สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ตลาดอาริยะ ตลาดแห่งการให้_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.71 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ตลาดอาริยะ ตลาดแห่งการให้ ตลาดอาริยะเราจัดมาถึงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 38 ปีแล้ว เป็นเจตนาที่เราจะทำด้วยความจริงใจ เราหาเครื่องกินเครื่องใช้ต่างๆนานา มาขาย 1. เจตนาขายให้เห็น การพาณิชย์ ซึ่งการพาณิชย์ของมนุษย์ คือเอาสิ่งแลกเปลี่ยน ซึ่ง แบบทุนนิยมเขาใช้หลักตายตัวคือ maximize profit ได้กำไรมามากเกินเท่าไหร่ยิ่งดี แต่หลักสัจธรรมนั้นคือ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ประเทศไทยเรามีกุศลมีความเจริญสูง เพราะว่ามีในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จะมี สยังอภิญญา มีความรู้ยิ่งของตัวเองติดตัวมาแต่ปางบรรพ์ เป็นความรู้พิเศษเชิงโลกุตระ ซึ่งโลกียะธรรมดา คือ กำไรของเราคือ ไม่ขาดทุนของเรา หรือให้ชัดเจนคือมีแต่จะเอากำไรมาๆ คืออุดมการณ์โลกียะปุถุชน แต่โลกุตระ มีความเห็นอย่างแท้จริง มีอัญญา อัญญะ เป็นความรู้ชนิดอื่น ซึ่งเป็นความรู้ความเห็นที่จริง ไม่ใช่แค่เป็นปรัชญาความเห็น อย่างเช่นในหลวงของเราตรัสมาจากพระทัยชัดเจนว่า ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา พูดอย่างนี้นักเศรษฐศาสตร์ ก็บอกว่าพูดได้อย่างไร แต่ท่านตรัสมาจากพระทัยของท่านจริงๆว่าเห็นจริงอย่างนั้น ความเห็นนี้เรียกว่า อัญญะ เป็นความรู้พิเศษที่เห็นจริงอย่างนั้นจริงๆ อาตมาพาทำ ไม่ได้ทำอย่างโลกๆเขา เช่น ลดราคาขายแบบโลกๆ เอาสินค้าค้างสต๊อกมาขาย ไม่ใช่ เราขายต่ำกว่าราคาทุนจริงๆ ปีหนึ่งเอาเงินมาลงทุนเสียสละจริงๆ ขายต่ำกว่าทุนจริงๆ ทุนจริงเราจะบวกค่าทุกอย่าง ทั้งค่าแรงงาน ค่าโสหุ้ยเสร็จแล้วคือต้นทุน ค่า error ซึ่งถ้าทางโลกีย์ก็คิดไม่ให้ขาดทุนสักเม็ด แล้วจะโก่งไปเรื่อยๆ ให้มากแล้วอ้างว่าคือทุน แล้วก็ขายกำไรเกินทุนอีก ขนาดคิดทุนก็ให้มากเข้าไว้ รวมค่าอะไรต่างๆ ค่าความรู้ ค่าโฆษณาเป็นต้นด้วย แต่ของเราพยายามขายให้ข

อ่านต่อ

าดทุน ค่าขนส่งเป็นต้น ค่าแรงไม่คิดอยู่แล้ว การแสดงออกและทำจริงว่าเราได้ขาดทุนจริงๆ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เราทำแล้วก็สบายใจ ว่าชีวิตเราได้มีคุณค่าเราได้ให้เราได้เสียสละ อยู่ในสังคม สรุปแล้วว่า การพัฒนาจิตวิญญาณมนุษย์ก็ไม่มีอะไรนอกจากการให้ ให้คนเราเป็นคนที่มีชีวิตนี้มีแต่ให้ แต่มีเพลงๆหนึ่งบอกว่า พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้ ...แต่ให้แบบนี้แฝงกาม แต่ถ้าไม่แฝงกามเลย มีความจริงใจความเข้าใจ ว่าเรากำลังมีชีวิตเพื่อให้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงหลับ เราได้ให้อะไรแก่โลกแก่มวลมนุษย์อีกหรือไม่ เป็นความจริงใจเห็นจริงและเป็นปัญญาความรู้ ว่าชีวิตเรามีแต่ให้นี่แหละมีคุณค่า ตัวเราทั้งตัวมีคุณค่า เราให้คนอื่นได้ ให้สิ่งที่ดี ให้สิ่งที่ควรสิ่งที่ประเสริฐ ใช้ปัญญาไตร่ตรองทุกอย่าง ด้วยสัปปุริสธรรม 7 กาละนี้ บุคคลนี้ กลุ่มนี้ เนื้อหาเท่านี้ ตัวเราก็เท่านี้ ครบครัน สัปปุริสธรรม 7 ประการว่าเราควรให้เท่าไหร่อย่างไร เราไม่ใช่ผู้ผลิต หลายอย่างเราต้องไปจ้างเขาทำให้ เช่นเครื่องจักสาน เป็นเครื่องใช้ไม้สอยอุปโภคบริโภค อาหารสดก็มี อาหารจานละ 1 บาท ใครจะไปเชื่อจะกินกี่จานก็จานละ 1 บาท ตอนนี้เราจัดรู้สึกว่ามีโรงเรือนใหญ่ไม่กระจัดกระจาย อย่างไรติดต่อตำรวจมาช่วยดูแลด้วย 13-15 เมษายน ถ้าได้ทั้งตำรวจดูแล และตำรวจจราจรด้วยจะดีมาก เพื่อจะได้บริการช่วยกัน ก็น่าจะดีขึ้น เพราะเรามีโรงเรือน ทุ่นแรงงานเวลาอีกมาก ข้างล่างที่โล่ง จะพยายามใช้งานตลาด เวลาสามัญก็ให้เป็นตลาดกลายๆ มีแตงโม มีลูกท้อ มีผลไม้ มีเห็ดฟาง เป็นเครื่องกินเครื่องใช้ พวกเราประดิษฐ์เครื่องใช้ไม่ค่อยเก่ง แต่เรื่องเครื่องกินเราทำได้เก่ง ที่เราพยายามกระทำ อาตมาว่าอาตมาใช้ชีวิตทางนี้ ตั้งแต่ตัดสินใจออกจากฆราวาส ที่ใช้เวลา 36 ปีทำมาหากิน แย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตั้งแต่เลิกออกมาจากทางฆราวาส ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจบวช ที่ไม่คิดบวชเพราะเห็นความจริงว่านักบวชหรือพระ เขาบวชไม่จริง บวชไม่สัมมาทิฏฐิ บวชตามประเพณีจารีต สองเขาบวชเพื่อปฏิบัติให้ได้นิพพานแต่มิจฉาทิฏฐิ บวชเล่นบวชหัว บวชเพื่อหาลาภยศเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ แล้วจะบวชทำไมหากไม่มุ่งหานิพพาน ไม่เห็นว่าจะมีสัมมาทิฏฐิก็เลยไม่รู้จะบวชกับเขาทำไม ก็เลยออกไปอยู่เป็นฆราวาสชาย วัดอโศการาม นุ่งเสื้อขาว กางเกงขาสั้น ตอนนั้นอาตมาเป็นดาราโทรทัศน์ ออกตอนค่ำ ถึงสองทุ่ม เป็น prime time คนดูกันเยอะ แต่ออกมาปฏิบัติธรรม เดินสุขุม ตามองแค่ชั่วแอก ใครเห็นเดินมาก็ต้องสะดุดใจ ตอนนั้นเปิดเขียนคอลัมน์ธรรมะในหนังสือบันเทิงด้วย ชีวิตอาตมามีอะไรประหลาดบ้าบอ แต่อาตมาไม่แปลกประหลาด เพราะเราต้องเป็นตัวนำ ต้องประพฤติตัวเองนำให้เด่นชัด เหมือนเวอร์ แต่แปลกแล้วจะได้คิดว่ามีอะไรแฝงในนั้นเป็นโลกุตรธรรม แต่คนก็เข้าใจอาตมาไม่ได้ เข้าใจเวอร์ๆโต่งๆ มันเป็นเช่นนั้น เป็นความจริงใจ อย่างในหลวงตรัส ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่เข้าใจ แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ความจริงแล้วมันเป็นเช่นนั้น คนจะรู้สึกว่าชีวิตเราได้ขาดทุน เราได้ผลิตออกจากตัวให้คนอื่น ชักเนื้อของตนให้คนอื่นได้ คือชีวิตที่ประเสริฐ เป็นกำไรเป็นส่วนได้มา Gain ชีวิตนี้จึงมีค่ามีประโยชน์ ถ้าชีวิตของเราสามารถที่จะเป็นประโยชน์ (หิตะ) พหุชนหิตายะ มีชีวิตเพื่อเป็นประโยชน์แก่คนส่วนมาก ตามที่ความจริงบารมีของเราทำได้ ถ้าเราทำได้จริง ชีวิตเรามีค่า วันๆหนึ่งได้สร้างสรรเสียสละ ด้วยสัปปุริสธรรม 7 เช่น ทุกวันนี้ผลผลิตทางกสิกรรมทั่วไป มีสารพิษ เป็นโทษภัย เราก็มาทำให้ดี ปรับปรุงขึ้น อย่างแตงโมลูกนี้ หลายกิโล เราพยายามทำสิ่งที่ขาดแคลนจำเป็นเป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งในสังคม บางอย่างไม่ขาดแคลนเราก็เสนออย่างนี้ บางอย่างไม่มีเราก็เสนอเข้าไปเช่น โลกุตระไม่มีในสังคม เราก็พยายามนำเสนอโลกุตระ ก็เลยกลายเป็นพื้นมนุษย์สังคมในไทยมีแต่โลกียะ แต่โลกุตระโด่เด่ออกมามีแต่พวกอโศก เลยเหมือนไม่กลมกลืนกันกับสังคม ไม่กลมกลืน 600411_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน 6

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน