สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มูลกรรมฐาน 5 ถึงกายปัสสัทธิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.66 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มูลกรรมฐาน 5 ถึงกายปัสสัทธิ มูลกรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนังพิจารณา แยกกายแยกจิตได้เหมือนกัน เอาที่เล็บก่อน เล็บติดอยู่ที่ตัวคน เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดไม่เป็นกาย การแยกมูลกรรมฐาน 5 นั้นที่เขาเข้าใจผิดกัน เขาเลยแยกกายแยกจิตว่า ผมขนเล็บฟันหนัง เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ท่องบาลีท่องไทยด้วย เขาก็ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกาย นอกนั้นเป็นจิตหมด ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ แม้หมอแมะก็สัมผัสเข้าไปได้ หมอปัจจุบันก็ใช้ สเต็ทโตสโคป แต่หมอแมะเขาละเอียดกว่า แมะแค่นี้รู้ปอดหัวใจได้ แต่หมอปัจจุบันไม่รู้เท่าในอันนี้

กาย เอาเล็บมาอธิบาย เมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไรไม่เป็นกาย ก่อนอื่นต้องเข้าใจกว่า กายต้องมีจิตร่วมด้วย ถ้าไม่มีจิตร่วมด้วยไม่ใข่กาย เล็บที่ยาวออกมา ส่วนที่ตัดทิ้งไปแล้วไม่ใช่กายเราแล้ว แต่คนที่ยึดเป็นเราเป็นของเรา มันยึดว่าเป็นกายของเราเก็บไว้เสียดาย สวย เป็นของขลัง ยิ่งใหญ่อะไรก็แล้วแต่แต่ตัดแล้วไม่ใช่กาย แต่ที่ยังไม่ตัดมีความเป็นกายด้วยไหม ที่จะไม่เป็นกายก็คือ คุณต้องรู้เรื่องนิยามชีวิต 5 อุตุ พีชะ จิต เมื่อเล็บยาวพ้นจากปลายประสาท ปสาทรูป พ้นเขตประสาทไม่มีโคจรรูปไม่มีสิ่งเชื่อมโยงไม่มีจิตร่วมเข้ามา ไม่มีอาการจิตร่วมสิ่งเหล่านี้จึงไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เล็บหรือผมที่ยาวออกมาตัดเท่าไหร่มันก็ไม่รู้สึกไม่เจ็บ มันไม่มีวิญญาณ หากไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณก็ไม่ใช่กายเราแล้ว เป็นพีชนิยาม มันยังต่อเนื่องจากกายเราเป็นเพียงพีชะ ไม่มีประสาทรับร่วม จิตไม่ได้เข้าไปร่วมทำงานกับส่วนนี้แล้วตัดทิ้งได้ ไม่รู้สึกเจ็บไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ อันนี้จึงไม่ใช่กาย แต่เป็นพีชะที่ต่อเนื่องจากจิตนิยาม ส่วนเล็บที่มีประสาททำงานหากตัดเข้าก็เจ็บ มันเป็นจิตนิยามไม่ใช่พีชะ ตรงนี้ไม่มี

อ่านต่อ

ใครสอนกันหรอก บอกแล้วว่าถ้าอาตมาไม่มาสิ่งเหล่านี้หายไป พิจารณามูลกรรมฐาน 5 ก็หยาบๆ กายไม่เกี่ยวกับจิต เขาจะบอกว่ากายปัสสัทธิก็คืออย่าดุกดิก ร่างกายก็คือดินน้ำไฟลม อย่าเอาจิตไปรู้มัน ให้มันนิ่งเฉย เขาก็ว่าคือกายปัสสัทธิ ในอานาปานสติ พิจารณากายสังขารให้ ปัสสัมภยังกายสังขารัง ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบระงับ ทำกายสังขารให้สงบระงับ ปัสสัมภยังกายสังขารัง เขาก็ให้นั่งนิ่ง กายอย่าดุกดิก ปัสสัมภยังกายสังขารัง เรียกว่ากายปัสสัทธิแล้ว แต่ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั้น คุณต้องเข้าใจความเป็นกาย ที่มันมีความซ้อนของเวทนาในเวทนา ซ้อนอยู่ในจิตในจิต ซึ่งเป็นความทรงไว้ในธรรมะ ธรรมะไม่ต้องไปเอาอะไรมาก คือรวมกายเวทนาจิต ถ้ารูปนามเรามีอกุศลจิตผสม มันจะเกิดธรรมะ 2 มันจะเกิดการขัดแย้ง จะเกิดภาวะ 2 อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ต้องเรียนธรรมะสองแล้วทำให้เหลือหนึ่ง เป็นเอกัคตาจิต เอกธรรมที่ยิ่งใหญ่นะไม่ใช่เอกจิต ถ้าทำจิตให้นิ่งมันไม่ใช่จิตที่วิเศษที่ยิ่งใหญ่เลย คนทำเอกัคตาจิต ในขณะลืมตา จิตเป็นเอก เพราะทำให้เวทนาเจตสิก เวทนาตัวหนึ่งเก๊ อีกตัวเป็นเวทนาแท้คุณดับเวทนาเก๊ ทำให้เหลือเวทนาแท้ก็ไม่เกิดธรรมะสองแล้ว นี่คือผู้มีแต่ผู้เดียวไม่ใช่หมายถึงเอาร่างกายปลีกเดี่ยว เดี๋ยวเดียวเป็นอรหันต์ อย่างนั้นไม่ใช่หนีไปผู้เดียว ไม่มีผู้รู้ไม่มีสัตบุรุษไม่มีมิตรดีสหายดีบอก แต่ที่พูดนี้เขาไม่ฟัง หากฟังทิ้งขว้างก็ไม่รู้เรื่อง ขนาดตั้งใจฟังขนาดนี้ก็ยังไม่บริบูรณ์เลย ต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ท่านสำทับไว้เลย ว่าฟังธรรมะให้บริบูรณ์จะได้เกิดความศรัทธาที่บริบูรณ์ แล้วจึงทำการโยนิโสมนสิการได้บริบูรณ์ ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องมีโยนิโสมนสิการ หาก อโยนิโสมนสิการหรือมนสิการไม่โยนิโส ก็เลิกเลย มนสิการแต่ว่าการทำใจในใจ ถ้าคุณทำใจในใจไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่โยนิโส ที่แปลว่าถึงที่เกิด กายกลิ (กิเลส สิ่งที่เป็นโทษภัย ต่อจิต) องค์ประชุมของกลิ หรือกาลี ตัวจิตที่เป็นกาลีกินจิตต้องทำลายตัวนี้ ถ้าทำลายตัวนี้ไม่ได้ก็ทำใจในใจไม่เป็น ทำอกุศลจิตให้ดับไม่ได้ คุณจะโยนิโสมนสิการไม่ได้หรอก 600918_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กายคืออะไรทำไมสำคัญนัก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน