สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน ความคิด ปัญญา ญาณ แบบไหนนอกพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข12 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน ความคิด ปัญญา ญาณ แบบไหนนอกพุทธ _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ · กราบเรียนถามพ่อท่านว่า คนกินเหล้าเขารู้ว่ากินเหล้าไม่ดีเสียเวลาเสียเงินเสียสุขภาพ เลิกเหล้าเมื่อไรก็ได้อยู่ที่ใจ อยากเลิก แต่เลิกไม่ได้สักที่จะทำอย่างไรครับท่าน พ่อครูว่า…คุณอาจจะเลิกได้เป็นคราวๆ แต่เสร็จแล้วก็วนเวียนอีก นี่คือความสำคัญของการไม่จบนิพพาน นิพพานนั้นจะต้องไม่เวียนกลับอีกเลย นิรันดรด้วย คุณจะไม่เวียนกลับอีกเลยนิรันดร มันต่างกันตรงนี้แล้วคุณบอกว่าชั่วคราว พวกชั่วคราวนี้ก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ดีไม่ดีสะกดไว้ได้นานมากแล้วก็ดับได้นานมาก เมื่อตื่นมาก็รู้สึกว่าสะกดได้อยู่นาน จนนึกว่าเราได้เป็นนิรันดร์ สะกดได้นะสะกดไว้ไม่ได้ล้างกิเลสออก นาน ก็เลยนึกว่าไอ้นี่แหละนิรันดร์ นี่คือเทวนิยมตัวร้าย อาฬารดาบส อุทกดาบสนี่แหละ หลายคนเกิดมามีขันธ์ 5 มีจักษุ แต่คนไม่มี วิชชาญาณ ปัญญา แต่มันมีอาโลก แสงสว่าง คุณมีเวลาอยู่ในโลกวันละ 24 ชั่วโมงแต่คุณสะกดจิตได้นานกว่า 24 ชั่วโมง คุณก็หลงนึกว่าคุณเก่ง เสร็จแล้วก็นึกว่าคุณได้แล้วนิรันดรนี่คือความซวยตรงนี้แหละ เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้ที่ลืมตาปฏิบัติ อย่าไปนั่งหลับตาสะกดจิต คนนั่งหลับตาสะกดจิตอาตมาเห็นใจจริงๆเลย น่าสงสาร อย่างอ.บูรพา ผดุงไทย เขียนในไทยโพสต์แท็บลอยด์ อาทิตย์ละครั้ง เผยแพร่แบบเทวนิยมสมถะ ยังไม่ตื่นยังไม่อะไรเลยยังไม่ออกมายังจมอยู่อย่างนี้น่าสงสารที่สุดเลย ฟังดูตัวอย่าง คำว่าฌาน อ.บูรพาก็ไม่รู้ ฌานคืออาการที่เป็นไฟ แต่ไปเข้าใจว่าเป็นอาการเพ่งอยู่ในจิต ฌานคืออุณหธาตุที่จะเผากิเลส เป็น dynamic แต่เขาเข้าใจเป็นแบบ static จึงต้องอีกนานมากกว่าจะรู้ อาจารย์บูรพาอายุไล่เลี่ยกับอาตมาตอนนี้อายุ 70 กว่าแล้วอาตมาก็ 80 กว่า ขึ้นหัวข้อว่า “นิวรณ์ในฌาน”

อ่านต่อ

....ในการเข้าฌาน (พ่อครูว่ายังมีเข้าออกเป็นแบบเทวนิยม) ในการเข้าฌานนั้นถ้าจิตมันเข้าสู่ภาวะ ฌาน ได้ นิวรณ์ต่างๆทางกายทางจิตมันก็ครอบงำจิตเราไม่ได้อยู่แล้ว (พ่อครูว่า อันนี้เป็นฌานแบบหลับตา ) ตรวจดูอาการในจิตตัวเองไม่มีกิเลสไม่มีกามไม่มีพยาบาทไม่มีง่วงเหงาหาวนอนไม่มีฟุ้งซ่านมันสบายนิ่งรู้ อย่างชัดเจนไม่สงสัยไม่มีวิจิกิจฉา อ่านในอาการ ลิงค นิมิต ในจิตในภวังค์แคบๆภายในภพ ตาหูจมูกลิ้นกายไม่เกี่ยวมีทวารเดียว มันไม่ยาก ง่าย ที่นิวรณ์ต่างๆครอบงำจิตเราได้เพราะเราว่าจิตเรายังไม่เดินเข้าสู่สภาวะฌานสมาธิอย่างแท้จริง ที่ทางกายและทางจิตมันก็ครอบงำ นิวรณ์ครอบงำเราไม่ได้อยู่แล้วถ้าจิตเราเข้าสู่ฌาน (หลับตา พ่อครูว่าตอนนั้นนิวรณ์เข้าไม่ได้ก็จริงอยู่แล้ว ) เพราะว่าจิตเรายังไม่เดินเข้าสู่สภาวะฌานสมาธิ พอเราปฏิบัติอบรมจิตจนจิตมันได้เป็นสภาวะฌานสมาธิ นิวรณ์มันจะครอบงำอะไรเราไม่ได้เลย (พ่อครูว่า จริง อาตมาก็ไม่สงสัยว่าทำได้จริงเพราะเคยทำมา ) แม้ว่าจะออกจากฌานสมาธิแล้วก็ตาม ปัญญา ในส่วนที่เคยเข้าฌานมาก็จะสามารถสยบนิวรณ์อย่างที่ หยาบๆได้ง่ายๆ ปัญญา (พ่อครูว่า...ปัญญาของอาจารย์บูรพาต้องเกิดในขณะเข้าฌานสมาธิแบบนั่งหลับตาและปัญญาจะโผล่ขึ้นมาให้เห็น เป็นปัญญาคนละเรื่องกับปัญญาทางพุทธ ที่ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสและจะเกิดมีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ครบองค์ 6 แต่นี่นั่งหลับตาแล้วมันก็จะเกิดขึ้นมา) ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในฌานตาม แต่ปัญญาที่มันเคยเข้าไปถึง มันจะมีปัญญาแจ้ง ที่ติดออกมาด้วย ทำให้เมื่อเกิดนิวรณ์อย่างหยาบๆนั้นมันสามารถใช้ปัญญาสกัดกั้นนิวรณ์พวกนั้นได้ แต่ถ้าไม่อยู่ในฌาน แต่ถ้าเป็นการอบรมจิตล้วนๆแล้วนิวรณ์เข้าไม่ได้ เพราะตัวตนมันหายหมด ลมหายใจก็ไม่ปรากฏ พวกนิวรณ์หรืออาการต่างๆทางกาย มันก็เลยหายไปหมดด้วย ก็ใช่คุณอยู่ในภพของจิตเท่านั้น หากเราไม่ได้ปฏิบัติสมาธิภาวนาอบรมจิตปฏิบัติได้ก็จะเป็นแต่เพียงความคิดเท่านั้น (พ่อครูว่า..ปัญญาตัวที่อาจารย์บูรพาพูด มันจะไม่ใช่แค่ความคิดแต่จะเป็นตัวรู้ที่ พุ่งขึ้นมารู้ ถ้ายังมีความคิดอยู่ไม่ใช่ปัญญา ตรงกันข้ามกับศาสนาพระพุทธเจ้าที่จะต้องมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ต้องเปรียบเทียบ ต้องขบคิดต้องอะไร แต่นี่ให้มันใสปุ๊บสะอาดปั๊บเป็นอย่างนั้นเลย เป็นสิ่งที่เป็นอุปาทานเป็นนิรมาณกาย เป็นองค์ประกอบคือธาตุรู้ของคุณกับอีกอันหนึ่งแม้จะเป็นความว่าง สองอย่างที่คุณรับรู้ก็สร้างอันนี้ให้ตัวเองก็นึกว่าเป็นสมบัติ ก็ได้แต่ตอนหลับตา พอลืมตาออกมาสิ่งเหล่านี้ไม่มีเพราะไม่เป็นความจริงมันเป็นอุปาทานที่คุณสร้างขึ้นมาเป็นนิรมาณกาย แล้วพวกเทวนิยมจะสร้างขึ้นมาอย่างนี้ด้วยกันร่วมกันได้จะกลายเป็นอุปาทานหมู่ แต่ไม่ใช่รูปอันเดียวกันนะ ต่างคนต่างเป็นเป็นนิรมาณกายเป็นกายว่างๆนี้เหมือนกันหมดเลย จึงเรียกว่าสัมโภคกาย คือการที่คนบริโภคความลวง บริโภคความไม่จริงเป็นอุปทานเหมือนกันไปหมดเลย แล้วก็เป็นอาทิสมานกาย เป็นองค์ประชุมของรูปนามหรือสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาต่างคนต่างไม่มีใครเห็นความจริง แต่คุณนิรมาณกายขึ้นมา ความจริงมันไม่มีเลยเป็นอาทิสมานกาย นี่คือกาย 3 คือ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย อทิสมานกายคือมันไม่มีไม่เห็นหรอก สัมโภคกายคือบริโภคร่วมกันแล้วสร้างอย่างเป็นตัวตนร่วมกันด้วยนิรมาณกาย แต่มันไม่มีตัวตนจริง เป็นของลมลมแล้งๆยิ่งกว่าลมลมแล้งๆ ก็ปั้นให้มันมีได้ เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมาก มันไม่มีตัวตน เป็นดินน้ำไฟลมเลย เพียงอากาศยิ่งกว่าลมแล้งๆขึ้นมา ก็สุดสงสาร คุณจะจมอย่างนี้อีกนานเท่านานกับสิ่งที่มันไม่มีอะไรไม่มีจริงเลย เมื่อไหร่อาจารย์บูรพาจะตื่นก็ไม่รู้ แล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหานำพากันไป ถ้าจะมาพูดเพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษากัน ในโลก พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีอาจารย์ 6 คนในต่างมุมของความคิด 6 อย่าง ท่านรวมแค่ 6 อย่าง ที่จริงมันมีเป็นร้อยเป็นล้าน มันจะมีแนวคิดแตกต่างกันไปเป็นธรรมดาธรรมชาติต้องมีสำหรับคนที่ต้องแสวงหาอยู่ ยังไม่มีญาณปัญญา รู้สัจธรรมมันเป็นธรรมดาธรรมชาติบังคับเขาไม่ได้เขาต้องเป็น แต่อาตมาอธิบายให้กับผู้ที่ยังจมอยู่กับอาจารย์บูรพาระวังจะจมไปอีกนานเท่านานเหมือนกับอาจารย์บูรพา เพราะฉะนั้นต้องหาสิ่งที่ต่างจากอาจารย์บูรพาบ้างแล้วก็จะพบการเปรียบเทียบและคนก็ตัดสินในตัวให้ดี อาจารย์บูรพาเป็นอย่างที่อาตมาว่าหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะจมไปอีกนานเท่านานงมงายอยู่กับสิ่งที่ไร้ความจริง ไร้สาระแท้) เช่นเราปฏิบัติไม่ถึงฌานสมาธิก็ได้แต่นั่งคิดธรรมะเอา เช่น ปฏิบัติไปก็เกิดความว่างขึ้น แค่ระดับว่างๆ เฉยๆ ยังไม่ถึงฌาน (พ่อครูว่าพยัญชนะทั้งนั้นเลย) ก็อาจจะเจอสภาวะต่างๆที่มากวนใจได้ เช่น จากนิวรณ์บ้าง หรือจากสิ่งต่างๆที่เกิดในจิตบ้างเพราะความว่างนั้นยังไม่ถึงฌานสมาธิ (พ่อครูว่า...แล้วเมื่อไหร่คุณจะถึงฌานสมาธิ คุณทำให้เกิดจิตว่างได้แล้วก็ทำให้มันตั้งมั่นเป็นสมาธิ) เพราะความหวังยังไม่ถึงฌานสมาธิเราจึงได้แค่ใช้ความคิดนั้นนั่งคิดทำไปเรื่อยๆ เคยอ่านเคยฟังสิ่งใดมาก็นำมานั่งคิด (พ่อครูว่า..คุณก็วนเวียนอยู่ในสัญญาเอามานั่งย่อยนั่งคิด จะต่อยอดความคิดไปแบบไหนอย่างไรก็ตามมันก็แค่ความคิด ไปติดใจอะไรในความคิด ) ถึงแม้ว่าธรรมะที่เคยได้ยินได้ฟังมาเราจะวิเคราะห์ธรรมะเหล่านั้นจะต่อยอดจินตนาการความคิด จนฟังดูลึกซึ้งแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังเป็นแค่ความคิด ยังไม่ใช่ปัญญาแท้จริง (พ่อครูว่า... ปัญญาของท่านอาจารย์บูรพา คือจะต้องเป็นตัวความรู้ที่เกิดจากการนั่งทำฌาน แล้วมันจะโผล่ขึ้นมาเลย อย่าไปคิดจะไปเปรียบเทียบอะไร แล้วเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้ มีตัวสำคัญตัวนี้ ที่เขาเคยอธิบายคือตัวที่ไม่เคยรู้มาก่อน ที่จริงแล้วตัวที่ไม่เคยรู้มาก่อนที่นั่งหลับตาแล้วมันขึ้นมามันคือสัญญาเก่า แต่คุณจะไปรู้นิพพานจะไปรู้อะไรใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยการลืมตามีสภาวะนั้นไม่มีหรอก คุณเข้าไปดูของเก่าที่คุณเคยมีอยู่มันมีอยู่ในสัญญาไม่รู้กี่ล้านชาติ มันขึ้นมาคุณก็ดีใจ แล้วพระพุทธเจ้าก็สรุปความรู้อันนี้ ถ้าจากอดีตมีแต่ 18 อย่าง ถ้าอนาคตที่ปรุงแต่งกันขึ้นมาจะมีอันใหม่ก็ตาม เก่าก็ตาม ในอนาคตมันจะมี 44 อย่าง พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงเอาไว้ในพรหมชาลสูตรมีทั้ง 62 ทิฎฐิ คุณจะนึกคิดอย่างไรมันก็มีแค่ 18 สรุปย่อเค้นคั้นมา 18 อย่าง สักวันอาตมาจะเอามาอธิบายทิฏฐิ 62 นี้ ซึ่งถ้าคั้นเค้นแล้วอดีตมี 18 อนาคตมี 44 อาตมามั่นใจว่าพอรู้จะอธิบายได้แม้จะยังไม่เต็มที่ อาจารย์บูรพายังติดยึดอันนี้ในตัวเองมันเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่องต้องคนที่มั่วด้วยกัน อาตมาไม่มั่วอาตมารู้ก็เลยพูดกับท่านได้รู้เรื่อง อาตมาพูดไปเผื่อท่านจะได้ยิน แต่ท่านไม่ฟังหรอก ถ้าเกิดจะฟังอาตมาเดี๋ยวจะไม่ยอมก็เลยไม่ฟัง ) จะต่อยอดความคิดแบบไหนก็ตามมันก็เป็นเพียงแค่ความคิด น่าจะเป็นธรรมะที่เคยได้ยินได้ฟังมา มันก็วิเคราะห์ธรรมะเรานั้นจะต่อยอดจินตนาการความคิด จนฟังดูลึกซึ้งแค่ไหนก็ตามมันก็ยังเป็นแค่ความคิดยังไม่ใช่ปัญญาแท้จริง (พ่อครูว่า...ปัญญาของอาจารย์บูรพาคือแบบลมๆแล้งๆไม่มีประโยชน์อะไรต่อโลกเลย แต่ที่จริงมันคือสัญญาเก่าของอาจารย์บูรพาเองที่ไปหลงว่าเป็นปัญญามันคือสัญญาเก่า หมดสัญญาเก่าแล้ว สัญญาเก่ามี 62 เท่านั้นอ.บูรพาเอ๋ย นอกจากนั้นก็จะไปสร้างขึ้นมาอีก ) ความลับของจิตนี้ เกินกว่าความคิดหรือสมมติบัญญัติใดๆจะมาอธิบายได้ ครบถ้วนจนกว่าจะหยุดคิดได้เมื่อไหร่จิตมันถึงจะรู้ ( พ่อครูว่า..เป็นสัญญาเก่าที่เขามีมันมีเป็นล้านชาติไม่หมดง่ายๆหรอก ) ความคิดจึงไม่ใช่รู้ (พ่อครูว่า.. ถ้าความคิดไม่ใช่รู้มันก็เป็นวัตถุเป็นอุตุนิยาม เพราะธาตุรู้ทุกธาตุคือธาตุจิตนิยามนามธรรมแล้ว บอกว่าความคิดไม่ใช่ธาตุรู้ มันก็เป็นอุตุนิยามสิ ขนาดธาตุพีชนิยามมันก็ยังรู้เลย พีชะก็คิดแค่กรอบของมัน มันได้แต่เอาตามกรอบของมันท่าเดียว พีชะ ถ้าอ.บูรพาไม่สามารถเข้าใจพวกนี้ได้จะมาแยก พีชนิยาม อุตุนิยาม จิตนิยามไม่ได้หรอก เมื่อแยกไม่ได้ กรรมนิยามคุณทำไม่ได้ ไม่เดิน ต้องแยกจาก สามนิยามนี้ พืช อุตุ จิต ก็เป็นไปไม่ได้เลย ) ความคิดถึงไม่ใช่รู้ รู้สึกไม่ใช่ความคิด (พ่อครูว่า...แล้วจะให้ความคิดมันเป็นอะไร ให้มันเป็นดินน้ำไฟลม คิดนี่) อาการรู้นั้น เป็นอาการที่เกิดความเข้าใจ เข้าใจแล้วนี่มันไม่ต้องคิด เข้าใจด้วยไม่ใช่มีกรอบของสมมติบัญญัติครอบเป็นอัตตาอะไรอยู่ เช่นเราเคยเรียนรู้อะไรมาตั้งแต่เด็กจนโตมันก็สะสมเป็นความคิดเป็นประสบการณ์ต่างๆไว้ หากเรายังคิดอยู่ จะคิดเท่าไหร่มันก็ไม่พ้นอำนาจจากกรอบของสิ่งที่ครอบเราอยู่ แล้วสิ่งที่ครอบเราอยู่มันไปยึดเป็นมาตรฐานต่างๆ เป็นความผิดชอบชั่วดี ที่ถูกปรุงแต่ง โดยสมมุติบัญญัติ ความคิดที่มันเกิดจากกรอบของอัตตา มันจึงไม่พ้นจากกรอบของสมมุติบัญญัติได้ ต่อให้มันต่อยอด ลึกซึ้งแค่ไหนมันก็ไม่ใช่รู้แจ้งแท้จริง จนกว่าจิตเราจะเลยจากกรอบนี้ไปได้ มันถึงจะรู้แจ้งแทงตลอด รู้แบบไม่มีกรอบ มันแจ้งโลกแจ้งธรรม ซึ่งจะไม่เหมือนกับที่เราได้เรียนได้ยินมา (พ่อครูว่า..น่าเห็นใจมากเลย) บางคนภาวนาไปจนถึงขั้นรู้นี้ แต่มันจะไม่ได้รู้ทันทีหรอก ภาวนาไปสิ้นสุดความคิดแล้วมันก็ไม่มีอะไรให้รู้เรียกว่ามันรู้ ว่าง ถึงแม้จะว่าง แต่มันก็ยังเป็นอาการรู้ แต่ไม่ใช่คิดนะ เพียงแต่รู้นั้นมันไม่มีอะไรให้รู้เท่านั้นเอง มีโอกาสก็ปฏิบัติไปเถอะ พอจิตมันพร้อมแล้วมันรู้เอง ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะไม่รู้อะไร ยิ่งมีครูบาอาจารย์แนะนำให้มันไม่ว่างหรอก พอมันถึงความพร้อมแล้วมันจะรู้เอง เป็นปัญญาผุด ที่มันจะอ๋อขึ้นมาเอง (พ่อครูว่า..โอ้โห อาตมาเห็นใจ อาตมาเคยประสบอย่างที่อาจารย์บูรพาพูดนี้แล้วเขาติดอยู่เมื่อไหร่เขาจะเลิกหนอ ติดยิ่งกว่า) อาการรู้อย่างที่เขาปฏิบัติก็คืออาการรู้ธรรมะอย่างนี้เหมือนกันนี่แหละเรื่องของจิตจึงเป็นเรื่องสากลที่ไม่ได้แบ่งแยกทางชาติศาสนา (พ่อครูว่า..ตกลงคุณไม่เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นไม่เป็นอื่น คุณก็เลยไปเอาอื่นๆมานั่งหลับตามันจะได้เหมือนกันหมดเป็นสากล แต่ขอยืนยันว่าของพระพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้นของพระพุทธเจ้าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ อันเดียวกันเท่านั้นเองแต่เป็นของศาสนาพุทธเป็นของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ทุกพระองค์มีมาไม่รู้นับองค์ไม่ถ้วน ก็เห็นความต่างกันไม่ได้ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบกับสากลมันคนละเรื่องกันเลย แต่คุณไปเอาของพระพุทธเจ้า ไปเป็นสากล คุณกำลังจะทำลายศาสนาพุทธนะ เพราะคุณว่าของพระพุทธเจ้าเป็นสากล แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่สากลเป็นของสามัญเป็นของหนึ่งเดียวของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เขาบอกว่าไม่แบ่งแยกทางชาติศาสนา) ใครที่ฝึกจิตอบรมใจเป็นอย่างดีก็สามารถที่จะพ้นอำนาจของความคิดได้ (พ่อครูว่า..แค่บอกว่าตีทิ้งความคิดก็สุดสงสารแล้ว ) การอบรมจิตของแต่ละชาติศาสนาจะมีวิธีแตกต่างกันบ้าง แม้แต่ศาสนาพุทธก็ยังแบ่งเป็นกรรมฐาน 40 วิธี เพียงแต่จะประจักษ์ส่วนไหนขึ้นมาเท่านั้นเองธรรมะในโลกนี้มีเยอะนะธรรมะมันอยู่รอบตัวเรามาให้ฝึกจิตจนเข้าถึงธรรม ถ้าเข้าถึงภาวะนี้ได้จะเห็นว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นธรรมะทั้งสิ้น (พ่อครูว่า...ใช่ ธรรมะโดยความเป็นสรรพนามทั้งสิ้น แต่ธรรมะที่เป็นนิพพานนั้นไม่ใช่สรรพนามไม่ใช่ทั่วไป ไม่ใช่ Common noun แต่เป็น Proper noun อย่างนี้เป็นต้น)620510_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แม้พระพุทธเจ้ายังต้องตรัสรู้ด้วย จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน