สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน อุปาทายรูป 24 โดยย่อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน อุปาทายรูป 24 โดยย่อ รูป 28 มี มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24 มีปสาทรูปกับโคจรรูปทำงานร่วมกันเกิดปฏิกิริยา interaction ผู้อวิชชาจะมีการปรุงแต่งเป็นภาวะอิตถีภาวะเสมอ ถ้าอ่านลักษณะอิตถีภาวะและปุริสภาวะ สามารถแยกวิจัย ลิงค แยกความต่างของอาการสองอย่างนี้ออกว่าอาการนี้เป็นอิตถีเพศหรือปุริสเพศออก สองอย่างนี้ ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าจนมีลักษณะสี่นี้ได้อยู่ในอำนาจ สามารถทำให้อยู่ในอำนาจของตน ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดได้แล้ว เมื่อมันมีอาการของอิตถีภาวะ ก็หยุดสันตติไม่ต่อ ถ้าเกิดต้องให้เกิดปุริสภาวะเสมอ ไม่ให้มีอิตถีภาวะซ้อน ลักษณะอุปจยะ จะเคลื่อนเกิดขึ้นมาอย่าให้เกิดสันตติ อย่าให้ต่อ ทำไว้แต่อาการที่ควรให้เกิด (อุปจยะ) ผู้ที่สามารถปรุงแต่งพลังงานนี้ให้เกิดด้วยภูมิปัญญา คนตำหนิอาตมาว่าแสดงธรรมไม่สุภาพ แสดงธรรมแรงไป นัจจะ คีตะ วาทิตะ สุ้มเสียงสำเนียงเรียกว่าคีตะ ภาษาร้อยกรองคือวาทิตะ คีตะที่ทำเสียงเน้นหนักหรือบางทีเบา บางทีร้องเพลง เช่น เพ่งมองผ่านเมฆ ทำสุ้มเสียงสำเนียงลีลา ก็ทำออกไปมีคีตะ วาทิตะ ออกมาเป็นอภิสังขาร ปรุงแต่งเป็นกระบวนการมีลักษณะแสดงออกไป เป็นองค์รวม คนก็ว่ารุนแรง อาตมาทำด้วยอุปจยะ สันตติ มีมุทุตา ลหุตา กัมมัญญตา เป็นวิการรูป 5 ไม่ได้ทำด้วยกิเลส ทำด้วยความรู้ตัว ปรุงแต่งอภิสังขารอย่างผู้รู้ ขณะนี้ใช้ทั้งลักษณะ 5 ออกมาเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ออกมาเป็นทั้งท่าทางและสุ้มเสียงสำเนียง เป็นวิการรูป ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา อาตมาสามารถรู้ว่าที่อาตมาพูดนี้ อาตมาประมาณแล้วปรุงแต่งแล้ว คำนวณแล้วทำอย่างลหุที่สุดแล้ว นี่ลหุที่สุดแล้วสำหรับยุคนี้ สำหรับยุคฮาร์ดร็อคหูแตก ถ้าจะมาร้องเพลงอมตะนิ่มๆ ก็ได้แต่คนแก่ คนวัยรุ่นไม่ฟังหรอก อาตมารู้จักกาลัญญุตา ถึงไ
อ่านต่อ
ด้ปรุงแต่งออกมาอย่างนี้ ขนาดนี้ (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย)
ท่านจันทร์ว่า...พ่อครูได้กล่าวถึงคำว่ายิ่ง ว่ามีสองนัยยะได้ทั้งดีและเลว แต่ทำให้เพิ่มได้มากทั้งสองนัย และพ่อครูได้พูดถึง สัมประสิทธิ์ได้สองนัยเช่นเดียวกัน
พ่อครูว่า...อาตมากำลังขยายความรูป 24 เอาโครงสร้างธรรมะพระพุทธเจ้าที่ได้ร้อยเรียงไว้มาขยายความเชื่อมความสำคัญให้เข้าใจ คำว่าลักษณะ หรือ ลักขณะ สำหรับผู้รู้ อาการแสดงออกและทำได้ด้วย ทางภายนอกคือ กายวิญญัติ ก็มีแค่ นัจจะ คีตะ วาทิตะ องคาพยพร่างกายเนื้อตัวเราที่เคลื่อนไหวกระดุกกระดิกเป็นกายวิญญัติ แต่ถ้าไม่กระดุกกระดิกเลยมีแต่เสียงออกไป ก็เป็นวจีวิญญัติ โดยเฉพาะทางเทคนิค ก็มีแค่ได้ยินเสียงก็มีวจีวิญญัติ อย่างเดียว แต่ถ้าดูภาพก็มีปากที่เคลื่อนนิดหน่อย ในวิการรูป 5 ก็มี กายวิญญัติ วจีวิญญัติ และมี ลหุตา คือเบา มุทุตา กัมมัญญตา มุทุคือ จิตวิญญาณจะมีธาตุที่แววไว เอาภาษาบาลีมาเรียก เป็นสภาวะของจิต มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตที่มีสภาพ มุทุ เร็วไว คล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นเชิงปัญญาหรือเจโต แม้static มันนิ่งแต่มันเคลื่อนได้เร็วนะ ทั้งคู่ทั้งเจโตและปัญญาเปลี่ยนได้ทั้งคู่ได้เร็วไวด้วย เจโตมันเคลื่อนได้เร็ว หยุดก็เร็ว ตัวมันเคลื่อนได้เร็ว นอกจากเร็วแล้วก็แรงด้วย เจโต คุณสมบัติสูงมาก มุทุภูตธาตุ ผู้ที่มีปัญญารู้จัก อาการพลังงาน จะกำหนดได้ทัน ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ จะรู้ว่าอาการ ลหุอย่างไร อาตมาประมาณแล้วว่าควรพูดเสียงดังขนาดนี้ออกอาการ หน้าตาเนื้อตัว การเคลื่อนไหว ใช้สุ้มเสียง คีตะ วาทิตะ หาคำมาปรุงแต่งขนาดนี้ออกมาให้พอเหมาะ เป็นสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 อาตมาว่าได้ประมาณแล้วนะ ในสังคมคนตาบอดหูหนวกหนังหนาด้วย ก็ต้องปรุงแต่งอย่างนี้ จะมาทำแสงให้คนตาบอดรู้สึกได้ต้องยิ่งกว่าแสงเลเซอร์ เสียงที่จะให้คนหูหนวกได้ยินก็ต้องขยายเสียงมากหน่อย ถึงพอได้ยิน หนังหนานี่ หนายิ่งกว่าคอ_นก_รีต หรือเปล่า? เป็นภาษาไทยนะ คอ_นก_รีต ส่วน คอนกรีต มาจากภาษาอังกฤษนะ บางกอกนี่ภาษาไทย แต่อังกฤษ แบงค์คอค จะเข้าใจคำว่ารูปธรรม รูป 28 เขาไม่เรียนกันเลยในนักปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เรียนรู้รูป 28 จะปฏิบัติอะไรไม่ออก เพราะไม่รู้อุปจยะ ว่าเริ่มเกิด รู้ทันไหม มีอะไรแตกต่าง จะรู้ละเอียดเลยต้งแต่เริ่ม 2.วิการ จะรู้ว่าเบาบางละเอียดแม้ละเอียดสองละเอียด อันหนึ่งบางสองบาง อันหนึ่งบางกอก อันหนึ่งบางมด สรุปความแตกต่างของสถานที่ จะรู้ลักษณะพวกนี้ชัดเจน จะเริ่มเกิดอุปจยะ มีบางเบาขนาดไหน ลหุตาก็รู้ จิตคุณมุทุตา แววไว ปรับรู้ปรับเห็นปรับเป็นปรับตามได้ เก่ง ลักษณะของคนที่มีประสิทธิภาพ รู้แล้วว่ามันเกิดจะให้ต่อหรือไม่ต่อ ถ้าเกิดสิ่งที่เป็นกุศลจะให้ต่อ สันตติก็ต่อไป ถ้าขนาดนี้พอเหมาะไม่ให้เกิดอีกก็ตัด สันตติ ควบคุม สันตติได้ อุปจยะได้ อันไหนเป็นอกุศลไม่ให้เกิด บาปไม่เกิดแล้ว มีแต่กุศล ในปรมัตถสัจจะ พระอรหันต์ขึ้นไปไม่ทำบาปแล้ว ทำแต่กุศล จะกุศลอย่างไรก็มีแต่จะชรตา อนิจจตา ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับมันอีกจะเสื่อม แต่คนอวิชชาไม่หยุดหรอก ทำอนิจจตาไม่เที่ยง จะอยากให้มีอยากให้เป็นอยากให้ได้ตลอดเวลา ลักษณะ 4 อย่างนี้ ชรตา อนิจจตา พระอรหันต์จะรู้ว่า อะไรจะให้ อนิจจตา ถ้าเป็นความชั่วอกุศลก็ให้มันเสื่อมปล่อยมันไปเลย หรือสัมประสิทธิ์ Coefficientเสริมแรงส่ง มันให้ตายไปเลย Kick it out ส่งไปเลย ส่วนกุศลจะให้เที่ยงให้นานที่สุดเท่าที่จะทำให้นานได้ ถ้าไม่ทำก็จะดูของตัวเอง อุปจยะไม่สันตติก็ไม่ต่อ แต่ถ้าจะต่อ ไปสัมพันธ์กับผู้อื่นไป มีประโยชน์หรือโทษต่อผู้อื่น แต่ผู้บรรลุธรรมสูงสุดแล้วย่อมรู้คุณและโทษ ย่อมจะไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษแน่ มีแต่คุณทั้งนั้น ไม่ทำในสิ่งที่เป็นโทษเด็ดขาด เพราะรู้จักลักษณะต่างๆของกรรม ของพลังงาน เมื่อกระทำแล้วต้องรู้จักประมาณให้เบาที่สุด ลหุตาของกรรมที่เราสังขาร ปรุงแต่ จัดทำขึ้นมา สังขารอย่างอภิสังขาร อาตมาสังขารอย่างอภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร คือสังขารอย่างไม่เป็นบาป อปุญญาไม่ได้แปลว่าบาปนะ คือไม่มีบาป แต่ไม่มีบุญด้วย เพราะถ้ามีบาปอยู่ต้องมีบุญ ใครที่มีบาปอยู่ต้องใช้บุญล้างมันให้มด ถ้าใช้บุญตัวสุดท้ายล้างบาปตัวสุดท้ายได้ ก็ไม่ต้องใช้บุญอีก สิ้นบุญสิ้นบาป ผู้จะทำจะรู้ วิการรูป 5 กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ทำโดยมหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 ทำด้วย มุทุภูตธาตุ ลหุตา กัมมัญญตา อาตมาเรียกมุทุภูตธาตุว่าจิตหัวอ่อน แต่เขาแปลกันว่าจิตอ่อน คือจิตว่านอนสอนง่าย จะให้เป็นอะไรก็ง่ายไม่ให้เป็นอะไรก็ง่าย เป็นอมตบุคคล จะให้เป็นบัญญัติอะไรก็ได้ จะให้เกิดก็ได้จะให้ตายก็ได้ จะให้ไม่เกิดก็ได้ จะให้เกิดก็ได้ ผู้นี้จึงทำด้วยตัวเอง ผู้มีมุทุภูตธาตุ ทำตัวเองตั้งแต่อรหันต์จนถึงพระโพธิสัตว์ จะทำให้เกิดหรือตายอย่างเหมาะสมเป็นการกระทำที่เหมาะควร ผ่านสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ถือว่า ลหุทั้งสิ้น อาตมาออกเสียงดังขนาดนี้ แรงขนาดนี้ ท่าทีแข็งกร้าวขนาดนี้ลหุ เหมาะสมกับกาลัญญุตายุคตาบอดหูหนวกหนังหนา แล้วรู้สึกกันบ้างไหม หูได้ยินไหม ตาได้เห็นแสงไหม หนังหนานี้รู้สึกไหมยิ่งกว่าคอนกรีต แบริเออร์ 600806_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สันติฯ สัมประสิทธิ์ของกรรมสองยิ่งลักษณะ