สื่อธรรมะพ่อครู(เวทนา) ตอน นัยละเอียดของอรูปฌาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เวทนา) ตอน นัยละเอียดของอรูปฌาน ลูกได้น้อมนำคำสอของพ่อท่านมาจัด Composition ใหม่ให้กับตัวเอง ด้วยกระบวนการ Process คือ โพธิปักขิยธรรม 37 และ สัมมาทิฏฐิ 10 ที่เป็นสาสวะ และดำเนินด้วยจารณะ 15 แต่งแต้ม หรือ input ด้วยศีล และอปัณณกะ 3 เพื่อให้เกิด สัทธรรม 7 เกิดฌาน และ วิชชา 8 จนเข้าถึง ปัญญา ปัญญิณทรีย์ ในสัมมาทิฏฐิ 6 อนาสวะ และตรวจด้วย สังโยชน์ 10 และตรวจซ้ำอีกครั้งด้วย รูปฌาน,อรูปฌาน ในวิโมกข์ 8 พ่อครูว่า…ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ในข้อที่ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ จะมีตั้งแต่สัมผัสภายนอกจนถึงภายใน เป็นภาวะ 2 นี่ก็ยังไม่ค่อยตื่น เหมือนแทงด้วยหอกร้อยเล่ม เช้า กลางวัน เย็นก็ยังไม่ตาย เหมือนเอาน้ำรดหัวตอ รดหายๆ เหมือนเข็นเขาขึ้นครก เหมือนสีควายให้ตอฟัง ดีไม่ดีควายมันจะขวิดเอาให้ รูปฌาน อรูปฌานนี้ เป็นอนุบุพพวิหาร 9 เป็นสัมมาทิฏฐิของฌาน สมาบัติแบบพุทธ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ จะไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่จะมีได้ในผู้ที่มิจฉาทิฏฐิไปแปลว่าการดับทั้งสัญญาทั้งเวทนา เป็นสุภกิณหา ดับมิดเลย พวกนี้ก็พวกเดียวกับอาฬารดาบส อุทกดาบส อาฬารดาบส สะกดได้แค่ฌาน 7 ก็ดับแล้ว ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว มีอะไรก็ไม่รู้อีกแล้ว แต่อุทกดาบสจะรู้ ไปกดข่มอย่างไรมันก็ยังมีรายละเอียดขึ้นมารู้ได้อีก อุทกดาบสมีญาณปัญญาลึกกว่า สามารถรู้สิ่งที่เล็กละเอียดนี้ได้จึงไปได้อีก แต่ก็เป็นอุปาทานตัวสุดท้าย เนวสัญญานาสัญญายตนะ ที่ละเอียดเล็กนิดหน่อยจริงๆเลยส่วนอาฬารดาบสนิดนึงน้อยนึง ก็ไม่มี คืออากิญจัญญายตนะ แต่อุทกดาบส นิดนึงน้อยนึง ก็ยังมีอยู่นะ เป็นเนวสัญญานาสัญญายะตะนะ แต่เขาก็ดับไปอีก ทำวิกขัมภนปหาน ได้ นั่งหลับตาสะกด นี่คือ ความต่างระหว่างพวกเดียรถีย์ฤาษีโลกียะ ของพระพุทธเจ้าไม่ต้องดับหูหลับตา แต
อ่านต่อ
่มีสัญญาชัดเจน เวทยิตก็เคล้าเคลียอารมณ์ต่างๆ มีสัญญาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้อารมณ์ต่างๆ เวทยิตะ แปลว่า เคล้าเคลียอารมณ์ ทั้งเวทนา 108 ซ้ำแล้วซ้ำอีกทวนแล้วทวนอีก ก็ยืนยันว่า อ๋อ กิเลส ชัดเจนในตัวกิเลส อัตตา ก็ดับสนิทหมด สิ้นอรูป ชัดเจนแล้วก็ยืนนาน เที่ยงแท้ถาวรตลอดกาลไม่เกิดอีกแม้จะมาอีกอนาคตอีกเท่าไหร่ก็สู้ได้ทำได้ในปัจจุบันทุกปัจจุบันจนมั่นใจเลยจึงจบด้วยปัจจุบัน 36 สั่งสมลงเป็นพื้นฐานที่ช่วยกันกับปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต 36 ปัจจุบัน 36 รวมกันแล้วเป็น 72 ช่วยกันสู้กับอนาคตที่จะมาอีก 36 อนาคตมาถึงเมื่อไหร่ก็เสร็จ 72 ทั้งนั้น 2 ต่อ 1 นี่คือ เวทนา 108 อาตมาก็ค่อยๆอธิบายพวกนี้ เวทนา 2 คือ กายิกเวทนา(เน้นภายนอก แต่ต้องมีจิตรับรู้) กับเจตสิกเวทนา (เน้นมาหาจิต โดยเฉพาะเวทนา) เวทนา 3 คือ สุข ทุกข์ อุเบกขา เวทนา 5 คือ ภายในภายนอกแล้วก็อินทรีย์ที่ต่างกัน เวทนา 6 ก็ เวทนาทางทวารทั้ง 6 ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เวทนา 18 เวทนา 6 แต่ละเวทนาก็เป็นได้ทั้ง สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 36 ก็คือ เวทนา 18 แยกเป็นสองฝ่ายคือ เคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา เป็นมโนปวิจาร 18 สองฝั่ง นี่แหละคือคู่สำคัญที่สุด หากไม่สามารถแยกแยะเวทนา 2 เคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา ในองค์ประกอบของแต่ละ 2 อันนี้ก็คืออย่างละ 18 มโนปวิจาร หากอวิชชาก็เคหสิตะ จะมีสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้จากตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็รวมเป็น 18 โลกียะธรรมดาโลกมันก็มีสุขทุกอย่างนี้หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ทางโลกียเขาก็ทำได้เป็นชั่วครั้งชั่วคราว หรือแม้แต่ไม่สุขไม่ทุกข์บางคราว แต่เจตนามีวิธีทำเป็นโลกียะกดข่ม ทำสมาธิโลกียะ จนเกิดอุเบกขาเป็นฌาน 4 เขาก็ทำได้แต่ไม่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ผู้ที่รู้จักวิธีการ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ… สมณะฟ้าไท… พ่อครูว่า...มโนปวิจาร แบบเคหสิตะ คือแบบโลกีย์ธรรมดา อยังโลโก ผู้อวิชชาหลงอย่างนี้ทั้งนั้น ทุกคนจะผ่านทุกคนจะมีจะเป็นแล้วหลงสุขนิยม แต่ของพระพุทธเจ้า ลดสุข ลดทุกข์ รู้ว่า สุข ทุกข์เป็นมายา เป็นภาวะคู่ เป็น เทวะ แปลว่าสอง แปลว่าคู่ อันนี้ยิ่งใหญ่มาก อันนี้เทวะตีภาวะคู่ไม่แตก หรืออย่าไปแยกนะนี่เป็น 1 บัญญัติกับสภาวะเป็นหนึ่งเลยเทวนิยมห้ามแบ่งแยก เลยกลายเป็นศักดินาเป็นภาวะ 1 ไม่เป็นสภาวะของธาตุรู้คือจิตที่จะต้องแยกแยะตั้งแต่หยาบถึงละเอียด จนสุดท้ายมันไม่ใช่พระเจ้ามันไม่ใช่เทวดาไม่ใช่อะไรเลย มันเป็นอนัตตา เทวนิยมไม่มีอนัตตา มีแต่เทวะนิรันดร เขาตีไม่แตกแยกไม่ได้ แล้วอย่าแยกอย่าแตกด้วย สูงที่สุดเป็นหนึ่งแล้วคำสอนที่เป็น 1 นี้ก็เป็นคำสอนที่ตายแล้วไม่ขึ้นอยู่กับเวลาองค์ประกอบอะไรอย่างอื่นหมดเลย เป็นคำสอนที่ตายเป็นคำสอนหนึ่งเดียว จะมีอะไรอย่างอื่นก็ช่างจะต้องมีอย่างนี้เป็นอย่างนี้เท่านั้น มันก็เลยเป็นความแคบเป็นความหลง 1 อย่างตื้นๆ เพราะหลงว่าตนเองถูก คำสอนของฉันเป็นประกาศิต คำสอนของฉันไม่ขึ้นกับกาละ ไม่ขึ้นกับองค์ประกอบใด ดินน้ำไฟลม ไม่ขึ้นอยู่กับสังขารปรุงแต่งของยุคสมัย ไม่เกี่ยว ต้องเป็นอย่างที่ฉันว่า แล้วใครจะเข้าใจอย่างไรมันก็จะง่ายก็เลยรู้กันได้ง่าย แล้วก็รู้ได้ตรงกันเป็นหนึ่งกำหนดลงไม่ต้องทำอย่างอื่นอีก 1 แล้วไม่มีอะไรต่อ เรื่องของศิลปะที่จะรู้จักการสังขารคอมโพซิชั่น ทำออกมาปรุงแต่งจัดแจงออกมา แล้วทำคล้ายกับ creaitve หรือ design เป็นงานให้คนอื่นเอาไปใช้ไปเรียนรู้ เป็นนามธรรมก็ได้อย่างของอาตมาเป็น abstract นามธรรมลึกซึ้งจึงยาก แต่เขาตีความ abstract เป็นแบบไร้รูปร่าง ไม่มีเป้าหมาย เลยไม่เป็นมงคลอันอุดม ไม่ใช่เรื่องอุตระคือเหนือโลก ที่เขาทำกันมันไม่ได้เหนือโลก ความหมายของโลกุตระคือหลุดพ้นสิ่งที่คนติดยึดเป็นทาสโลกแต่เราหลุดพ้นมาได้ รู้ว่าเป็นอย่างนี้แต่เราก็มาทำแต่ละขั้นแต่ละอย่าง แล้วเราก็ช่วยเขาเท่าที่เรามีภูมิรู้ ให้เขาหลุดพ้นมาเป็นลำดับ อย่างคุณลูกศีรษะอโศกที่เรียบเรียงมา
จนบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ จบในแต่ละเรื่องเรื่อง ตามกำลังปัญญา และเจโตของตัวเอง ลูกปฏิบัติมา 22 ปี ก็ได้รู้จักความสงบกาย สงบใจลงบ้างเล็กน้อย ทุกข์ลดลง สุขลดลงบ้างเป็นบางเรื่อง และได้ลิ้มรส ความเป็นกลางบ้างบางเรื่อง เช่น ไปทำงานที่ตัวเองไม่ชอบไม่ถนัด ก็ทำด้วยความยินดี ไม่ดูด ไม่ผลักในงานที่กำลังทำ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะทำงานกับคนที่ไม่ชอบ (คิดแล้วก็สยอง) กลัวมากๆ ค่ะ ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ลูกก็ได้จากการฟังธรรมของพ่อท่าน สมณะ สิกขมาตุ ลูกก็นำมาฝึกเรียบเรียงหมวดธรรมตามปัญญาอันน้อยนิดของลูก และลูกขอถวาย สู่แดนทองฉลอง 50 ปี ของพ่อท่านค่ะ ผิดถูกอย่างไร ของความเมตตาพ่อท่านชี้แนะด้วยค่ะ ทุกวันนี้ลูกฟังธรรมเป็นยา เป็นอาหาร หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณให้เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ลงไปสู่องค์แห่งมรรค คือ ทางที่ถูกตรง กราบขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งค่ะ
630626_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติศีล 5 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ