สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน พุทธศาสน์ต้องแยกรูปแยกนามได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน พุทธศาสน์ต้องแยกรูปแยกนามได้ พ่อครูว่า...วันนี้ก็อยากจะ พาดพิงไปถึงสังคมปัจจุบันที่มันเป็นอยู่ อาตมาได้เทศน์ผ่านมา เมื่อวานก็ได้ย้ำให้เห็นว่า ความยิ่ง ภาษาไทยคำว่ายิ่ง มันยิ่งได้ในมุมที่ยิ่งแย่กับยิ่งยอดเยี่ยม หรือยิ่งดีกับยิ่งเลวก็ได้ มีสองทิศทาง ถ้าเราไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ละเอียดอย่างดี ก็หลงความสามารถ ความเก่ง ยิ่งคนที่หลงโลกียะ มันมีจิตที่ยินดีในเรื่องได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้ศักดิ์ศรี ได้อัตภาพต่างๆ ที่มันละเอียดลึกซึ้งไปถึงขั้นอรูป ถ้าไม่ได้ศึกษาสัมมาทิฏฐิจริงๆมันแยกยาก แยกไม่ออก ไม่สามารถที่จะรู้ แยกละเอียดลออมารู้ได้จริง ทีนี้ของพระพุทธเจ้านี้แยกแยะได้เพราะว่ามี การแยกที่เรียกว่า วิจัย ธัมมวิจัยมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เริ่มต้นให้หัดที่จะมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ ตั้งแต่สอง จนถึง ล้านๆๆๆ แล้ววิจัยก็ค่อยวิจัยรวบรวมมาเป็นคู่ เป็นธรรมะ 2 เสมอ ค่อยๆรู้แล้วค่อยเค้นมาถึงสอง จึงรู้จักความต่างที่เรียกว่าลิงคะ นามธรรม โดยเฉพาะ เป็นโลกียะกับโลกุตระ ในธรรมะของพระพุทธเจ้าถ้าเข้าใจสภาวะธรรมแค่ เวทนา 18 กับ เวทนา 18 ท่านเรียกว่ามโนปวิจาร 18 เป็นเคสิตกับเนกขัมมะอย่างละ 18 อ่านออกเลยนะ อาการความเคลื่อนไหวทางใจ จะเรียกว่ามโนวิญญัติก็ได้ แต่มันไหวน้อย จนกระทั่งเราจะเรียกวิญญัติก็ยาก มันจะมี เพราะว่ามีอาการ วิการ คือ ยิ่ง มีการงานมีความเคลื่อนไหวอย่างเบา เรารู้จักสิ่งที่ถูกรู้ โดยญาณของเรา วิปัสสนาญาณเรา รู้ความเป็นลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา หรือ ความเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นต้น ท่านไม่มีคำว่า มโนวิญญัติ เพราะว่ามันเป็นรูป คำว่ามโนก็รวมไว้ใน ลหุ มุทุ แม้จะออกมาเป็นความเคลื่อนไหวเรียกว่า วิญญัติรูป กัมมัญญตา กับลหุตานี้ ลหุตา ถ้าว่าจริ
อ่านต่อ
งๆแล้วจะเป็นลักษณะของ ปุริสภาวะ กัมมัญญตา จะเป็นลักษณะอิตถีภาวะ เป็นลบ ส่วน ลหุตา เป็นบวก เป็นสิ่งที่นิ่ง แก่น เบา มีตัวกรรมกิริยาเป็นกัมมัญญตา เป็นตัวบทบาท แอ๊คอาร์ท แอ๊คชั่น พวกเรานี่อาตมาสบายใจตรงที่ว่า ได้ปลูกฝังมาตั้งแต่ต้น ทั้งรูปและนาม ทั้งบัญญัติและสภาวะ ไม่ใช่ว่ารู้แต่บัญญัติ ก็ร้อยเรียงกันไป อย่างที่เขาเรียนกันส่วนใหญ่ ไม่พยายามทำสภาวะก็เลยได้แต่ตรรกะ ได้แต่ความรู้ทางด้านปรัชญา เป็นตรรกะ เหตุผล บัญญัติ ไม่มีสภาวะ ยิ่งถ้าเข้าไปถึงสภาวะนามธรรม จริงๆแล้วในรูป 24 อุปาทายรูปนี้เป็นรูปที่เป็นอรูป ผสมกับนาม อาจจะมีรูปที่หยาบใหญ่ก็ได้ โอฬาริกอัตตาก็ได้ แต่ต้องไล่เรียงไปจนละเอียดถึงอรูปนั่นแหละ ซึ่งผู้ศึกษาไป โดยใช้ปฏิภาณปัญญาไหวพริบ ก็จะรู้ว่าหยาบ กลาง ละเอียด มีขั้นตอนสภาวะทำอย่างไรอยู่ เราศึกษามาตามลำดับถูกต้องตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาเองมั่นใจว่าสอนมาแนะนำมา เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาไล่เรียงเป็นลำดับ พยายามไม่ให้ผิดเพี้ยนสับสน ไม่ให้ออกนอกกรอบลำดับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสรรเสริญความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ไม่ขรุขระไม่เป็นปุ่มปม เรียบเหมือนกระจก หาดทรายน้ำทะเลซัดไปให้ราบเรียบ เป็นสิ่งสุดยอดที่ระเบียบอยู่ตลอดเวลา น้ำทะเลจะซัดอยู่ตลอดเวลา ใครจะทำให้เกิดความขรุขระ ประเดี๋ยวน้ำทะเลก็จะซัดทำให้ราบเรียบตลอดเวลา ผู้ที่เข้าใจซาบซึ้งก็จะเข้าใจปหาราทสูตร 1.มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที คือพระธรรมวินัยมีการศึกษาไปตามลำดับ มีการบำเพ็ญไปตามลำดับ ไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตผลโดยทันที 2.น้ำในมหาสมุทรมีปกติคงที่ไม่ล้นฝั่ง คือสาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ละเมิด สิกขาบทที่บัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต 3.มหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นจนถึงบนบกทันที คือสงฆ์ (ในพระธรรมวินัยนี้)ไม่ร่วมกับผู้ทุศีลและจะขับไล่ให้ไกลจากสงฆ์ 4.มหานทีทุกสาย ไหลลงสู่มหาสมุทร แล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งสิ้น คือคนในวรรณะ 4 เหล่า คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เมื่อออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ทั้งสิ้น 5.แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลกที่ไหลไปรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหา สมุทรพร่องหรือเต็มได้ คือในพระธรรมวินัยนี้ แม้มีภิกษุจำนวนมากปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-นิพพาน ก็ไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้ 6.มหาสมุทรมีรสเดียวคือรสเค็ม คือพระธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติ-รส (ความหลุดพ้น) 7.มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา ฯลฯ คือพระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 ฯลฯ 8.มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิ ฯลฯ มีตัวขนาดใหญ่ 100 - 500 โยชน์ คือพระธรรมวินัยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ใหญ่ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ และผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุอริยผล 4 600807_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนปกติคือคนมีศีลมั่นคงยั่งยืน