สื่อธรรมะพ่อครู(พรหม 20 ชั้น) ตอน พรหม 20 ชั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พรหม 20 ชั้น) ตอน พรหม 20 ชั้น ศัพท์คำว่า พรหม แปลว่าความบริสุทธิ์ ขยายพยัญชนะมาเป็นพรหม จากพยัญชนะคำว่าเทพ เทวดา อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ เทพมี 3 เทพ สมมุติเทพ คือเทพที่วนกับโลก ออกจากโลกไม่ได้มีแต่ใหญ่ขึ้นเล็กลงมีต่ำมีสูงมีเล็กมีใหญ่อยู่อย่างนี้ โลกียะหมุนเวียน ที่อาตมาสรุปความว่า เป็นสมบัติผลัดกันชมมันก็หมุนไปหมุนมา แย่งกันไปแย่งกันมา ใช้หนี้กันไปใช้หนี้กันมา หมุนอยู่อย่างนี้จนนับกาละไม่ได้ ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆ ชาติ คนโง่ดักดานไม่รู้จมอยู่อย่างนั้นอยู่ล้านๆๆๆชาติไม่รู้ทางออก คนที่มารู้ทางออกแล้วโอ้โห ไม่เอาแล้วความวนเวียนอย่างนั้น เรามาลดลงๆๆจนกระทั่งแยกธาตุเลย สูญ นี่เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ไม่คงอยู่นิรันดร จะบอกว่า ข้าเป็นความยิ่งใหญ่เป็นผู้บงการเป็นพระเจ้า หรือศัพท์เดิมเรียกว่าพระพรหม พระพรหมมันมีจริงตรงที่ว่ามาเป็นพรหมพุทธ พระพรหมไม่มีจริงเป็นพรหมของ God พรหมของเทวนิยมพรหมพระเจ้า นี่เป็นสองพรหม พรหมของพระเจ้าอย่างศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดูเป็นเทวนิยมเป็ฯพรหมของพระเจ้า ส่วนพรหมของพุทธ สะอาดบริสุทธิ์และสูญสลายได้จริง ไม่มีนิรันดร ส่วนพรหมของพระเจ้าหรือพระเจ้ามีนิรันดร เพราะเขาตีแตกไม่ได้ เขาตีแตกอัตตาตัวเองไม่ได้ เขาแยกธาตุของตนเองจนสูญจนสลายไม่มีตัวเรา เลิก ไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าเหตุที่เขาอยู่เหนือสูงสุดจนกระทั่งเป็นอิสระเสรีภาพ เขาจะสูญก็สูญได้เขาจะมีก็มีได้ จะอยู่นานอยู่เร็วเขาก็ทำของเขาได้เท่าที่เขาจะสามารถ เป็นนายตัวเอง เป็นนายทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเรียกว่าพระเจ้า จริงๆเหนือกว่าพระเจ้า จนกระทั่งไม่ยึดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า แต่ตัวเองทำได้ สุดท้ายจริงๆ ก็ไม่คิดจะเป็นพระเจ้า ปรินิพพานเป็นปริโยสานเพราะรู้ทุกข์ ทนไม่ได้ มันไม่เที่ยง คุณก็หมุนวนไปๆมาๆ เล็กๆ ใหญ่
อ่านต่อ
ๆ สูงๆ ต่ำๆ ไม่เที่ยง คุณก็ได้อย่างนี้ไม่เบื่อซักทีเหรอ ศาสนาพุทธเบื่อ นิพพิทา รู้แล้วว่าอีกกี่กัปป์กี่กัลป์กี่ล้านๆๆๆชาติ โธ่เอ๊ย เท่านี้เอง มันก็เท่านี้ เพราะอย่างนั้นจึงรู้ที่จบ อย่างอาตมานี่แน่นอนเลย อาตมาตั้งใจอาตมารู้อยู่ว่าสิ่งที่ยังไม่รู้อาตมายังมี จนกว่าอาตมารู้จบจริงๆ เลย หมดแล้ว หมดที่จะรู้จริงๆแล้ว เท่าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว เราก็จะมีตัวเปรียบเทียบตัววัดของเราเองได้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์นั้นเราก็เหมือนพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์นั้นนะ นี่เป็นความจริงที่คนระดับพระพุทธเจ้าจะเทียบ ท่านก็ไม่มีอคติ ท่านซื่อตรงที่สุดแล้ว ท่านก็วัดได้แล้ว,มันก็จบแล้ว สูงสุดแห่งที่สุดอย่างไม่มีที่จะฝึกอีกแล้ว แล้วมันก็ห่างจากผู้ที่เขาตามมาไกลมากเลย ห่างไกลมาก …. พรหม 16 ชั้นเป็นของเก๊ของปลอมจากความความไม่รู้ จึงมีสิ่งที่มี ผู้ที่เป็นพรหมแท้บริสุทธิ์รู้ว่าความมีกับความไม่มีมันอันเดียวกันเพราะฉะนัันจะเป็นความไม่มีเมื่อไหร่ก็ได้ เลิกมี เมื่อเรารู้ก็อนุโลมได้ พรหม 20 ชั้น พรหมชั้น 1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นพรหมที่เป็นระดับลิ้วล้อลูกน้อง เป็นผุยผง เป็นปริมาณมวลบริวาร ซึ่งจะเข้ามารวมตัวกันมายอมรับจับกลุ่มกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นประธาน ผู้ที่เป็นเจ้าอำนาจ ก่อนจะเป็นเจ้าอำนาจเป็นผู้ที่เหนือกว่าก่อน เรียกว่า ปุโรหิตา ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ หิตะ ปุโรหิตก็คือ ปร แปลว่าอื่น หิตะก็คือความเป็นจริงหรือเรียกว่าประโยชน์ ประโยชน์หรือความเป็นจริงที่ใช้อยู่ มันก็มีเพิ่มขึ้น ได้อื่นขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสามารถ ทำสองจากหนึ่งก็มีอันอื่นเพิ่มขึ้น หนึ่งแล้วก็มาเป็นสอง ก็เหนือกว่า ปาริสัชชา ที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกับอุตุ พีชะ มาเป็นสัตว์ก็เป็นบริวาร มันไม่รู้เหมือนกับดินน้ำลมไฟเหมือนอุตุนิยาม มันไม่รู้ตัวมันมันทำอะไรไม่ได้ แม้มาเป็นพีชะแล้วก็ยังกำหนดตัวเองกับคนอื่นไม่ได้มากมายอะไร กำหนดตัวมันเอง แม้เป็นสัตว์ชั้นต่ำ ก็ยังถูกสัตว์ชั้นสูงครอบงำเป็นเจ้าเป็นผู้จัดการได้ตัวมันไปเรื่อยๆ เป็นชั้นๆอย่างนี้ จึงเกิดปุโรหิต และเกิดมหาพรหม
ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ เป็นผู้มาควบคุมพรหมชั้นที่ 1 และ 2 มีประธานเป็นมหาพรหม เกิดเป็น cyclic สามเส้า ถ้าประธานแข็งแรงก็ไม่มีการแตกตัวออกไปเป็นอย่างอื่นอีก หรือไม่เสื่อมลง ทำให้หมุนเต็มที่เป็น cyclic order เป็นพลังที่ไม่ลดไม่เสื่อมมันก็จะอยู่อย่างนี้นานเท่านาน ถ้าลดลงนิดหนึ่งก็เสื่อมจะไปส่วนหนึ่ง ถ้าเพิ่มส่วนหนึ่งก็เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง เมื่อขยายเป็น 4 5 6 7 8 มันก็จะเป็นพลังงานที่มากขึ้นทับทวีขึ้นไป ทดไปๆเพิ่มขึ้นๆ เกิดเส้าต่างๆ ขึ้นมาอีกตามธรรมชาติก็ตาม แต่ถ้าตามธรรมชาติมันจะช้ากว่าผู้ที่มีธาตุรู้ รู้จักสภาวะแล้วจัดสรรให้มันเป็นระเบียบได้ ไม่ต้องใช้เวลานานเพราะมันหมุนซ้ำซากนานแล้ว ถ้าเผลอตัวให้มันลดพลังงานไม่ให้เท่าเดิมไม่ให้สมดุล เสื่อมนะ มันก็จะเผลอได้ ถ้าเพิ่มขึ้นมันก็จะเพิ่มขึ้นได้เผื่อพอมัน มันจะเสื่อมนี่ดีกว่า ปฏิภาณของคน ปฏิภาณของธาตุรู้ตัวนี้มันก็จะมี เราจะเผื่อไว้ให้มันเจริญ เหมือนอย่างอาตมาพาทำพลังงาน Coefficient พาทำสัมประสิทธิ์เพิ่มขึ้น เพราะในยุคนี้คนเราอายุแค่ 100 ปีเท่านั้น กว่าจะอายุถึง 8 หมื่นปีก็ยังเพิ่มได้อีกตั้งเยอะ อันเสื่อมไม่ต้องทดสอบหรอกไม่ต้องรอเห็นเยอะแยะถ้ามันจัดสรรตัวเองไม่เป็นไม่เหลืออายุเท่าไหร่หรอก ถ้าไม่เรียนรู้ป่านนี้อาจจะตายไปแล้วก็ได้ ตอนนี้ไปเมาแอ๋อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ โรคภัยไข้เจ็บกินตายไปแล้ว ตอนนี้เพื่อนๆอาตมาก็ตายไปเยอะแล้ว ถ้าไม่มาเรียนรู้สัจธรรมความจริงดังว่านี้ก็จะไม่รู้เรื่อง มันก็จะเพ้อไปตามอารมณ์หรือตามความฝัน ปาริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหม สามเส้าแรก เป็นประธานแล้วใช้ 2 บริวาร ปุโรหิตก็เหมือนครูเหมือนหัวหน้า อีกอันก็เป็นลูกน้อง แล้วปุโรหิตจะมีลูกน้องมากหรืออย่างไรก็ไม่ลงรายละเอียดอีก เป็นแต่เพียงว่าก็มีพลังงานรวมเป็นมวลให้คนนี้เป็นหัวหน้า มหาพรหมก็คุมได้ทั้งหัวหน้าและบริวาร เพิ่มขึ้นมาเป็นเส้าที่ 3 เป็นพรหมปริตาภา
ต่อมาอีก 3 เป็นพวกพระพรหมมีแสง เป็นสายสว่าง ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ มีแสงรัศมี ปริตคือน้อย อาภาคือแสงคือพลังงาน มีแสงน้อยเหมือนกัมมันตภาพรังสีที่อ่อนบาง เท่าที่เราจะสามารถจับได้เอามาใช้งานได้ เป็น nuclear fusion ที่จะดึงดูด เป็นเอามาใช้ทำงานได้ ส่วนที่พ้นไปที่จะรวมเอามาได้ก็สุดวิสัย ก็ต้องปล่อยไปเป็น nuclear fission เรามีพลังงานน้อยองศาน้อยมากจนไม่มีองศาเป็น 0 ได้ เมื่อเติมพลังงานไปอีกเรียก อาภา
ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ อาภา เป็นสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นไปอีก นับเป็นพลังงานก็คือเป็นแสง รังสี พลังงานแสง มากขึ้น ปริตตามันน้อย อัปปมาณาคือมาก มากหาประมาณมิได้ คือ เอาสองขั้วมาพูดกัน แล้วจะขยายเป็น 4 กลางคือ 2 ก็เรื่องของคุณแล้ว หรือจะขยายเป็น 8 เป็น 16 ก็แล้วแต่คุณ หรือจะกลายเป็น 9 ก็ว่ากันไป จากมากที่สุดกับน้อยที่สุดแล้ว ก็มาอยู่ในสภาพความมี ความมีคือแสง แสงสว่างเอามาอธิบาย ถ้ามีมากที่สุดเรียกว่าอาภัสรา มีน้อยที่สุดเรียก กิณหา กิณหามีน้อยจนไม่มีมันดำมันมืดมันไม่รู้ไม่เห็น ไม่เป็นแสงเลย ใช้อักษร ก กัณหา กับกิณหา เป็นไวยพจน์กัน ดำเหมือนกัน แต่กัณหาว่ากันจริงตามพยัญชนะแล้วมันน้อยกว่า เพราะสระมันต่างกัน สระ อะ กับ สระ อิ กิณหานี้มากขึ้นจากสระ อะ อา อิ สามเส้า นี้ มันน้อยจนอธิบายความต่างกันให้ได้รู้ละเอียด ถ้าจะใช้แยกไม่ไหวมันเล็กกิณหานี่ก็แยกยากแล้ว กัณหานี้ยิ่งยากใหญ่เลย ประเดี๋ยวไป กัณอีก หรือ กัน บางทีใช้ ณ เณร บางที น.หนู ใช้ ณ ก็คือมีตัวตั้งคือ ก แล้วก็ตัวไม่มีมาคู่กัน ในโลกนี้มี 2 อย่างคู่กัน มีกับไม่มีเท่านั้นมาคู่กัน ณ ก็ วรรค ต ถ ท ธ น ตัวตั้งตัวตัววัฏฏะ ฏ น วัฏ ตั้งอยู่กับไม่ตั้งอยู่ ตัวต้น ต ก็เริ่มตั้ง กลางก็ตั้งเต็มที่ แล้วปล่อยต่อไปก็เสื่อมลงไปหา น ก็ไม่มี ตคือมี นคือไม่มี ท คือตัวที่มีเต็มที่พลังงานที่แข็งแรงเต็มที่ อำนาจสูงสุด ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ คือสว่างสูงสุดแล้วสว่างไม่มีอะไรสว่างเท่า มันไม่มีตัวกำหนดแล้ว สูงสุดก็แล้วกัน สว่างสุด เพราะฉะนั้นต้องมีคู่กันก็คือความดำ สว่างสูงสุดอาภัสรา
หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา คือ ปริตน้อย สุภาคือแสงสว่าง แสงสว่างมีแกนมีแก่น สุภา อาภัสรามาเป็นสุภา แล้วก็มามากที่สุดเป็นประมาณไม่ได้ อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา มามากที่สุดแบบประมาณมิได้ ไม่รู้จะไปประเมินอย่างไร มันเกินเราไม่สามารถเอามานับได้แล้ว มันเป็นขอบของเอกภพที่ไกลจนกระทั่งเราก็ไปเอกภพมิได้ มันเป็น nuclear fission ที่ไกลเกินที่เราจะเอื้อม เราก็ได้เท่านี้
ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ คือการดับความรับรู้ ตัวเองมืดไม่รับรู้อะไร ที่จริงไม่ได้ทิ้งไม่ได้หาย เพราะฉะนั้นการที่จะไม่มีกับการดับ ใช้ภาษาสื่อว่าดับ ไม่มีหรือตาย มันตายอย่างโง่ก็คือตายอย่างกดทับดับดำมืด แต่ยิ่งควบแน่น ยิ่งแน่นๆ ทำความรู้สึกของเราไม่ให้รู้สึก คุณก็ไม่รู้สึกไปเรื่อยๆ คุณก็นึกว่าคุณหมด นี่เป็นทิศทางของความซื่อบื้อ ส่วนทิศทางของปัญญาทิศทางของความรู้จริงๆ มันแยกตัวย่อยออก ย่อยออกๆๆ ออกไปหายไปตายไป จนกระทั่งหมด จนรู้จักศูนย์ รู้จักมากแล้วลดลงมา จนกระทั่งมาเหลือ 4 มาเหลือ 3 แล้วลดเหลือ 2 จนกระทั่งเหลือ 1 เกิด cyclic อยู่ก็จะมี 3 จนกระทั่งไม่เป็น cyclic แล้วโดยเป็นแนวระนาบก็เป็น 2 ถ้าคุณจะให้ขึ้นไปอีกไม่เป็น cyclic มันก็ไปอีก เท่าที่คุณจะมีแรงให้มันเป็น ให้มันเป็นอย่างไร แต่ของเราความควบคุมอำนาจของเราที่จะทำ สามารถที่จะทำ สรุปแล้วสว่างกับมืด ถ้าเป็นพวกที่ไม่มีความรู้จริง ก็หลอกตัวเองอยู่ในระหว่างสว่างกับมืดเท่านั้น แต่ผู้ที่รู้ความจริง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงท่านถึงใช้ภาษาว่าสุภกิณหา กิณหามืด อาภัสราสว่าง มืดมันไปหาความไม่รู้ แต่อาภัสราคือสว่าง แต่ถ้ามากเกินจัดจ้านเกินไปก็หลอกต่อกันไปอีก มันขยายไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถรู้ตนเองได้เลย แต่การดับมาหาดำดับ จนกลายเป็น ไม่สามารถรู้ตัวเองได้เลย กลายเป็นสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ตัวเองดึงตัวเองออกมาก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในนั้น มีพลังเท่าไหร่คุณก็จมอยู่ในนั้นนานเท่านาน เหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส มันไม่เห็นไม่รู้อะไรจะไปอย่างไรก็ไม่ได้ และพลังงานที่จะให้มันขับเคลื่อนในมุมมืด ก็ไม่มี มันก็เลยแช่นิ่งๆ ถ้ามันแห้งมันก็ไม่ดับ หากมีธาตุน้ำก็เน่า ถ้ามันไม่มีธาตุน้ำ มันก็จะไม่เน่า เน่าคือมีธาตุแบคทีเรียหากไม่มีก็แห้งอยู่อย่างนั้น fossil เกาะตัวนานเป็นล้านๆๆๆชาติ หากจะกลายเป็นโลหะก็คือทอง คาร์บอนก็คือเพชร ถ้าเป็นน้ำก็คือ fossil มีพลังงานจับตัวของนิวเคลียส แข็งมากจนกระทั่งเอาพลังน้ำมาเป็นน้ำมัน มาแตกตัวนิวเคลียสตัวนี้ใช้ นั่นคือตัวนิวเคลียสของน้ำ นิวเคลียสของเพชร นิวเคลียสของทอง ทุกวันนี้คนยังทำไม่ได้ เขายังทำอณูของเพชรของทองให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เขาทำอณูของน้ำให้เปลี่ยนแปลงได้ จากอาภัสราก็เป็นคู่กับกิณหา ดำกับสว่าง อันนี้ต้องใช้พยัญชนะว่าสุภกิณหา มันไม่มีตัวรู้นะกิณหะนี่ แต่ถ้าเอาตัวรู้มาใส่ สุภะ มันน่าได้ แม้มันไม่รู้ก็น่าได้ พวกนี้หน้ามืด พวกโง่หน้ามืด มันไม่น่าได้มันมืด มันมืดก็ยังอยากได้หน้าได้อีกก็เลยใช้ภาษาว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น สุภกิณหะ ทั้งที่มันมืดไปไหนก็ไม่ได้แต่ก็ยังอยากได้อีก โง่ไม่มีงอกเงยเลย พวกอาภัสรายังมีวันเห็นวันรู้ แต่มืดนี่ไม่มีวันรู้เลย นี่ก็เห็นใจหมูป่าไปอยู่ที่มืดนานพอสมควร
ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ เวหัปผลาก็คือเวหา เวหน แดนไกลสูง ไปไกล fission ออกไปนั่นแหละเวหา ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ ส่วนอสัญญีก็คือธาตุรู้ที่คุณไม่มี สุภกิณหาจะดับตัวเองแล้ว ธาตุรู้ตัวเองไม่ใช่ดับ ไม่กำหนดรู้เลย บื้อเลย อสัญญี ใช้พยัญชนะมาแทนว่าอัญญะ เป็นธาตุรู้อัญญา ส เป็นการประกอบธาตุรู้ สัญญาเป็นการประกอบธาตุรู้ สัญญาสัญญี อสัญญีไม่ประกอบไม่ทำธาตุรู้นี้ขึ้นมาเลยทั้งๆ ตัวเองก็มีสัญญามีตัวธาตุรู้มีตัวกำหนดรู้ได้ แต่ตัวเองไม่ทำมันเสียอย่างนั้น สุดดื้อสุดดึง สุดดื้อด้านดื้อดึง บอกให้ทำตัวเองหน่อยให้ขยับออกมาก็ไม่ขยับ มันก็ดื้อไม่ออกมาไม่ขยับ พวกนี้ก็ต้องปล่อย ศีรษะใครศีรษะมัน จะให้พัฒนาขึ้นไม่กระดิกเลย อาตมาพูดแล้วมันหนำใจตัวเองตรงนี้ไปนั่งหลับตาอยู่ทำไม ไม่กระดิกเลย เห็นใจอาตมาไหม มันดื้ออะไรโง่อะไร มันไม่เจริญแล้วมีแต่ดึกดำบรรพ์เข้าไปอีก เขาก็ไม่เชื่อ อาตมาพูดปลุกกระทุ้งให้ตื่นเสียที ทำแรงกว่านี้เขาจะตาย ก็ได้แรงเท่านี้ อาตมาก็ไม่อยากเป็นคนร้ายที่จะทำให้คนตาย ก็ได้ทำอยู่ประมาณนี้ แรงสุดแล้ว อาตมาพูดแก้ตัว ก็เป็นข้อด้อยอาตมา มันแรงนี้ไม่ดี น่าเกลียด แต่แรงอย่างนี้ก็ไม่กระดิกเลย เห็นใจอาตมาบ้างไหม มันก็เลยต้องแรงอย่างนี้ อาตมาเหนื่อยนะ แต่มันจะต้องทำ ไม่ทำก็ช่วยเขาไม่ได้ อาตมาก็สูญเปล่า พวกคุณมาแล้วไม่เป็นไร ไปด้วยกันมาด้วยกัน แต่ที่ยังไม่มาอยากได้เพิ่ม ใครจะหาว่าอาตมายังอยาก ก็อาตมายังทำงานหากไม่มีอยากเลยก็เฉื่อยๆ เนือยๆ ไม่มีพลังงานเพิ่มเลย คุณจะไปรักษาความสมดุลได้นานเท่าไหร่ แรงดึงดูดของโลกแรงดึงดูดสิ่งแวดล้อม แรงกระทุ้งกระแทกให้แปรปรวนมันทำกับคุณอยู่ตลอดเวลา คุณไม่สามารถรักษาสภาพไม่ได้หรอก อื่นๆมันเยอะกว่าตัวคุณเอง ตัวคุณเองจะใหญ่เท่าไหร่ อื่นๆข้างนอกมันมากกว่าคุณเท่าไหร่ ไม่ว่าหวังร้ายหรือหวังดี หวังดีก็อยากให้คุณเปลี่ยนนะ หวังร้ายก็อยากให้เปลี่ยนเหมือนกันแต่เปลี่ยนกันคนละทิศเท่านั้นเอง สรุปแล้ว อสัญญีกับเวหัปผลา เป็นตัวหยุดกับตัวเกินเท่านั้นเอง เวหัปผลาคือตัวเกินไม่มีสิ้นสุด แต่ตัวหยุดก็ไม่รู้จุดสิ้นสุดในการหยุด ไม่มีใครรู้กับมัน อสัญญี ก็มีสองพยัชนะที่ใช้แทนได้เท่านี้ พยัญชนะ เอ เว ตัว วิ เขาก็ใช้ เว เขาก็ใช้ เวหัปผลา วิหัปผลา ย ร ล ว ห ตัว ห คือความจริง ป คือตัวปฏิกิริยา ตัวเคลื่อนจะเป็นจะทำจะมี พละก็คือผลนั่นเอง ตัวสรุปรวมสิ่งที่จะเกิดสุดท้าย ผลนั่นเอง พละ ขยายความไปอีก ย ร ล พยัญชนะสามเส้า ย ร ล หมุน ตัวหมุน สมดุลอยู่ก็คือ ล หมุน ตัวนี้อย่าให้เสื่อมนะให้คงที่นะ มากเกินก็ขยายถ้าลดลงก็หมด ผ คือต้องผัสสะ ผ ต้องมี 2 มากระทบ เสมอๆ เกิดปฏิกิริยาขึ้น เป็นผล
กิณหา มีตัวตั้งกับตัวจบ ก กับ ห ณ หคือตัวจริง คุณยึดว่า ก กับ ณ เป็นของจริง ไม่หรอกมันก็มีแต่ตัวจะเกิดกับตัวจะสูญ ณ นั้นมันสูญ ก นั้นมันจะมี ห ไปหลงยึดว่ามันจะเอาตัวสูญกับตัวมีมารวมสองอันนี้อยู่ให้มันมี ความจริงมันไม่มี ก มันก็ไม่มี น มันก็สูญๆๆ ก็คือไม่มี แต่มันมีเพราะเราจะให้มันมี เรามีชีวะเรามีตัวรู้ เรามีตัวกำหนดเรามีตัวสามารถทำได้ เราก็ทำให้มันมีโดยไม่มีใครไปจ้าง ให้คนนั้นคนนี้มามีหน้าที่เป็นให้เรา เป็นทาสเขาทำไมก็ทำเองสิ ทำเองมีเอง สรุปง่ายๆ คือตัวเกิดกับตัวตาย อสัญญีตัวตาย มันมีสัญญาแต่ดันไม่ทำตัวมัน กับเวหัปผลา ทำไม่มีที่สิ้นที่สุดไปตลอด
นี่คือพรหม 11 ชั้น
ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ มันก็คล้ายๆกับ เวหัปผลา แต่มันต่าง เมื่อกี๊เวหัป อันนี้ อวิหะ ห ก็คือความจริง วิ ตัวพฤติกรรม ย ร ล ว พลังงานตัวที่ 4 อวิหา ตัวจริง ห ว พลังงาน อิ สระ ถ้ามันมีวิ นี่สาม อะ อา อิ สามเส้าพลังงานของจิต ก็เลยมีตัวที่มีต้านเอาไว้ อะ อะนี่เป็นตัวสระที่ 1 เลยเริ่มต้น อะ นี่แหละ อะ แล้วก็อา อิ อี พลังงานตัวที่หนึ่งตัวต้นเลย อะมาจาก 0 พยัญชนะที่เกิดมาจาก 0 มาใส่หัวหนอยนึง พลิกกลับมาเป็น ๑ อะ คือ วงกลมหรือวงรีก็ตาม ถ้าทางตะวันตกก็จะรี ถ้าตะวันออกจะกลม ใส่หัวมันหน่อย มันเท่ากับห้อง แล้วก็มีตัวเกิดแตะอยู่ที่ผนังห้อง เหมือนกับ protoplasm ที่มี cytoplasm หนึ่งอันเกิดมาแล้วเป็นจุดหนึ่ง ห้องนี้ไม่โตที่จริงมันเล็กนิดเดียว จนขยายห้องโตขึ้น พอมีพลังงานมากขึ้นแล้วขยายตัวและขยายห้องเพิ่มขึ้น จน protoplasm ที่มี cytoplasm โตขึ้น จนกระทั่งโดยธรรมชาติโตอีกไม่ไหวแล้ว ก็มีทางออกโดยธรรมชาติ แต่ถ้าคนไม่ธรรมชาติ ผู้รู้จัดการ แค่นี้พอนะแค่ 10 พอนะ เจาะรูออกหาทางออก อ้ายนี่ไม่เอาอยากจะได้ static มากกว่านี้เอา 100 จึงจะเจาะรูออก อ้ายนี่ไม่เอา เอา 1,000 ค่อยจะเจาะรูออก ก็แล้วแต่ ผู้ที่รู้ก็จะจัดการตามต้องการ ถ้าได้ static แล้วคุณสามารถที่จะทำพลังงาน dynamic มาจัดความหมุนของแกน 100 ให้หมุนได้คุณก็ทำ แต่ถ้าคนไม่รู้ คุณสะสมไปถึง 1,000 แต่ dynamic ของคุณออกมาใช้เข็น 100 เข็น 1,000 นี่ยังไงก็เข็นไม่ขึ้น คุณก็โง่ดักดานอยู่อย่างนั้น คุณก็กลบไปของเก่าคุณก็ต้องพยายามสร้างพลังงาน dynamic ใหม่ ให้มันมาก ก็คุณมีเข้าไปแล้วตั้ง 1,000 แล้ว ถ้าคุณไม่สร้าง dynamic ให้มากพอที่จะเคลื่อนไป static statusของคุณตั้ง 1,000 ให้ได้ คุณก็เคลื่อนมันไม่ได้ เจโตโง่ๆ มันจะช้าอย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อว่าปัญญามันก็ทำให้สมดุล ความฉลาดมันรู้จักวงที่ว่า dynamic static ที่อาตมาพยายามทำความเจริญ ที่จริงมันหมุนนะ มันขึ้นมาจากก้นหอยไปปลายหอย นี่ทำให้ดูในแนวนี้ แต่ที่จริงมันหมุนนะ มันก็จะสูงขึ้นๆ ผู้รู้สัดส่วน ซ้ายขวาๆ จะเอามาใช้ทั้งซ้ายขวาทั้งบนล่างให้มันสมดุลกัน คุณไม่รู้คุณไปในแนวเดียวหนักไปดิ่ง ความเป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในในปหาราทสูตรอันนี้แหละ ความเป็นลำดับที่ได้สัดส่วนทั้งหมดทั้งมวลล่างสูงต่ำออกเหนือขวาซ้ายอะไรอย่างนี้ มันครบสุดครบมุมเหลี่ยม มันจะเกิดหมุน dynamic ผู้ที่ประดิษฐ์อักษรไทยก็เอาความรู้จักภาษาบาลีมาใช้ด้วย แต่เอามาเป็นรูปไทยก็มีรากฐานมาจากเดิมอีก เราไม่รู้ว่า คนเอารูปเดิมมาปรับปรุงคือใครบ้าง แต่อาตมาเป็นคนหนึ่งที่ร่วมกับปรุงแต่ไม่รู้ว่าคนต้นเดิมที่เอามาปรับนั้นคือใคร มีที่มาก่อนแล้วอาตมาก็มาปรับปรุง มาปรับปรุงแล้วแถมตัวเพิ่ม มีสระไทยเพิ่มขึ้นเดี๋ยวนี้ก็ใช้ได้หลายตัว _มีคำถามว่าพรหมชั้นไหนมีลักษณะคล้ายนิพพาน ขอถามว่าผู้จะอุบัติเป็นพรหม เทวดาที่ภพภูมิสูงเหนือมนุษย์ คนคริสต์อิสลามเป็นพรหมได้หรือไม่? ตอบ...ได้ ถ้าเข้าใจความหมายพรหมอย่างรายละเอียดพยัญชนะภาษาคำว่าพรหม แต่รายละเอียดของมันก็เป็นสภาวะ มีทั้งนั้นหละไม่ว่าจะเป็นคริสต์เป็นอะไร เช่นที่อาตมาเคยพูดว่า ฆ่าสัตว์จะเป็นศาสนาไหนก็ตาม บาปทุกศาสนาเลย แต่เขาไม่ถือเขาไม่รู้เขาก็ฆ่า เขาก็ได้กรรมวิบากเขา แต่เขาไม่รู้เท่านั้นเอง แม้ที่สุดเขากินเนื้อสัตว์เขาก็เป็นบาปของเขาตามสัจจะที่มันมี แต่เขาไม่รู้ เขาก็มีวิบากของเขาไป ใครจะไปตามอธิบายให้เขาฟัง คุณโง่ แล้วยังมีคนอีกเท่าไหร่ที่ตั้งใจฟัง แต่คุณโง่ไม่ฟัง อาตมาไม่มีเวลาจะไปตามคุณคนเดียว คุณก็โง่ของคุณไปเถอะ นี่ไม่ใช่ใจดำนะ คุณเองก็พยายามทำความเข้าใจเสียบ้าง หากไม่เข้าใจก็จะต้องไปไกลหลงนานในวัฎสงสารนานเท่านาน แล้วจะให้ไปทำอย่างไร เรารู้เราจึงมีที่จบเราจึงมีที่ตัด คนนี้ช่วยได้เท่านี้ คนนี้ช่วยได้เท่านี้ ก็บอกแล้ว ศีรษะใครศีรษะมัน คุณก็ไปของคุณ มันได้แค่นี้ คุณก็ช่วยตัวเองมาหาเราบ้างสิ อาตมาไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายคนเดียวก็อธิบายเฉลี่ยคนที่แน่นสุด คนที่กลางๆ คนที่หลวมๆ ก็อธิบายสลับไปสลับมาประมาณนี้ เท่าที่อาตมาจะมีพลังงานที่จะทำได้ก็ทำตรงนี้
ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ คือมันสูง สว่างกระจาย ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ มันตรงกันข้ามกับอวิหา อันนั้นมันสว่าง มันสูง กระจาย อตัปปาคือเข้ามาหาตัวตน มาหาความไม่ ต คือตัวตน อ คือไม่ ป คือทำ กริยา ต คือตัวตนตัวสภาวะ อ คือไม่ตัวปฏิเสธ ป คือมีกิริยา อตัปป ป.ปลาสองตัว ปป มันก็จะพยายามเป็นมี เราต้องพูดว่าตัวนี้ตัวมีนะ ไม่ใช่ตัไม่มีนะ ตัวไม่มีก็ต้องมี อ 2 ตัว อตอ แต่นี่มัน อตัปปะ มันก็คือตัวมี ที่ไม่ใช่สว่าง มาหาก้อนๆแท่งๆดำๆมืดๆแน่นๆ อตัปปา ไม่เอาสว่างเกินก็พร่า มืดก็ไม่รู้เรื่อง เอาให้มันเห็น จึงเรียกว่า ทัสสะ ทัสสี ทัสสา เห็น ไม่รู้เรื่องไม่เอา ก็เลยมาเป็นสุทัสสา สุทัสสี อะ อา อิ อี สุทัสสาระดับหนึ่ง สุทัสสีก็ระดับหนึ่ง ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ แปลว่าผู้งดงามน่าทัศนา ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ อันนี้ยิ่งใหญ่เลย ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ อันนี้ไม่เป็นน้องใครเลย ไม่ด้อยกว่าใครไม่น้อยกว่าใคร ไม่เป็นน้องใคร ใหญ่สุด เจริญสุด อกนิฎฐาก็จบที่ตัวอกนิฏฐา
ที่พูดพยัญชนะนี้คือสภาวะ จะเรียกว่าดำมืด จะเรียกว่าแสงสว่าง จะเรียกว่าตัวว่าตน มีมีหรือไม่มี สว่างหรือมืด จะใช้พยัญชนะแทนสภาวะอย่างนั้น หรือจะใช้พยัญชนะว่า ครุกับลหุ หนักกับเบา เร็วกับช้า ช้า คือ อารามตา เร็ว คือ ขิปปา มันก็มีสภาพที่คู่กัน เร็วกับช้า นานกับเร็ว มันก็ขยายสภาวะมิติต่างๆของสิ่งที่มันจะเป็นจะไป สุดท้ายก็จบได้ สุทธาวาสก็เป็นเรื่องของรูป นั่นคือรูปพรหม 16 รวมแล้วตั้งแต่ ปริสสะ บริวาร จนกระทั่งมาถึงนายหรือครูปุโรหิตา จนกระทั่งมามีคนคุมนายคุมบริวารอีก มหาพรหม ต่อมาขยายขึ้นมาเป็นยิ่งขึ้นไป ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา จนขยายมากขึ้นเป็นเส้าที่สาม ปริตตาสุภา อัปปมาณาสุภา แล้วเป็น สุภกิณหา มาขยายเป็น เวหัปผลา อสัญญี ลึกเข้าไปละเอียดเข้าไปเป็น 5 อตัปปาก็ทิศเดียวกับอสัญญี อวิหาทิศเดียวกับเวหัปผลา เสร็จแล้วก็พยายามมารู้เพิ่มเป็น สุทัสสา สุทัสสี จะเหลือที่สุดก็ อกนิฏฐา ครบพรหม 16 ใช้สภาวะไปสื่อสภาวะต่างๆ ใครไปหลงมีก็จะมีอยู่สูงสุดในรายละเอียด 16 ชนิดนี้ ใครจะอธิบายได้เก่งกว่า 16 ก็เอาเถอะ อาตมาก็อยากจะฟังเหมือนกัน ขยายรายละเอียดกว่านี้เอาพยัญชนะมาขยาย อาตมาเข้าใจแล้ว ขณะนี้ก็พออยู่พอกินแล้ว สบายแล้ว สุขๆทุกข์ๆนี้หมดสิ้นได้ ใช้พยัญชนะแค่นี้ก็ได้แล้ว
อรูป อีก 4 เป็นพรหม 20 จาก 16 4 ฐานที่เป็นเป็นอรูปนี้ อรูปพรหม 1.ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ อากาศ (สว่าง) เป็นสภาวะของ dynamic เป็นสภาวะของนาม อากาศว่างแล้วเป็นรูป 2.ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ วิญญาณเป็นนาม 3.ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ มืด เป็นสภาวะของมืดเป็นสภาวะของ static 4.ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ อากาศว่างแล้วเป็นรูป วิญญาณเป็นนาม วิญญาณคือธาตุรู้ แล้วเป็นธาตุรู้ที่ใช้พยัญชนะคือรวมขยายจากธาตุรู้เป็นเวทนา สัญญา สังขาร เป็นต้น ขยายเวทนาไปอีก 108 เป็นต้น ก็ล้วนแล้วอยู่ในตัววิญญาณทั้งนั้น สัญญาจะเป็นสัญญา 10 จะเป็นสัญญาอะไรอื่นๆอีกเท่าไหร่ เยอะแยะอีกสัญญาเหมือนกัน สังขารก็เอามาสรุปรวมเป็นกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร เท่านั้นก็แล้วกัน ส่วนเราจะทำอภิสังขารให้มันมีหรือไม่มี คุณก็แยกย่อยเอา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านรับผิดชอบก็คือ ตัวอาการที่มีแล้วมันสุขหรือมันทุกข์ เพราะว่ามันทุกข์แล้วมันทำลาย มันเป็นพิษ ถ้ามันสุขแล้วมันก็ไม่เป็นพิษกับใคร แต่มันก็ไม่สูญ สุขมันก็ไม่สูญ ท่านถึงจัดการสุขลงไปอีกให้มันสูญ พยัญชนะสุขเองมันคือสูญ สุ นั้นดี ข นั้นว่าง ว่างนั้นแหละดี ว่างหรือสูญนั้นแหละ ไม่มีเปล่าๆนั้นแหละดี พยัญชนะมันก็สื่อสภาวะกลับกันอีก สุขนั้นมันสภาพมี ส่วนสูญนั้นเหมือนไม่มี หรือว่าว่างก็ไม่มี ไม่มีนั้นดีกว่า แต่ถ้าจะอนุโลม สุขก็สุขวะ มี มีอะไร มีสิ่งที่ไม่มีนั้นดี อากาศ ว่าง วิญญาณธาตุรู้ อากิญ นิดน้อย มืดดำ เป็นสายไม่ใช่อากาศ สว่าง เป็นสายดำ ดำมีที่จบก่อนสว่าง อากิญจึงมีอยู่แค่นี้ ส่วนอากาศยังมีธาตุรู้ที่จะต้องตามรู้ไปอีก อากาศหรือมีจึงมาถึงเนวสัญญา นาสัญญา เนวสัญญา นาสัญญา สัญญาคือธาตุรู้ กำหนดรู้ เนวสัญญากับนาสัญญา นาแปลว่าต่างๆ เนว แปลว่าจะรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ยังไม่รู้กึ่งรู้กึ่งไม่รู้ คือประเภทตัวรู้ที่มันเป็นกระเทย มันรู้ครึ่งหนึ่งไม่รู้ครึ่ง ไม่เป็น 1 ยังเป็น 2 ยังเป็นธาตุ 2 กำหนดรู้ยังไม่รอบถ้วนยังไม่เด็ดขาด เนวสัญญา เพราะฉะนั้นต้องทำให้รู้ ไม่รู้ไม่ได้ ต้องพ้นความไม่รู้ให้ได้ คุณต้องทำตนเองให้รู้รอบหมดเลย นาสัญญาคือต้องรู้อะไรต่างๆตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด จนกระทั่งเหลือ 1 1 นี้รู้บ้างไม่รู้บ้างรู้มากกว่าครึ่ง หรือรู้น้อยกว่าครึ่ง รู้มากกว่าไม่รู้ หรือไม่รู้มากกว่ารู้คุณก็ต้องทำให้รู้ให้หมด เนวสัญญา ไม่รู้ไม่ได้ ทำให้ทะลุเลยไม่รู้ไม่มี ก็เป็นสัญญาเวทยิตตัง นิโรธังโหติ คุณก็จบโหติ แท้แน่ ด้วยการสัญญากำหนดรู้ เวทยิตตัง ความรู้สึกหรือความรู้ธาตุรู้ทั้งหลาย เวทยิตตะ คุณเคล้าเคลียอารมณ์นี้ คุณเจาะไชใช่หมดเลยรู้ให้หมดสัมผัสให้หมด ไม่มีเอกเทศไหนๆที่เราจะไปไม่ถึง เหมือนน้ำจุณสี เราไปแช่ ให้น้ำจุณสีไปซึมได้ทุกเอกเทศไม่มีรูขุมขนได้เลยที่อันนี้จะไปไม่ถึง มันถึงหมดรู้หมด พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเหมือนจุณสีที่แช่น้ำแล้วมันซึมซับไป ไม่มีที่ไหนที่จุนสีจะไปไม่ถึง รู้หมด เนวสัญญา นาสัญญา กำหนดรู้ตัวนี้ เนว น คือไม่มี ว คือ มี เนวะ น คือตัวปฏิเสธ เป็นอักษรตัวไม่มีปฏิเสธสูงสุด ว คือพฤติกรรมตัวที่ 4 ของพยั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive