ (ละอายต่อบาป) 14. ตติยฌาน 7. โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป) 15. จตุตถฌาน 8. พาหุสัจจะ แทงตลอดในพหูสูต (พตปฎ.ล.13/34)
จรณะนี้ให้ฝึกหัดประพฤติตามหลัก 15 ข้อ ซึ่งเป็นภาษาที่บอกว่าอันนี้ 1 แล้วก็ทำอันนี้จะเกิดอันนี้ เช่นท่านบอกว่า ศีล แล้วประพฤติในหลัก 3 อย่างนี้นะ หลัก 3 อย่างมี 1 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา มันเป็นทวารรับสัมผัสรู้เรื่องอะไรต่างๆนานาแล้วก็จะเกิดจิตต่างๆ ก็ให้สังวรสำรวมระมัดระวัง ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ได้เห็นรูปได้ยินเสียงได้กลิ่นทางจมูก ได้รับรสทางลิ้นของเรา ได้สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งที่ผิวข้างนอกเข้าไปข้างใน หรือทางในใจของเราปรุงแต่งอยู่ข้างใน แล้วก็ให้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้น จะสัมผัสแล้วมีการคลุกเคล้าปรุงแต่ง เอาแต่เรื่องการกินอาหารก่อน คนปฏิบัติธรรมด้วยการกินอาหารแล้วก็เรียนรู้จักอาหาร ให้รู้จักการกินอาหารอย่างหยาบที่สุด เรากินอาหา
อ่านต่อ
รให้เป็นมื้อเป็นคราว จะกินเลอะเทอะกินทุกอย่างที่ขวางหน้ากินแหลกกินไม่ยั้งกินจุบกินจิบ อย่างนี้ตายง่ายเลยคนนี้ หรือไม่ก็สุขภาพเสีย อ้วนฉุเละเทะ ดีไม่ดีเป็นโรค กินเข้าไปมากๆจะนึกว่าไม่เป็นโรคนะ อย่างน้อยก็เป็นโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดตาย เห็นไหมบางคนกินมากจนกระทั่ง นอนคาเตียงเบะ น้ำหนัก 200-300 กก. แล้วให้เขาฝึกหัดอดกินบ้าง เขาหยุดไม่ได้... หรือกินแล้วไม่พิจารณาเห็นโทษเห็นภัย อะไรที่เป็นโทษ เช่น ให้รู้จักโภชเนมัตตัญญุตา อะไรไม่เป็นประโยชน์ไม่ควรกิน สูงขึ้นไปเรารู้ว่าเรากินสิ่งที่ชอบ ชอบในรสในกลิ่นของมัน ชอบในสัมผัสของมัน กินแล้วเหนียวดี เคี้ยวแล้วอร่อย หรือกินแล้วกรอบดี ของทอดนี่ หรือของเหนียวก็ชวนให้เคี้ยว เคี้ยวแล้วมันเหนียวพอเหมาะ เคี้ยวดีเหมือนพวกชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง ต่างๆนานาพวกนี้ สรุปแล้วให้เรียนรู้เรื่องกินอาหาร อย่าไปกินเละเทะ ศึกษากับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บอกว่าอันนี้ควรกินอันนี้ไม่ควรกินอันนี้เป็นโทษ ผู้ใหญ่ที่อยู่กับพวกเราพอมีความรู้ก็ค่อยๆเรียนรู้ไปและเราก็จะมีปฏิภาณปัญญารู้ของเราเอง อันที่ 3 เรียกว่าปฏิบัติไม่ผิดของหลักใหญ่เลยของศาสนาพุทธต้องมี 3 หลักนี้ ปฏิบัติไม่ผิด ถ้าไม่ปฏิบัติ 3 อย่างนี้ ไม่ได้เข้าพุทธเลย ไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 การกินการใช้ โภชเนมัตตัญญุตา และฝึกพากเพียรให้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ คำว่า การตื่น ชาคริยา หรือชาคระ มันเป็นความตื่นมีสติเต็มข้างนอก เต็มข้างใน สติเต็มทั้งในกายวาจา สติเต็มทั้งในจิตเข้ามารวมเป็นผู้ตื่นผู้มีความรู้ ทุกอย่างสติ อย่างมีโพชฌงค์ 7 สติที่ดีก็จะเกิดธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มันขึ้นถึงขั้นสัมโพชฌงค์ ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าก็จะมี ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ด้วยความพากเพียรเรียกว่า “วิริยะสัมโพชฌงค์” เมื่อพากเพียรวิจัยธรรมะต่างๆแยกโลกุตระ-โลกียะ แยกวิธีที่จะรู้กิเลส รู้วิธีสร้างพลังงานฌาน พลังงานไฟที่จะไปเผาผลาญกิเลสจนหมด จนเกิดบุญกำจัดกิเลสได้ ชำระกิเลสจากสันดานได้ไปเรื่อยๆหมดไปเรื่อยๆ ก็เจริญเป็นคนอริยะบุคคลของพระพุทธเจ้า เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปเรื่อยๆ คนผู้นี้ก็จะเกิดคุณธรรมในโพชฌงค์อีก 4 ข้อ ก็ขอบอกชื่อไว้ ไม่ขยายความ ก็จะได้ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ปิติก็คือดีใจยินดีที่เราได้เจริญในธรรม สติเราดี ธรรมวิจัยเราดี พากเพียรได้ดีก็จะเกิดมรรคผลขึ้นมา เราก็ดีใจมีปีติ จิตใจเราก็จะสงบจากกิเลสเป็นปัสสัทธิ เมื่อจิตตั้งมั่นตกผลึกเป็นสมาธิแน่นเข้า เป็นสมาธิ จนกระทั่งสุดท้าย ความเป็นสมาธินั้น มันซับซ้อน เป็นสมาธิก็คือ การทำฌานทำจิตให้เป็นพลังงานเผากิเลสออกไป แล้วจิตจะสะอาดเป็นอุเบกขา อุเบกขาก็จะตกผลึกแน่นแข็งแรงเจริญขึ้น เป็นตัวสุดท้าย เป็นฐานนิพพานคืออุเบกขา เพราะฉะนั้นอุเบกขาจึงเป็นตัวปลายของโพชฌงค์ 7 ตัวที่ 7 ของโพชฌงค์ 7 ที่จะพาให้เจริญเป็นสมาธิ อุเบกขากับสมาธิเป็นตัวสุดท้าย 2 ตัวที่จะปฏิสัมพันธ์กัน ช่วยกัน สลับไปสลับมา จนสมบูรณ์ มีจิตตั้งมั่น ตั้งมั่นด้วยอุเบกขา ตั้งมั่นคือจิตสะอาดจากกิเลส มีองค์ธรรม 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริสุทธา บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสแล้วบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น แล้วจิตใจจะมีสภาพสองสภาพเป็นสภาพที่ตั้งมั่นและเคลื่อนรอบเร็วไว มุทุ แล้วจิตที่มีธาตุเก่ง พวกนี้จะทำการงานในโลกได้ดี มีแต่ประโยชน์คุณค่าไม่เป็นภัยไม่เป็นโทษอะไรเลย กัมมัญญา แล้วทำกรรมการงานทุกอย่างในเหตุปัจจัยในแต่ละขณะ และองค์ประกอบแต่ละหมวดแต่ละคราวแต่ละครั้ง อย่างพอเหมาะพอดีพอเหมาะสม เรียกว่า กัมมัญญา จะทำงานจะเป็นอย่างไรตลอดไป จิตใจก็ไม่มีเศร้าหมองไม่มีหม่นหมองไม่มีตกต่ำไม่มีเสื่อมเสีย มีแต่เจริญผ่องใสสะอาด สุขสำราญเบิกบานใจประภัสสรตลอดกาล เอาละเด็ก 8 ขวบฟังดีๆ จะได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นไม่เป็นไรเพื่อผู้ใหญ่เพื่อพูดที่ใส่ใจสนใจรับไป
640104_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 22