สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ต้องอธิบายจากสยังอภิญญา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข12 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ต้องอธิบายจากสยังอภิญญา _อุมาพร(อ๋อย) จากเดนมาร์ค ....กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ฟังพ่อครูเป็นประจำค่ะ ส่วนใหญ่จะฟังย้อนหลัง เพราะเวลาที่พ่อครเทศน์ ที่นี่ (Denmark) เป็นเวลากลางวัน กำลังทำงานพอดีค่ะ รู้สึกประทับใจที่พ่อครูเทศน์เมื่อวันที่ ๑ พค. ที่ผ่านมาค่ะ ที่มีท่านผู้หนึ่งถามว่าอโศกเป็นนิกายอะไร พ่อครูตอบว่าอโศกไม่ใช่นิกาย แล้วพ่อครูก็ขยายความต่อว่า ต้องเรียนรู้กิเลสในตน แล้วพยายาม ทำ สอง ให้เป็นหนึ่ง แล้วลดลงเป็น ศูนย์ (สูญ) ค่อยๆทำทีล่ะคู่ ... ตอนนี้ก็กำลังพากเพียรอยู่ค่ะ คงอีกนานกว่าจะถึงเส้นชัย พ่อครูว่า..ดีมาก จุดนี้เป็นจุดสำคัญ ในพระไตรปิฎก เล่ม16ข้อ60พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นั่นแหละเป็นจุดหัวใจของศาสนาพุทธเลย เพราะว่าการเรียนรู้ธรรมะ 2 ที่เป็นความสุขความทุกข์มันคือเวทนา ต้องเรียนรู้ตรงสภาวะความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนานั่นแหละ ไปเรียนที่อื่นก็ไม่ใช่ เพราะความสุขความทุกข์อยู่ที่เวทนา ใครไปเรียนรู้อย่างอื่นไม่ใช่ตัวจริงไม่ใช่ฐานจริง เวทนาเป็นฐานแท้ของความสุขความทุกข์ ในพรหมชาลสูตรก็บอกไว้ว่าไม่มีผัสสะไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ จะมีแต่มโนสัมผัส เป็นความรู้สึกที่ไม่รอบถ้วนมันมีให้รู้แต่ข้างใน คุณทิ้งตาหูจมูกลิ้นกายแล้วอยู่ แต่ถ้าวันใดก็ไม่ใช่ ชีวิตนี้ไม่ได้อยู่ในภวังค์หลับตาเป็นหลักแต่มันอยู่กับการลืมตาใช้ทวารทั้ง 5 เป็นหลักมากกว่า ในภวังค์หลับตานี้ดีไม่ดีก็นอนหลับตาไป มันไม่ได้มีประโยชน์คุณค่ามีแต่เรื่องเลอะเทอะไม่ได้เรื่อง เพราะฉะนั้นหลับตาปฏิบัตินี้จึงเป็นลัทธิของเดียรถีย์ อาตมาพูดแรงหนักมากแล้วคนก็

อ่านต่อ

ยังติดยึดอยู่ แต่เขาเข้าใจไม่ได้ยังเชื่อถืออย่างนั้นยังยึดถืออยู่ก็เป็นอย่างนั้นไป อาตมาก็ต้องขออภัยที่ต้องตีแรงตีหนัก เอาหลักฐานมายืนยันแต่เขาก็เป็นอย่างนั้นเพราะว่าเป็นเรื่องที่คนติดยึดมากในโลกเพราะมันเป็นอวิชชา กว่าจะมารู้แล้วมาพ้นทุกข์ได้ต้องเป็นคนมีปัญญา มีความรู้ที่เป็นโลกุตระ ลืมตามาปฏิบัตินี้เป็นโลกุตระเป็นสัมมาทิฏฐิแท้จริง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งสำคัญมาก พระไตรปิฎกเล่ม 14 เริ่มต้นตั้งแต่ข้อ 252 ถึงข้อ 281 เป็นพระสูตรที่ยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวกับสัมมาสมาธิ ของท่านเรียกว่าสัมมา เรียกให้เต็มว่าอริโยสัมมาสมาธิ อริโยคืออริยะ เป็นสมาธิของผู้ประเสริฐผู้ฉลาดผู้เป็นอาริยะ ไม่ใช่มิลักขะ พระพุทธเจ้าท่านก็เรียกพระภิกษุมา ท่านตรัสเรียกมาเองเลย ถ้าท่านไม่ตั้งใจบอกสาวก สาวกก็คิดไม่ออกหรอกว่ามีสมาธิแบบนี้ด้วย จะมีแต่สมาธิที่เขาทำกันทั่วไป [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง (พ่อครูว่า..เป็นเอกัคคตา ที่ต่างจากจิตที่เป็นหนึ่งของการนั่งหลับตาปฏิบัติมันเป็นเพียง 1 แบบเอกธรรม เป็นธรรมะนิ่ง เฉย แข็งอยู่กับที่ มันไม่มี 2 ไม่มีสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ไม่มีครบเป็นเทวะ เป็นธรรมะ 2 มีทั้งบวกลบมีทั้งพลังงานสถิต และพลังงานเคลื่อนไหว เป็น static และ dynamic จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก) ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แลเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ (พ่อครูว่า ถ้าประธานของคุณมิจฉาทิฏฐิก็พาไปผิดทาง ถ้าประธานของคุณถูกก็ไปสัมมาทิฏฐิ มันก็มี 2 ทางคือเทวกับอเทวะ) [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่าทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ

ข้อที่ 10 นี้สำคัญมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้น เหมือนกับกามนิตที่คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนตอนเช้าก็บอกว่าจะไปหาพระพุทธเจ้าอีก พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าเขาก็จะเชื่อหรือ แม้บอกเขาก็ยังไม่รู้ ถ้าเป็นโพธิรักษ์ก็ยิ่งไม่เชื่อ หวังว่าพวกเราก็คงไม่มีกามนิตหรือกามหน่อย แต่มีกามมาก จะไหวหรือ ขนาดกามนิตก็ยังเข้าใจไม่ได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า แล้วกามมากๆ จะเข้าใจหรือว่าโพธิรักษ์เป็นผู้นั้น

ในเรื่องทาน จิตเราต้องรู้อาการจิต ให้แล้วอย่ามีภพชาติต้องการอะไรตอบแทนจะมีหวังต่อไปอีก เป็นจิตที่ยังมีภพ ถ้าจิตคุณยังมีอยากจะได้อะไรต่อมันก็ยังไม่เกิด ผลของคุณก็เป็นภพชาติ แล้วยิ่งอยากได้มากถูกหลอกว่าต่อไปจะมีสวรรค์มีนรก เฟส 1 2 3 4 เป็นสวรรค์วิมานตัวตนต่อไปอีกก็ยิ่งเลอะเทอะ คนนี้ยิ่งไม่มีผลใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น ข้อที่ 2 ยิฏฐัง ความรู้วิธีการทฤษฎีต่างๆ ทำตามวิธีการความรู้ทฤษฎีต่างๆที่คุณเข้าใจ คุณปฏิบัติแล้วมันก็มีผลเป็นผลล้างกิเลสไม่ได้ก็นัตถิยิฏฐัง เช่นการนั่งหลับตามันไม่เกิดผลหรอก ข้อที่ 3 สังเวยที่บวงสรวง นัตถิ หุตัง อาตมาขยายความตามภูมิ คือปฏิบัติตามที่อาจารย์สอนมาตามทานตามศีลวิธีปฏิบัติ มันไม่เกิดผลทั้งคู่เรียกว่า นัตถิหุตัง ถ้าปฏิบัติทานก็ดี มันก็แยกสองอย่างคือทานกับวิธีปฏิบัติ มีทานภาวนา ศีลภาวนาแล้วก็เกิดผลคือภาวนาเอง ทานมัย ศีลมัย ภาวนามัย มย คือการเกิดผล การสำเร็จ ภาวนาคือการเกิดผล ทานสำเร็จผลเป็นอย่างไร ศีลสำเร็จผลเป็นอย่างไรก็คือให้บรรลุ ทาน บรรลุ ศีล เป็นการเกิดผลคือภาวนา อันที่ 3 สำเร็จผล หุตัง ห คือธาตุแท้ธาตุหลักธาตุจริงธาตุมี โหติ เป็นต้น มันไม่มีแล้วไม่เกิดแล้วเป็นต้น เพราะฉะนั้น สังเวยที่บวงสรวง คือที่เราพยายามศึกษา ปฏิบัติประพฤติ บวงสรวงคือได้ทำสำเร็จไป ให้ได้ผลเสวยผล สังเวยผล ให้ได้ผล ในการประพฤติปฏิบัติ บวงสรวงเป็นภาษาโบราณคือการคบกับพระเจ้าให้ท่านพาทำ แล้วก็ได้ผลเสพผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว สังเวย คือเสพรส แต่มันไม่ได้ หรือเสพผลที่ผิดๆมันก็ไม่ได้ก็ไม่มี มันก็เป็น นัตถิไม่มีผลเลย เสพผลผิดๆหรือไม่มีผลที่ถูกต้องไม่เป็นอัตถิหุตัง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายได้ ขออภัยที่ต้องย้ำว่า ที่อาตมาอธิบายขยายความมานี้ขอยืนยันว่าถูกต้อง ที่ท่านบรรยายผิดไปจากอาตมานี้ผิดขอยืนยันอย่างนั้นด้วยมั่นใจเลย สัจจะพวกนี้ไม่ง่าย มันยากที่อาตมาก็ยืนยันอีกว่า อาตมาเป็นสมณะในข้อที่ 10 เป็นสยังอภิญญา ประกาศมาแต่ต้นเลยว่าจะมากอบกู้ศาสนาพุทธ คนหมั่นไส้เพราะว่าอาตมาไม่มีต้นทุนที่สังคมจะยอมรับดีไม่ดีเขาหาว่าเป็นขบถกับคณะใหญ่ด้วย คณะหลักของธรรมะของพระพุทธศาสนาในเมืองไทยและทั้งโลกด้วย คนทั้งโลกเขานับถือคณะใหญ่ไม่ได้นับถือโพธิรักษ์ นี่พูดมาเกือบ 50 ปีแล้ว ยังมีต่างชาติ นิดๆหน่อยๆ ไม่เชื่อถือเต็มที่หรอกเพราะเขาต้องเชื่อถือองค์กรหลักของประเทศ สมาชิกองค์กรส่วนตัวที่ไม่มีชื่อเสียงอะไร รางวัลหนึ่งเดียวก็ไม่มี ใครรับรองก็ไม่มี ไม่รับรองแล้วยังตีทิ้งด้วย อาตมาก็พยายามจะฟื้นชีวิตอยู่ให้ได้ยาวนาน ปฏิบัติพิสูจน์ถ้าไม่ได้ก็เอาต้องเกิดมาต่อ อยู่ใน 5000 ปีนี้แหละ ถ้าอาตมาทำแล้วยังไม่มีผลเพียงพอได้แล้วจะเกิดมาอีกตามหาให้เจอนะ อาตมานี่แหละจะตามหาพรรคพวก ซึ่งท่าทีสงสัยมันต้องเกิดมาอีก ก็พยายามลากสังขารให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แค่อาตมารักษาร่างกายไปให้ถึง 151 ปีได้ เชื่อไหมว่าจะมีคนเชื่อถือมากขึ้นกว่านี้ เพราะคนที่ดันทุรังสอนธรรมะอยู่ได้กว่า 120 130 ปีมันหายากแล้ว ถ้าหากอาตมาทำได้จะเป็นปาฏิหาริย์ มันเป็นอภินิหารเป็นปาฏิหาริย์อันนั้นแหละเขาจึงจะทึ่ง เหมือนอย่างที่ต้องไปเหาะได้ แต่ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวอาตมาเป็นการสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ไม่ใช่อาเทสนาปาฏิหาริย์ หรืออิทธิปาฏิหาริย์ จึงต้องพยายามรักษาขันธ์ แต่ไม่ต้องไปหาอะไรมาประเคนให้เพิ่ม ทุกวันนี้ก็มากแล้ว ก็พยายามใช้ 8 อ. ต่อจากนั้นก็เป็นผลของวิบากกรรมมีตั้งแต่โลกียะกับโลกุตระ อธิบายกรรมวิบากของโลกุตระก็ยาก ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . พ่อครูว่า...เป็นมารดาบิดาทางจิตวิญญาณ เช่นศีลเป็นแม่ปัญญาเป็นพ่อหรือ โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อมรรคมีองค์ 8 เป็นแม่ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นคู่ช่วยให้เกิดจิตที่เป็นสัตว์โอปปาติกะ จิตอันหนึ่งดับอันหนึ่งเกิด นอกจากจิตที่ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็มีประตูเดียว ประตูที่ดับแล้วไม่เกิดอีกก็คือปรินิพพานเป็นปริโยสานอย่างเดียว นอกนั้นดับแล้วต้องเกิดทั้งนั้น อาตมาเป็นโพธิสัตว์ สามารถดับปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แต่อาตมายังไม่ดับ ก็จะเกิดต่อแล้วทำอะไรให้ยิ่งกว่านี้ ที่นี้รู้ได้อย่างไรว่าตนเองจะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ก็ต้องรู้สิ ถ้าว่าเป็นอรหันต์ขั้นต้นอรหันต์ระดับ 4 ก็รู้แล้ว อรหันต์ขั้นที่ 5 ก็ยิ่งจะรู้มากยิ่งขึ้น อรหันต์ขั้นที่ 6 ก็ต้องรู้มากขึ้น อาตมาอรหันต์ขั้นที่ 7 ไม่รู้ได้ไง ยิ่งอรหันต์ขั้น 8 ก็ยิ่งรู้มากกว่าอีก

10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) พ่อครูว่า...คนเราบังคับกันไม่ได้ ถ้าจะมาทำงานกับพวกเราก็ถือว่าเหนื่อย ทำงานขนาดนี้ มีสมาชิกเท่านี้ก็เมื่อยพอสมควร อาตมาไม่ได้มีปัญหาหรอก เพราะอาตมาไม่ได้ต้องการบริวารไม่ได้ต้องการคนมาห้อมล้อมเยอะแยะ ถ้าอาตมาพูดไปอย่างจริงใจแต่คนก็สารพัดจะไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่ได้เป็นอย่างที่อาตมาว่าต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาบอกว่าไม่ต้องการอะไรเขาก็ไม่เชื่ออีก พระพุทธเจ้าสอนสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็แบ่งปัน สาสวะกับอนาสวะอีกด้วย 620508_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญญาดับอวิชชาพาให้อภิปโมทยังจิตตัง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน