สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน หากติดรสอาหรจะพิจารณาอย่างไรดี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาหาร 4) ตอน หากติดรสอาหรจะพิจารณาอย่างไรดี _Boy Mungchomklang (บอย มุ่งชมกลาง)· ฟังพ่อครูบรรยายธรรมซ้ำๆ หลายครั้ง หลายครา ทำให้ได้ลดละสิ่งที่ยังค้างยังคาลงได้เรื่อยๆ เมื่อปฏิบัติตามลำดับ ก็ได้สิ่งที่แปลกใหม่ เพราะผมยังล้าหลังอยู่ แต่ก็ยินดีอยู่เสมอๆที่พอได้ลดความโง่ของตนเองลงบ้างเท่าที่ได้ครับ ซึ่งผมก็ยังมีข้อบกพร่องที่จะต้องพัฒนาตัวเองตามลำดับอีกมากครับ อยากจะขอความเมตตาจากพ่อครูให้ปัญญาชี้แนะด้วยครับ เรื่องมีอยู่ว่า 1.ผมเป็นคนที่ติดในรสชาติของอาหารอยู่ ควรจะพิจารณาอย่างไรดีครับ 2.หลายครั้งที่ไม่หิวแต่ก็ มีกำลังที่น้อยที่จะสู้กับความอยากไม่ค่อยได้ครับ...กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า...คุณบอกว่าหลายครั้งไม่หิวแต่ก็ทนความอยากไม่ได้ แสดงว่าคุณก็พอรู้ว่าความอยากเป็นอย่างไร คำว่าความอยากนี้คุณเข้าใจแล้ว แล้วเอามาเปรียบเทียบเอามาถาม อย่างอาตมาไม่เคยหิวข้าวหิวน้ำ อย่างน้ำก็มีผู้คอยให้ดื่มๆ จนอาตมาตั้งให้เป็นอธิบดีกรมประปา ก็พูดเย้ากันเล่นไป เป็นประโยชน์ คือบางทีมันไม่สมดุลก็ต้องเติม อาตมาก็เข้าใจก็ค่อยเป็นไป หิวกับอยากมันต่างกัน อยาก มันเป็นความแส่หาของกิเลสเป็นตัณหา ส่วน หิว เป็นความต้องการของร่างกาย และในความหิว อย่างอาตมาไม่หิวคือตัดทิ้งพยัญชนะความต้องการของร่างกาย อาตมาก็เลยไม่รู้ ก็ต้องมีคนคอยดูแล อย่างเช่นอันนี้ๆ เช่นทุเรียนนี้ กินมากไปแล้วก็ควรหยุด หรืออย่างแป้งมากไปก็เปลี่ยนเป็นใถั่ว จนตอนนี้น้ำหนัก 54.9 แล้ว คืออาตมานี้ ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา คือ เราให้ผู้อื่นเลี้ยงไว้ เรามีหน้าที่ทำงานก็ทำงานไป มันไม่ทัน เพราะ 1.ของเรามีเยอะ 2.คนจะรับก็มีเยอะ ที่จริงอาตมายังเอื้อมไปได้อีก แต่พวกเราก็ดี ช่วยขยายละเอียดลออไปให้ก็ช่วยกัน 1.ผมเป็นคนที่ติดในรสชาติของอา

อ่านต่อ

หารอยู่ ควรจะพิจารณาอย่างไรดีครับ พ่อครูว่า... อันนี้แหละจะต้องพิจารณาไปตามคำสอนพระพุทธเจ้าให้ชัดเจนเลยว่า มันเป็นไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนมันไม่มีตัวจริง เพราะฉะนั้น รสอร่อยหรือรสอาหารที่เป็นอัสสาทะแล้วมันไม่เที่ยงมันไม่คงที่ บางทีเขาชั่งตวงวัดมาเลยอย่างเก่า แต่ทำไมวันนี้มันถึงไม่ค่อยอร่อย หรือปรุงเองด้วยซ้ำ มันก็เกี่ยวกับจิตของคุณเองที่ไปยึดถือบางทีมันก็เซ็ง กินมันก็ไม่อร่อย อะไรก็ได้ทำให้เซ็ง มันเป็นเหตุปัจจัยมันไม่เที่ยงมันไม่ใช่ของแท้ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความลึกซึ้งอันนี้ลึกซึ้งมากเลย เพราะถ้าคุณสมใจคุณก็สุขคุณไม่สมใจคุณก็ทุกข์ นี่สรุปเข้าเป้า แล้วสุขทุกข์มันไม่มีจริง มันมายา เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงดับทุกข์ดับทุกข์หมดเลย รู้เลย แล้วไม่ใช่ไปอยู่ป่าแล้วไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ใช่ แต่อาการเวทนาความรู้สึกของคุณไม่มีอาการสุขไม่มีอาการทุกข์ ไม่มีอาการโสมนัสไม่มีอาการโทมนัส ไม่มีเลยจริงๆ จิตของคุณต้องเป็นอาการกลางอย่างนั้นจริงๆเลย ไม่ใช่ไปนั่งมันเป็นมันมีแต่คนไม่รู้ว่ามันมีมันเป็นเข้าใจไม่ได้ ไม่ใช่ คุณต้องเข้าใจให้ได้ว่ามันมีนะ แล้วเดี๋ยวนี้ทำให้มันไม่มีได้ คุณจะเปรียบเทียบเองได้ แต่ก่อนมันมีคืออย่างนี้ แล้วตอนนี้มันไม่มี มันต่างกันของคุณเอง ลิงค หรือเพศ ที่มันไม่เหมือนกัน คำว่าเพศ หรือลิงคะ ทำความแตกต่าง ลิงค เป็นภาษาบาลี เพศ ก็เป็นภาษาบาลี มันต่างกัน ความต่างกันคือมันไม่เป็นอันเดียวกัน จนมันไม่มีเลย หรือมันมีเหลือนิดนึง มันก็แยกกันยาก ก็เคยอธิบายพูดมาไม่รู้กี่ที คุณต้องอ่านอาการที่เป็นนามธรรมละเอียดลออพวกนี้ให้ชัดเจนไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ต้องไป ฮึดฮัดว่าเราไม่รู้ ให้เรียนรู้ไปจากของจริงที่คุณเกี่ยวข้องในชีวิตสามัญ แล้วคุณก็มีสติสัมปชัญญะ รับรู้ และศึกษามีธรรมะวิจัย ว่าเราลดลงแล้วนะ ตัวธาตุรู้คือ ปัญญานี่ มันมีฤทธิ์เข้าใจ ว่าแต่ก่อนมันมี แต่ตอนนี้มันจางคลาย ก็จะเป็น วิราคานุปัสสี จนมันดับ นิโรธานุปัสสี อ่านในปัจจุบัน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่สัมผัสอยู่ในเหตุในปัจจัยนั้น ตอนนี้มีแตงโมลูกนี้อยู่กินยังไม่หมดลูกเลย ขนาดลูกนี้แท้ๆทำไมชิ้นนี้มันหวานทำไมชิ้นนี้มันจืด ชิ้นนี้มันฉ่ำดีเช่นนี้ไม่ฉ่ำเลย ชิ้นนี้มันขาวแดงๆนี่มันแดงแจ๊ด แม้แต่ในลูกเดียวกัน คุณก็รู้ในรายละเอียดพวกนั้นเลยมันก็เป็นอย่างที่มันเป็น คุณก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงนี้ แล้วจิตใจคุณก็ไม่วูบวาบไม่ผลักไม่ชัง จิตของคุณนิ่งกลาง คุณจะสามารถอ่านอาการจิตที่คุณเป็นกลาง ในจิตนี้ จิตของคุณไม่ไปไม่มา ไม่มีอันตา ไม่ไปข้างนี้ ไม่ไปข้างนั้น เป็นอาการนิ่งอยู่ตรงกลาง ไม่ไปทางกาม ไม่ไปทางอัตตา เลย ในทางกาม มันหยาบ เพราะฉะนั้น จะละได้ก่อน สัมผัสภายนอก ได้แล้วมันก็เหมือนมีภายนอกเหมือนกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ถ้าอยู่ข้างในเรียกว่า รูปราคะ ขั้นหยาบภายในก็ล้างอีก เรียก รูปราคะ หมดไปก็เหลือละเอียดเป็นอรูปราคะ คุณก็ลดล้างอีก เป็นอาสวะ ก็รูปราคะ อรูปราคะ ลดได้ก็จะมีมานะ ถือดี เราเองดี เป็นตัวตน ดีไม่ดีก็เป็น มานะ อติมานะ เป็นอุปกิเลส คุณก็จะติดอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าคุณลดลงได้อีก ก็จะเหลือเศษเล็กเศษน้อยธุลีละอองเป็นอุทธัจจะ ฟุ้งฝอย ละเอียดลอออยู่ อาสวะก็เป็นของที่รู้ในระดับนอกเลย อนุสัยก็จะเป็นเรื่องภายในเลยเป็นเรื่องซับซ้อน อนุสัยมี 7 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) คุณจะต้องมีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่ามีของลึกๆภายใน อนุ ตัวตนน้อยๆอยู่ภายใน เป็นตัวตน สยะ (สก สว สยะ) สยะ เป็นตัวต้นที่สุดเลย ย ร ล ว (ตัว ว คือ ปรุงแต่งออกมาจาก 3 ตัวแรก) ว ตัวนี้ไม่ใช่ สกะ สกะยิ่งหยาบ แต่สยะ นี้ตัวเล็กตัวเริ่มหมดอนุสยะ คือหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สยะ ตัวเล็กสุดเรียกอนุสัย หมดตัวนี้จบเลย เมื่อเหลืออนุสัย 7 ต้องมีทิฏฐิที่สมบูรณ์ หากไม่สมบูรณ์จะต้องทำให้สมบูรณ์ให้ได้ จนพ้นวิจิกิจฉานุสัย 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) ก็เรียนรู้ มานานุสัย ตัวตนที่ละเอียดลึกลงไป กลับตัว ภว คือรูปที่ละเอียดกว่ารูปราคะ อรูปราคะ 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) เป็นรากฐานของราคะ ราคะมันรวมทั้งปฏิฆะเลย มันเป็นตัวผลักตัวดูดเลย ภวราคานุสัยหากหมดก็หมดอวิชชานุสัย ก็สิ้นสุด 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11)

630626_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติศีล 5 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน