สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน สัมผัสวิโมกข์ให้ถึงญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน สัมผัสวิโมกข์ให้ถึงญาณ พูดๆ แล้วเหมือนรังเกียจโลกียธรรม ที่จริงก็น่ารังเกียจน่าเบื่อระอา น่าหน่ายคลายโลกียธรรม แต่ปฏิบัติธรรมไม่จริงก็ไม่ได้จริง จิตก็ไม่เบื่อหน่ายคลายจริงไม่มีนิพพิทาวิราคะ เป็นญาณ 16 (โสฬสญาณ) 1. นามรูปปริเฉทญาณ ญาณจำแนกรู้รูป-รู้นามและ นามก็เปลี่ยนเป็น“รูป” ให้ถูกรู้อีก ว่ายึดครอง 2. ปัจจยปริคคหญาณ ญาณรู้ปัจจัยของการยึดถือ มั่น ครอบครองมั่น หลงเอารูปทั้งหลายมายึดจนเที่ยง . 3. สัมมสนญาณ ญาณรู้เห็นรูป-นามของกิเลสตัณหา ซึ่งยังวนๆ อยู่อย่างเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ไม่เที่ยง 4. (1)อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดกิเลส -เห็นความเสื่อมไปของกิเลส ชาติ ชรา มรณะ สุข-ทุกข์เวทนาต่างๆ 5. (2)ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย 6. (3)ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7. (4)อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ . ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย 8. (5)นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 9. (6)มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น .(อตัมมยตา) 10. (7)ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง . การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น . 11. (8)สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย 12. (9)สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็น ไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม 7. ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ เมื่อทำได้เร็วได้ไวเป็นเนกขัมสิตอุเบกขาได้เร็ว จิตก็จะปริสุทธา ปริโยทาตา จะมีสิ่งที่บริ
อ่านต่อ
สุทธิ์แล้วจะมีบริสุทธิ์เสมอ แม้จะทำงานกระทบสัมผัสอยู่ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเลย ทำงานอยู่สัมผัสอยู่ก็จะทำความบริสุทธิ์ได้เสมอปริโยทาตา ขาวผ่องรอบเสมอ แล้วมุทุภูตธาตุ อาตมาเรียกจิตหัวอ่อน แต่แบบเขาว่าจิตอ่อนก็ไม่ค่อยดีแต่ที่จริงจิตใจแข็งแรงทำงานอย่างเร็วไว แววไว ทำงานก็สั่งสมมุทุ กายปาคุญญตาเป็นกายกัมมัญญตา เกิดกัมมัญตา เป็นตัวที่ 4 ของอุเบกขา เจริญขึ้น ยิ่งกาย วจี มโนแคล่วคล่องว่องไวทำงานได้คือ เนกขัมสิตอุเบกขา แต่การไปนั่งหลับตาสะกดจิต เป็นเคหสิตอุเบกขา จะไม่เกิดแบบนี้เลย ทำให้จิตนิ่งแข็ง แม้จิตก็ให้นิ่งไม่รับรู้ดับสัญญาดับเวทนา ก็ยิ่งไม่มีกายกัมมัญญตาไม่ต้องพูดถึงจิตประภัสสร จิตผ่องใสไม่มีหรอก จะผ่องใสอย่างสมบูรณ์แบบตามอุเบกขา 5 ประการนี้ไม่มี คนไม่มีความรู้เรื่องของฌานสมาธิ แม้เรื่องเจตสิกอุเบกขา ไม่รู้แล้วเอามาพูดมันจึงได้เสื่อมเสียและผิดเพี้ยนไปหมด ศาสนาพุทธเศร้าหมองไปหมด เพราะไม่ได้ทำผลอันสมควรก่อน ไม่ได้เรียนรู้ให้ปฏิบัติจนบรรลุก่อนแล้วค่อยสอนผู้อื่นศาสนาจึงได้มัวหมอง ธรรมะจึงได้มัวหมอง _(คุณอู๊ดถามว่า ถ้าหากว่ากลางวันเราปฏิบัติแบบลืมตา แล้วตอนมืดค่ำแล้วก็ปฏิบัตินั่งหลับตาจะสอดคล้องกันไหม ) พ่อครูว่า...จะไปยากอะไร ลืมตานี้ควบคุมจิตได้ยากกว่าหลับตา หากเรียนรู้ควบคุมจิตในตอนลืมตาได้ ตอนไปหลับตาจะไปยากอะไร การนั่งสมาธิจะไม่ได้ควบคุมอะไรกับตาหูจมูกลิ้นกาย การเลี้ยงวัว 5 ตัว กับเลี้ยงวัว 1 ตัวอะไรยากกว่ากัน หากมีสัมมาทิฏฐิแล้วจะนั่งหลับตาก็ได้ แต่อย่าไปเข้าใจว่านั่งแล้วดับกิเลส นั่งหลับตาดับกิเลสไม่ได้หรอก จะต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายต้องมีรูป ต้องมีอัชฌัตตัง มีพหิทา มีสัมผัสภายนอกมีสัมผัสภายในด้วย ต้องตีความให้แตก ท่านไม่ได้ตัดลัดเอาข้อใดข้อหนึ่ง ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 มีทั้ง อัชฌัตตังอรูปสัญญีเอโก พหิทารูปานิปัสสติ ท่านละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าให้หมดกิเลสจากนอกก่อน แล้วล้างกิเลสในรูปภพ แล้วต่ออรูปภพอีก ในกามตัณหาก่อนแล้วไป ภวภพ(รูปภพ,อรูปภพ) ก็เหลือแต่วิภวภพ คือไม่มีภพแล้ว ขอยืนยันว่า ถ้าอาตมาไม่มาเกิดยุคนี้ อย่าหวังเลยจะได้ยินคำอธิบาย สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็จะอยู่แต่ในพระไตรปิฎก ก็มีอธิบายในบุคคล 7 ประเภท แล้วก็มีที่อื่นบ้าง คนศึกษาธรรมะ แต่ไม่รู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย วิโมกข์เขาก็เข้าใจว่าอยู่ภายใน แต่ให้สัมผัสดัวยกาย เขาก็จะงงมาก เพราะคำว่ากายเขาไม่รู้เรื่องเลย การสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายให้รู้ว่ากายนั้นมีภายใน แต่ไม่ทิ้งภายนอก ยากตรงนี้แลหะ กายต้องมีการสัมผัสธรรมะ 2 ถ้านั่งดับทิ้งกายไม่มีภายนอกแล้ว ผิดตั้งแต่ต้นทาง พูดไปแล้วก็ยังยากที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นความรู้ของชาวพุทธ แม้แต่ในเมืองไทย เขาได้ยึดทั้งหมดแล้วว่ากายนี้ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับจิต แล้วการทำให้จิตเกิดสมาธินั้นไม่เกี่ยวกับกาย ทำจิตเท่านั้นอย่าไปรับไปรู้อะไรกับกาย อย่าออกนอกจิต พูดกันอย่างนั้นเลย อย่าส่งจิตออกนอก จึงได้ยากเย็นแสนเข็ญที่จะทำให้เขารู้ ที่จะมาปฏิบัติมาเข้าใจให้ถูกต้องจึงยากเย็น การจะไปนั่งหลับตานั้นไม่ยากหรอก ที่สันติอโศกก็พาให้ฝึกปฏิบัติตอนบ่าย นั่งเจโตสมถะ มีสมณะเอาภาระพานั่งหลับตา แต่ที่นี่ไม่ค่อยทำกันเท่าไหร่แต่ทำได้ส่วนตัวเป็นอุปการะ การนั่งหลับตาปฏิบัติจะมีประโยชน์ 4 ประการ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี เหมือนทบทวนลงบัญชี ขาดทุนกำไร อะไรเกิดหรือดับ อย่างไร 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) อย่าไปหลงนั่งหลับตาแล้วมีมโนมยอัตตา สะกดจิตตัวเองเข้าทรง อาตมาเคยเล่นมา สะกดจิตด้วยอุปาทาน ไม่มีวิญญาณอื่นมาเข้าหรอก มีแต่จิตตัวเองทั้งนั้น 600918_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กายคืออะไรทำไมสำคัญนัก