สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรร 37) ตอน ทำวิโมกข์ 8 ด้วยกายทำอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อพ่อครู(โพธิปักขิยธรร 37) ตอน ทำวิโมกข์ 8 ด้วยกายทำอย่างไร _ทำวิโมกข์๘ด้วยกายทำอย่างไรคะ พ่อครูว่า...วิโมกข์แปลว่าความบรรลุ เมื่อไม่เข้าใจวิโมกข์เลย ทำไม่ถูกต้องตามวิโมกข์ ก็ไม่มีการบรรลุ วิโมกข์ 8 นั้น 3 ข้อแรกเป็นขั้นตอนการปฏิบัติ ๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ต้องมีการผัสสะแล้วเห็น ปัสสะ แปลว่าเห็น ผู้มีรูป แสดงว่าต้องมีตัวคนหมายถึงคน คนตาดี ก็ต้องมองเห็นรูป มีรูป คนตาดี แต่ไม่มีลองกองเป็นรูป ก็ไม่มีรูป แต่คนตาบอด แม้มีส้มโอลองกองอยู่ข้างหน้าคนตาบอดก็ไม่มีรูปี รูปี แปลว่าต้องมีรูป สรุปแล้วรูปีต้องมีสอง มีคนที่มีธาตุรู้Subject และมีสิ่งที่ถูกรู้ Object รูปานิ คือรูปทั้งหลายอย่างเดียว คุณก็เป็นรูปๆหนึ่งอีกคนจะมาสัมผัสรู้รูปของคุณสัมผัสตัวคุณ คุณเอง สามารถรู้ตัวเราเอง รู้โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา นั่นคือสามารถเรียนรู้ธรรมะ 2 เรียนรู้รูปนาม เมื่อมันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เราต้องมีญาณปัญญา เข้าไปรู้เวทนาเข้าไปรู้จิต แม้จิตก็เป็นนาม เราเป็น Subject เป็นตัวรู้เข้าไปสัมผัส เวทนาที่เป็นจิต สัมผัสของจริงเลย เรียนรู้กันทุกวันนี้ เผินมากเลย ถามเวทนาก็ตอบบัญญัติ แล้วคุณสัมผัสเวทนาจริงหรือ ถ้าไม่สัมผัสเวทนาจริงจะไม่เรียนรู้ทุกข์อริยสัจได้ ในจิตนั่นแหละแยกเป็นเวทนาเจตสิก ต้องรู้อาการของทุกข์คือเวทนา ถ้าเรียนรู้อาการทุกได้ในจิตก็คือเรียนรู้เวทนาได้ ถ้าไม่สามารถรู้เวทนาและแยกแยะเมื่อสัมผัสความจริง จิตมันเกิดทุกขเวทนา อาการเป็นสภาวะจริง ถ้าไม่มีสัญญา ปัญญากำหนดรู้ว่า กำลังทุกข์อยู่ในจิตเลยสัมผัสกองไฟ มันก็ร้อนทุกข์ กายิกทุกข์ง่ายๆ แต่ถ้าเจตสิกทุกข์ นี่เขาด่าเรา เขาส่งเสียงด่าเรา แล้วก็หายไป คำด่ากระทบหูรู้เรื่อง ถ้าหากคนไม่ถือสากัน เช่นเพื่อน
อ่านต่อ
กับเพื่อนด่ากันแรงๆก็ไม่ถือสา แม่ด่าลูกก็ไม่ถือสากัน ดูว่าแม่เจตนาดี คำเตือนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่เราควรแก้ไข จะเรียกว่าเป็นคำด่าเป็นภาษาที่แรงเพื่อจะให้ลูกรู้ตัวเข้าใจอันนี้แล้วเปลี่ยนแปลงพิจารณาอย่าไปเป็นอย่างนั้นอีก เป็นความปรารถนาดีของแม่ก็เข้าใจ แต่ถ้าคนสัมผัสเล็กน้อยแล้วก็ถือสาก็ต้องรับมันไป เรียนรู้รูปนามอันนี้แหละเรียนรู้กายรู้ใจเรียนรู้กุศลอกุศล เรียนรู้สิ่งที่ผิดสิ่งที่ถูกแล้วก็เลิกล้างสิ่งที่เป็นอกุศลให้หมดไปจากจิต ทำให้หมดไปได้นั่นแหละคือโลกุตระ จิตใจที่ได้รับการล้างกิเลสออกไปล้างหน้ากุศลออกไป จนจบ ถ้าไม่จบมันก็ยังมีอีกก็ต้องล้างให้สนิทให้สมบูรณ์จนเป็นของตัวเอง ๒. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (๑๐/๖๖) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ๓. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.๑๐ ข.๖๖ / ล.๒๓ ข.๑๖๓
คำว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเป็นคำของพระพุทธเจ้า อธิบายไว้ในบุคคล 7 ได้บุคคลถึงขั้นระดับที่ 5 กายสักขี พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า กายสักขี ต้องสัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกายจึงจะอาสวะหมดสิ้นไป พอถึง ปัญญาวิมุติ ท่านก็แปลบาลีว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ฟังแล้วก็เหมือนต่ำกว่ากายสักขี ปัญญาวิมุติ มีคำว่า น เหว ถ้าให้อาตมาแปล ก็แปลว่าไม่ต้องไปกล่าวว่า ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุตจะต้องสัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกาย ก็ละไว้ เพราะผู้เป็นปัญญาวิมุตินั้นมีพลความบอกว่า อาสวะหมดสิ้นแล้ว เป็นอรหันต์ แต่กายสักขี ยังไม่ใช่พระอรหันต์ มีอาสวะบางอย่างหมดสิ้นแล้ว แต่ปัญญาวิมุตินี้ดับอาสวะหมดสิ้น เพราะฉะนั้นปัญญาวิมุติจึงสูงกว่ากายสักขี กายสักขี มีคำว่าสัมผัสวิโมกข์๘ด้วยกายจึงบรรลุอาสวะสิ้น เพราะฉะนั้นในปัญญาวิมุตินี้ไม่ต้องกล่าวอีก(นเหว) จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก ก็ทำมาตั้งแต่ต้นแล้วอย่างสัมมาทิฏฐิ ปัญญาวิมุติจึงเป็นอาสวะขั้นไหนแล้ว อุภโตภาควิมุติจึงดับได้ทั้งอาสวะและอนุสัย ฌาน เป็นพลังงานไฟกองใหญ่ไฟที่พิเศษสามารถสลายทำลายไฟราคะโทสะโมหะได้ มีฤทธิ์กำจัดไฟอื่นๆได้ 600920_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้