ความทุกข์ 10 ประการที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความทุกข์ 10 ประการที่เลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้ คนเราเกิดมานี่ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ผู้ที่บรรลุแล้ว พระอรหันต์ทุกองค์ก็พูดแบบนี้ เห็นทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป พระพุทธเจ้าท่านแยกทุกข์ที่หลุดพ้นได้ เลี่ยงได้ 4 ประการ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 ประการ เพราะฉะนั้นทุกข์เท่านั้น ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว ทุกข์ 4 ประการ หมดเลี่ยงได้หมดทุกข์ หมดสุขแล้วเพราะรู้เหตุมันดับไปแล้ว แต่ทุกข์อีก 6 ประการ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เลี่ยง ไม่ได้ ในทุกข์ 10 ประการ ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครก็เลี่ยงไม่ได้การเกิดก็เป็นทุกข์การแก่ก็เป็นทุกข์การเจ็บก็เป็นทุกข์การตายก็เป็นทุกข์นี่ เรียกว่า สภาวะทุกข์ สภาวะแปลว่า อันปรากฏ ปรากฏอยู่ให้เห็น 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน . ต้องขวนขวาย แม้แต่สัตว์ก็ต้องหากิน 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ คนไม่ป่วยเลยตลอดจนตายไม่ปวดหัวเลยมันคงจะหายากอย่างน้อยก็ต้องป่วยบ้างอย่างนั้นก็ต้องเจ็บแก่มา ปวดขา ปวดแข้ง ปวดนั่นปวดนี่ เป็นพยาธิทุกข์ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ วิปากคือวิบาก วิบากตามทันเราเหมือนหมาไล่เนื้อ มันจัดการทำให้เราทุกข์ อย่างอาตมานี้มีวิบากต้องไปรับทุกข์ ถูกแก๊สน้ำตา มันไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน ความเป็นพยาธิทุกข์เจ็บป่วยนั่นก็ทุกข์อยู่แล้ว เจ็บป่วยก็ทุกข์อาตมาเจ็บป่วยก็ทุกข์ ไอ้นี่วิปากทุกข์ วิบากมันตามมาถึงทัน โอ้โห แสบ ทุกข์ทรมานทรกรรม 6. ทุกขขันธ์ ทุ
อ่านต่อ
กข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่เกิดมามีรูปนามขันธ์ 5 มันเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่า จะพ้นทุกข์ได้จริงๆต้องไม่เกิดมามีรูปนามขันธ์ 5 สลายจิตวิญญาณ สลายอัตตาเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยได้ สุดยอดแห่งการตรัสรู้เลย รู้วิธีทำ รู้วิธี รู้จักจิตนิยาม รู้จักจิตเจตสิกต่างๆ รู้จักเหตุให้เกิดจิต ดับเหตุเสียได้ทุกอย่างสลายเป็นดินน้ำไฟลม อันนี้ก็คืออยู่ในทุกข์ที่เลี่ยงได้ แล้วมันจะพาให้ความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นั้น เลี่ยงได้ด้วย อีก 4 อันที่เลี่ยงได้ ในขณะที่คุณยังเป็นๆ ทำไมพระพุทธเจ้ารู้ว่าทุกข์ที่เลี่ยงได้ ถ้าคุณไม่มีชีวิต คุณจะรู้ได้ไหม ... ไม่ได้ จึงต้องมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นก็ค้นคว้าในขณะมีชีวิตว่า อ๋อ…มันเลี่ยงได้ ก็คือ อริยสัจ 4 ทุกข์อริยสัจ คือ ทุกข์ที่เลี่ยงได้ เมื่อสามารถปฏิบัติจนหมดทุกข์ที่เลี่ยงได้นี่แล้ว มี ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) คือ คุณอวิชชา คุณโง่ คุณไม่รู้ คุณก็ไปมีทุกข์มีโศก ไปโศกทำไม ไปพิรี้พิไรอยู่อะไรต่างๆอยู่ทำไม ไปคร่ำไปครวญ แล้วก็ไปหลงโง่ ไปทุกข์โทมนัสอะไรอยู่กับมัน จะเหลือเศษทุกข์ อุปายาสะ ต้องเรียนรู้มาให้ได้มันเป็นปกิณกะทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) ทุกข์ที่เกิดจากกิเลส เราสามารถดับเหตุคือ ราคะ โทสะ โมหะได้ นี่ก็เลี่ยงทุกข์นี้ได้แล้ว 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) เป็นความทุกข์ที่ยังพัวพัน ยังเกี่ยวข้องอยู่ เหมือนกับพวกมหาเถรสมาคมยังต้องไปเกี่ยวข้อง ไปมีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่อย่างนั้น ทั้งที่มันเลี่ยงได้ ไม่ต้องไปเอา พระพุทธเจ้าเกิดมามีลาภ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มียศ มีสรรเสริญมีสุข พระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นมาเมื่อรู้ตัวแล้วไม่เอาเลยก็ทิ้งเลย เดินออกมาตัวเปล่าเลย มาถึงก็พบพระเจ้าปเสนทิโกศล บอกว่าอย่างนี้ดีจังเลย มาบริหารประเทศด้วยกันจะแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็บอกไม่เอาแล้วพระเจ้าข้า ครึ่งหนึ่งของแคว้นโกศลมันใหญ่กว่าแคว้นของพระพุทธเจ้าคือแคว้นกบิลพัสดุ์นะ แคว้นกบิลพัสดุ์ของพระพุทธเจ้านั้นแคว้นเล็ก แคว้นโกศลกับแคว้นมคธเป็นแคว้นใหญ่ ไม่เอาเลยพระพุทธเจ้าไม่เอา มันชัดเจนทุกอย่าง เขาให้แผ่นดินยังไม่เอาเลย ให้ยศศักดิ์ที่ใหญ่ต่างๆไม่เอาเลย เขาเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ใหญ่กว่าเก่าก็ไม่เอา ยศศักดิ์อะไรต่างๆนานาก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นคนที่ยังหลงติดยึดในยศศักดิ์ก็ยัง ยังเป็นสหคตทุกข์ 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า) เป็นทุกข์จากเหตุทะเลาะวิวาท พ่อครูว่า... อาตมาถูกเถรสมาคม ถูกมหาประยุทธ์ มาชวนทะเลาะวิวาท อาตมาไม่เคยมีจิตทะเลาะวิวาทกับมหาประยุทธ์เลย ท่านเขียนหนังสือว่าอาตมาเล่มแรกออกมา อาตมาก็เขียนจดหมายขอบคุณท่านไปแล้ว ท่านคงนึกว่าไอ้นี่ประชดนะโพธิรักษ์นี้ หนอย..ด่ามันแท้ๆมันยังเขียนขอบคุณ ท่านก็เลยออกเล่ม 2 เล่ม 3 มาอีก ท่านก็บอกว่าจะเขียนต่ออีกนะ จะก่น เอาสิ่งที่ท่านว่าอาตมาผิดอย่างมหาศาลเลย ท่านจะเขียนต่อ แต่ท่านอย่างไรไม่รู้ พอเล่ม 3 ท่านก็หยุด อาตมาก็ว่า เออนะ ถ้าจะพูดคำว่า ทะเลาะ ก็คือ ปะทะกัน ท่านปะทะอาตมา เพราะท่านไม่รู้ว่าอาตมานี้เป็นตัวถูก ท่านไปหลงผิด ตรงที่ว่าอาตมามันยังใช้ภาษาไม่ถูก แรกๆต้นๆใช้ภาษาบาลี แปลบาลีไม่ถูก ก็ท่านเป็นเจ้าแห่งผู้รู้ไง ท่านก็มีอัตตามานะของท่าน ท่านก็ซัดอาตมาเลย ท่านมีชื่อในทางนำ เพราะใครก็ต้องนับถือว่าท่านเป็นผู้นำทางด้านศาสนา ตอนนั้นทางเถรสมาคมก็เอาเลย นั่นเป็นวิบากของอาตมา วิปากทุกข์ ท่านมาทะเลาะอาตมา แต่จริงๆแล้วอาตมา มันเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ มันเป็น วิปากทุกข์ เป็นวิบากของอาตมาที่ต้องได้รับทุกข์อันนี้ มันเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้มันเป็นวิบาก โพธิสัตว์มีวิบากพวกนี้ทั้งนั้น เพราะโพธิสัตว์จะต้องตำหนิ ตำหนิถูกด้วยนะ แต่ก็เป็นวิบาก นี่ก็คือวิบาก เศษวิบาก เศษวิบากก็ยังไม่ใช่เบา โอ้โห ต้องใช้เวลานาน แต่อาตมาไม่ได้ทุกข์อะไรหรอก ที่ถูกเล่นงาน ไม่ได้ทุกข์อะไร ที่อาตมาไม่ได้ทุกข์เพราะว่าอาตมารู้ว่าเป็นวิบากของอาตมา อาตมารู้ โดยเฉพาะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เข้าใจทุกข์ 10 อย่างเหล่านี้ดีหมด ถ้าหากไม่เข้าใจทุกข์ก็จะพ้นทุกข์ออกจากทุกข์ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ได้อย่างไร ก็รู้แต่ว่าเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ก็ยอม ทุกวันนี้ ยอมเกิดมาเป็นโพธิสัตว์ ตายแล้วเกิดอีกก็ต้องทุกข์ มีขันธ์ 5 ก็ต้องเป็นทุกข์แล้ว ต้องเลี้ยงดูมันต้องหางานให้มันทำ งานที่เรา ก็สมัครใจ งานโพธิสัตว์นี่ก็สมัครใจ คนเข้าใจเห็นใจว่า อาตมาทำงานนี้เป็นงานใหญ่งานหนัก แต่เหมือนหนีงานหนักมา สมัครงานเบานะ ที่อาตมามาทำงานนี้แต่ที่จริงเป็นงานหนักมาก ยิ่งยุคนี้เป็นยุคที่เสื่อม ศาสนาพระพุทธเจ้าเสื่อมมาก ก็ยังหนักมากเลยเป็นงานที่ยากมาก ที่พูดนี้ใครจะเข้าใจได้ก็ดี เข้าใจเก่งๆก็ดี เข้าใจไม่ได้ก็ผ่านไปนะ มันเป็นงานที่โพธิสัตว์ได้ทำงานที่ยากมาก ยากชนิดที่คนมองว่า มันเบา มันเหมือนได้รับความยอมรับนับถือ อาตมานี้ได้รับความยอมรับนับถือ เชิดชูยกย่อง อย่างทุกวันนี้ไปไหนมาไหนจะกินจะอยู่ โอ้โห…อาตมามาพ้นทุกข์ที่ว่า อาตมาไม่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน อาตมานี่จะได้รับบริการเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียวเท่านั้นเอง มันไม่เป็นกระบวนการ แต่เท่าๆกันนั่นแหละ แต่อาตมาต้องมาทำงานอย่างนี้ซ้อน อันนี้อาตมาก็ยังอธิบายไม่เก่ง ที่พูดไปเมื่อกี้นี้ ถ้าเข้าใจว่า อาตมานี้ลำบากชนิดหนึ่งทางนามธรรม และนามธรรมของอาตมา ไม่ต้องตะลอนๆเหมือนในหลวง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตะลอนทั่วประเทศ ท่านหนักอย่างเห็นเป็นรูปธรรม แต่อาตมานี้หนักอย่างนามธรรม ไม่ต้องตะลอน แต่โอ้โห…จะช่วยประชาชน ท่านก็ช่วยประชาชน เห็นไหมมันซ้อน มันต่างกันชัดเจน ซึ่งท่านทำอยู่ 70 ปี ท่านก็ไปแล้ว อาตมาก็ต้องทำสัก 70 ปีให้ได้ นี่เพิ่งทำมา 53 ปี อีกเท่าไหร่ อีก 17 ปี อายุ 105-106 ปี ประมาณนั้น ไม่รู้จะเท่าหรือไม่เท่าท่านไม่รู้ได้ ก็ไม่รู้นะก็พากเพียรอยู่ เพื่อจะทำงานนี้ให้ได้ แต่ไม่ได้ไปแข่งดีแข่งเด่นอะไรกับในหลวงหรอก เพราะว่าอาตมาไม่จำเป็นต้องแข่ง เพราะว่าท่านก็ทำของท่านไป อาตมาก็ทำของอาตมาไป แต่มันช่วยมนุษยชาติทั้งคู่ คนหนึ่งทำรูป คนหนึ่งทำนาม อาตมาทำนาม ท่านทำรูป ก็ทำไป นี่ก็อธิบายสู่ฟังประกอบไปเรื่อยๆ 660308 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก