สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน น้ำปัสสาวะถือเป็นกายไหม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน น้ำปัสสาวะถือเป็นกายไหม อยากจะอธิบายซ้ำของ คุณถาวร เวียนตระกูล ถามว่า หนังจะนับว่าเป็นกายไหมครับ น้ำปัสสาวะที่ยังอยู่ข้างในร่างกายถือว่าเป็นกายไหมครับ พ่อครูว่า….ผิวหนังที่ขูดออกจากร่างกายหลุดร่อนออกไปได้โดยไม่เจ็บ ก็จะร่อนง่าย ไม่ใช่กาย ส่วนเล็บที่ยาวออกมาเกินประสาทจะรับรู้ได้ ไม่ใช่กายแล้ว ตัดได้ ที่มันสัมผัสแล้ว ตัดทิ้งได้ เอาออกได้โดยไม่เจ็บไม่รู้สึกเลย ประสาทเราไม่ได้รับรู้ ไม่รู้สึก อันนั้นแหละไม่ใช่กาย อันไหนที่มีจิตรับรู้ร่วมอยู่ด้วยจะเป็นผิวหนังก็ตาม จะเป็นอื่นก็ตาม ผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนไหนที่รับรู้สึกได้ อันนั้นเป็นส่วนที่เป็นกาย ที่ไม่รู้สึกได้ไม่ใช่กาย อันไหนมีแต่รูปไม่มีนามเรียกว่าไม่ใช่กายอันไหนมีนามและรูปเรียกว่ากาย โดยเฉพาะต้องมีนาม กายจึงคือจิตมโนวิญญาณ กายจึงไม่ได้โน้มไปที่รูปแต่โน้มเน้นไปที่จิตวิญญาณ หรือนาม แต่ทุกวันนี้ในภาษาไทยคำว่ากายโน้มไปทางรูป ดินน้ำไฟลม ที่ไม่รับรู้ความรู้สึกแล้ว นี่คือความเชื่อสนิทผิดเด็ดขาดของศาสนาพุทธ คำว่ากายเป็นที่รู้โดยทั่วไป ชาวไทยมีอยู่ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพุทธก็รู้ว่าคำว่ากายคือรางกาย ตอบด้วยอัตโนมัติจะเป็นอย่างนี้ แม้แต่ผู้ที่ศึกษาบาลีถ้าบอกว่ากายคืออะไร ถ้าไม่ตั้งหลักดีๆเขาจะนึกถึงแบบทั่วไปกายคือร่างกาย กายคือข้อแรกในโพธิปักขิยธรรม 37 คือกายในกาย ที่เป็นโลกุตรธรรม เดี๋ยวนี้เขาไม่พูดกันแล้ว ท่านพุทธทาสเป็นผู้นำเอาโลกุตรธรรมมาอธิบายโดยองค์รวม แต่ไม่ได้อธิบายโดยลงรายละเอียด แม้กระทั่งรูป 28 รูป 24 ก็ตาม ต้องอธิบายจึงจะเรียกว่าโลกุตระ แต่ท่านพุทธทาส ยังไม่ถึงขั้นนั้น ก็บอกว่าโลกุตระนั้นแตกต่างจากโลกียะ ท่านไม่เข้าถึงอภิธรรม จิตเจตสิก จึงบอกว่าตีทิ้งอภิธรรม เป็นอภิธรรมเม็ดมะขา
อ่านต่อ
ม โลกุตรธรรมต้องรู้กายในกาย เป็นตัวแรกคือกายในกายเลยในสติปัฏฐาน 4 ของโพธิปักขิยธรรม 37 แต่ท่านพุทธทาสยังรู้ภาษาของโลกุตระแบบมีความรู้ที่เป็นความรู้อื่น อัญญะแล้ว แต่ไม่รู้ในระดับละเอียด ท่านถึงได้อธิบายเป็นภาษาองค์รวมกว้างขว้างในภูมิของท่านเป็นลักษณะทั่วไป ไม่ได้เจาะในรายละเอียดสภาวะธรรมต่างๆ ยังทำไม่ได้ อาตมาก็มาต่อยอดจากท่านพุทธทาส ขออภัยที่ต้องพูดแล้วเหมือนยกตนข่มท่าน แต่มันเป็นวิชาการเป็นความรู้ ท่านใดปลูกฝัง เบื้องต้นไว้อาตมาก็มาต่อ กลางไปเรื่อยๆ ก็ดี ธรรมดาสามัญไม่มีใครมาสอนถึงโลกุตระอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในคำสอนของท่านในพระไตรปิฎกก็มี อย่างในอาณีสูตร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า ต่อไปในอนาคตเมื่อพูดถึงโลกุตระแล้ว คนจะไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจไม่สนใจฟัง มีแต่จะไปฟังคำที่ไพเราะของผู้ที่เป็นภาษาใหม่ ของผู้สอนใหม่บัญญัติใหม่ ก็ไปยินดีกับที่เขาบัญญัติใหม่นั้น ส่วนความเป็นโลกุตระที่ลึกซึ้ง ก็จะไม่รู้กันแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ศาสนาพุทธยังไม่หมดไป ศาสนาพุทธยังมีอยู่เลย ก็พยากรณ์ไว้แล้วว่า ภายภาคหน้าจะเป็นอย่างนี้ ว่า เหมือนกลองอานกะที่มันแตก มันลิ เขาก็เอาไม้ใหม่มาปะหนังใหม่เชือกใหม่มาปะ กลายเป็นกลองชื่อเก่าแต่เนื้อไม้เนื้อหนังเนื้อเส้นเชือก องค์ประกอบของกลอง ไม่ใช่ของเก่าแล้วเป็นของเทียมขึ้นมา ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็ยังชื่อว่าศาสนาพุทธเหมือนชื่อกลองอานกะเหมือนเดิม แต่เนื้อแท้นั้นไม่ใช่ของพุทธแล้ว ท่านตรัสไว้ล่วงหน้า ขณะนี้ศาสนาพุทธดำเนินมาถึง 2000 เกือบ 2600 ปีแล้ว ความหมายของโลกุตระได้หาย ความเข้าใจในโลกุตระไม่มีแล้ว อาตมาได้นำมาประกาศและอธิบายขึ้นให้เข้าใจโลกุตระ โลกที่สอนกันเหลือแต่โลกียะ อาตมาก็ได้นำโลกุตตระมาสอนมาประกาศขึ้นมาใหม่ ที่จริงเป็นของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของอาตมาแต่เอามาประกาศขึ้นใหม่ ในพระไตรปิฎก ก็มีอยู่ แม้แต่ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าจะมีผู้รู้
โลกุตระนั้นเช่นฌานวิสัย เป็นเรื่องอจินไตย โลกียะก็เป็นอจินไตยได้ แต่มันเผิน คนก็พอรู้ได้ อธิบายได้ไม่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) สำหรับโลกุตระแล้วต้องเป็นสัตบุรุษเป็นผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิจริงๆจึงจะสอนได้ ฌานของศาสนาพุทธ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเรียน เขาสอนกันว่า ฌานก็เป็นการหลับตา ไปนั่งหลับตาธรรมชาติ กำลังหรี่หลับ เลยเป็นภาษาสแลงเรียกคนที่กำลังหรีหลับว่า เข้าฌานแล้ว เอาคำว่าฌานไปใช้ผิดหมด ฌานนั้นเป็นเรื่องของคนตื่นไม่ใช่ของคนหลับ เป็นชาคริยา เป็นพุทธะ ไม่ใช่หรี่หลับ ความเข้าใจนั้นกลับเป็นคนละเรื่องเลย นี่คือเครื่องชี้บ่งว่า ความเข้าใจศาสนาพุทธนั้นผิดไปแล้ว เขาก็เข้าใจและยึดถือกันอย่างนั้นจริงๆสอนกันอย่างนั้น พยายามอธิบายและประกาศเผยแพร่กันอย่างนั้น ฌานต้องเป็นคนที่ตื่นแจ่มใสเบิกบาน ฌานต้องมีคู่กับปัญญา ที่ใดมีปัญญาที่นั่นมีฌาน ที่ใดมีฌานที่นั่นมีปัญญา หนังที่อยู่ส่วนภายนอกร่างกายไม่รับรู้สึกไม่เจ็บแล้วไม่ใช่กาย แต่ถ้าส่วนของหนังที่มีประสาทเชื่อมโยงอยู่เป็นส่วนของกาย กายต้องมีเวทนามีจิตวิญญาณรับรู้ น้ำปัสสาวะที่อยู่ในร่างกายก็นับเป็นกาย ยังไม่ได้หลุดออกมาข้างนอก ถ้าปัสสาวะทิ้งออกมาข้างนอกแล้วก็ไม่ใช่กาย แต่ถ้าอยู่ข้างในก็เป็นกาย 600920_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้