คนจะชมพระพุทธเจ้าและอาริยสาวกว่ามีศีล คือการชมที่ต่ำที่สุดแล้ว.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนจะชมพระพุทธเจ้าและอาริยสาวกว่ามีศีล คือการชมที่ต่ำที่สุดแล้ว วันนี้อธิบายธรรมะอะไรต่ออะไรไป พิสดารต่างๆ เอาอันนั้นมาขยาย เอาอันนี้มาขยาย สรุปแล้วศาสนาพุทธนี้ ที่เรียนรู้สุขเรียนรู้ทุกข์ เป็นโลกุตรธรรม ที่อาตมาเคยแยกให้ฟังว่าเทวนิยมไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เพราะเขาไม่รู้จักเรื่องจิตวิญญาณ และก็ไม่พ้นสุขทุกข์ เพราะเทวนิยมไม่ได้เรียนรู้จิตวิญญาณ ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์จะเวียนตายเวียนเกิด แม้จะได้เกิดเป็นศาสดาก็ต้องเวียนกลับมาเป็นกระยาจกอีกแล้วก็ไม่เป็นศาสดาไป เป็นกระยาจกอีกไม่เที่ยง แต่เขาไม่รู้ ส่วนพุทธนั้นเที่ยง แม้จะเป็นเรื่องไม่เที่ยง ทุกอย่างไม่เที่ยง แต่ทำให้เที่ยงได้ ในสิ่งที่เที่ยง เช่น เป็นผู้ที่ทำความดีเที่ยง ไม่ทำความชั่วอีกเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะดับเหตุ จะเกิดอีกชาติหน้าก็ไม่ทำความชั่วอีก จะเกิดอีกชาติไหนก็ไม่ทำความชั่วอีก อย่างอาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่ได้ทำความชั่วอะไร มีแต่เสียสละ มีแต่ช่วยเหลือ เฟือฟายผู้อื่น เกิดมาก็ต้องเลี้ยงน้องแล้วมาเสียสละ แล้วก็ยังอุดหนุนจุนเจือคนอื่นอีก เลี้ยงคนอื่นอีกอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เพราะฉะนั้นถึงบอกว่า มันชัดเจนที่ตัวเองนั้นชัดเจน เกิดมาแล้วความดีเที่ยง ไม่ทำชั่วทำแต่ดี ที่สำคัญคือ รู้สุขรู้ทุกข์ อันนี้แหละเป็นเรื่องตัดสินว่า ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักสุขรู้จักทุกข์ พ้นสุขไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะว่าสุขทุกข์ มันอันเดียวกัน พ้นไม่ได้ ศาสนาพุทธรู้สุขรู้ทุกข์ พ้นสุขพ้นทุกข์ แล้วเมื่อรู้สุขรู้ทุกข์ รู้จิตวิญญาณ รู้จิตนิยาม ชัดเจนแล้วว่ามันคืออะไร จะให้มันไม่เป็นจิตนิยาม ไม่ให้เป็นจิตเลย ทำตั้งแต่ตอนเป็นๆนี่ ทำให้มันเป็นแค่ลักษณะของพืช พืชนี่คือไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว นี่คือฐานอรหันต์ ทำจิตให้เป็นพีชะ ให้เ
อ่านต่อ
ป็นพืช นี่คือฐานอรหันต์ แต่มันมีจิต จิตนั้นคือปัญญา เพราะฉะนั้นก็เลยทำจิตของตนเองให้เป็นพืช ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่บาปไม่บุญ มีแต่ประโยชน์อย่างเดียว เหมือนกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันไม่มีโทษหรอกแค่คนหรอกมีแต่ประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) เวลาที่ ๑.๔๐.๐๐ นอกจากจะทำจิตให้เป็นพืชได้แล้ว ยังทำจิตให้เป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลมได้อีกด้วย นี่คือความรู้สุดยอดแห่งความรู้ จัดการจิตของเรานี่ จึงเป็นการพิสูจน์ว่า จิตวิญญาณไม่ได้เป็นของพระเจ้า พระเจ้าจะมาบงการไม่ได้ไม่รู้เรื่องเลยหรอ พิสูจน์ได้ว่าจิตวิญญาณเป็นของเราเอง จิตเราเอง ทำได้แล้ว ก็สลายหายไปเลยไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้า ตายไปแล้วสลายเป็น ดินน้ำไฟลมไปเลย เขาไม่มีบัญชีของสุวรรณ สุวาน เพราะเขาไม่มีความละเอียดละออถึงขนาดนั้น ถ้ามีสุวรรณ สุวาน ก็จะบอกว่าทำไมคนนี้ไม่มาเข้าบัญชี ตายแล้วไม่มาเข้าบัญชี ไม่รู้เรื่องเลย พูดไปแล้วมันก็เหมือนกับข่มศาสนาเทวนิยม ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ข่ม แต่มันชัดเจน มันเป็นความจริงของศาสนาพระพุทธเจ้า มันเหนือกว่าอันนั้น เพราะฉะนั้นจึงสามารถมีนิพพาน ผู้ที่บรรลุนิพพานแล้ว จะยังชีวิตอยู่อีกต่อไปอีกนานเท่าไหร่ก็ได้ จะเป็นโพธิสัตว์ถึงขั้นจะรื้อขนสัตว์ให้ หมดโลกก่อนแล้วถึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นคนสุดท้าย ตามปณิธานคือ พระอวโลกิเตศวร นิมนต์ หรือเจ้าแม่กวนอิมเป็นอวตารของท่าน จริงเป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นเหมือนสมมุติแต่มันก็เป็นปรมัตถ์ที่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นผู้รู้จบโพธิสัตว์ก็รู้อันนี้ชัดเจน แล้วก็ทำให้เป็นเช่นนี้ได้ อยู่ที่เราจะทำหรือไม่ทำ อาตมาพูด อาตมาอธิบายและบอกความจริงยืนยันอันนี้ อาตมาทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย. พ่อครูว่า... อาตมามีอันนี้มาแต่ชาติก่อน มีโลกุตระธรรมมาแต่ชาติก่อน อาตมากล่าวไม่ได้ มังกุไม่ได้เก้อเขิน มันบริสุทธิ์ใจไม่มีอะไรสะดุด ไม่ใช่คนน่าอายนะมาไม่รู้จะอายอะไรอาตมาไม่ได้ทำสิ่งผิดพลาด ไม่ได้โกหกไม่ได้มาหลอกลวง อาตมาพูดความจริงและยุคนี้อาตมาต้องประกาศความจริง คนไม่กล้าประกาศความจริงเพราะคนมีจิตยังไม่อาจหาญแกล้วกล้ามั่นใจ คุณไม่กล้ากล่าวความจริงหรอก แล้ว ยิ่งความจริงที่อาตมากล่าวนี้เป็นอุตริมนุสธรรม ถ้าอาตมากล่าวไม่จริง อาตมาเป็นปาราชิก อาตมาไม่โง่ที่จะทำตัวเองปาราชิก แน่นอน เพราะฉะนั้นผู้ไม่รู้ก็หาว่าอาตมามาอวดตัวอวดตน อาตมาไม่มีการอยากอวดตัวอวดตน ไม่มี สิ่งเหล่านี้เป็นคำจริงที่อาตมาเองนี่ พูดจริง ในความจริงที่อาตมากล่าวนั้นเป็นความจริงที่มีในอาตมา ในคำนั้นหาได้ในตัวอาตมา อาตมาทำตามคำสอนพระพุทธเจ้าทุกอย่าง แล้วก็ไม่ใช่อยากจะอวดตัว ไม่มี ซึ่งมันเข้าใจยาก ก็มันอวดอยู่ทนโท่ มันชมว่าตัวเอง ดีมันไม่ใช่อวดหรือไง เพราะฉะนั้นเข้าใจคำว่าอวดไม่ได้ อวดมันมีจิตอยากอวดอยากโอ่ อาตมามีการรู้จิตของตัวเองว่ามันมีอาการอยากอวด อยากโอ่เป็นอาการอย่างไร ลิงค นิมิต มันเป็นอย่างไร มันแตกต่างอย่างไรโดยคำพูดที่กล่าวไปไม่มีจิตอวดโอ่เลย กับที่มีอยากอวดโอ่แม้นิดแม้น้อย ยังเหลือเศษ แม้นิดแม้น้อยอยากอวดอยู่คืออะไร อาตมาก็ต้องรู้ของอาตมา เพราะอาตมาไม่มีอยากอวดแม้นิดแม้น้อย ไม่มี ที่กล่าวชมตัวเองสูงสุดอย่างโน้นอย่างนี้ จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัส ใน พรหมชาลสูตร คนจะชมเราก็ชมว่าเราเป็นคนมีศีล คำอื่นยังไม่ใหญ่โตเลย คำศีลนี่ ยังน้อยนิดนักที่เป็นคำชมเรา ศีลนี่ยังน้อยยังต่ำนัก เรายังมีดีกว่านี้อีกมาก ศีลนี้เป็นเบื้องต้นในคำชม เพราะฉะนั้นถ้าใครชมคนว่าเป็นคนมีศีลนะ เริ่มต้นแล้ว ถ้าคนยังไม่มีศีลเลย ให้ชมได้ แม้ศีลข้อ 1 หรือศีลข้อ 2 ศีล 3 ข้อ คนนี้ยังไม่ใช่คน คนนี้ยังต่ำกว่าคน คนที่ไม่มีแม้ศีล 3 ข้อนี้ต่ำกว่าคน นี่คือคำจริงนะนี่ พูดความจริงไม่ได้ไปว่า ไม่ได้ดูถูกดูแคลนอะไรเลย เพราะฉะนั้นคนจะมีความเป็นคนได้ตามหลักธรรมศาสนาพุทธแล้ว คุณต้องตรวจสอบว่าคุณมีศีล 3 ข้อนี้หรือไม่ มันยังมีนิดมีหน่อยยังได้บ้าง ยังเหลือเศษ ยังไม่บริสุทธิ์ มีจริง ข้อ 1 คือจิตที่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) เวลาที่ ๑.๕๐.๐๐ ศีลข้อ 1 ถ้าผู้ใดยังไม่มีเลย ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเลย เป็นคนที่โหดร้าย เป็นคนฆ่าคนได้ คนที่ฆ่าคนได้นี้เลวสุดแล้วในคน เพราะฉะนั้นไปฆ่าสัตว์ก็เลวรองลงไป อาตมาเคยอธิบายไว้ เมื่อเกิดมาเป็นจิตนิยามเป็นสัตว์ แม้แต่จะเป็นสัตว์เซลล์เดียว สัตว์เซลล์เดียวอันนี้จะพัฒนาไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตก็ได้คุณอย่าไปทำร้ายเขา เขากว่าจะเกิดมาเป็นจิตนิยามได้ เริ่มเป็นเซลล์เดียว เริ่มเป็นสัตว์ก็ตาม มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดได้ง่ายๆที่จะมาเป็นสัตว์ ไม่ได้เกิดได้ง่าย ดิน น้ำ ไฟ ลม มันก็เกิดไปของมันอยู่ตลอดกาลนาน นับเวลานับกาละได้ที่ไหนเล่า แม้แต่มาเกิดยกระดับเป็นชีวะเป็นพืชแล้ว มันก็เป็นพืชอีกนานเท่าไหร่กว่าจะมาเป็นสัตว์ได้ นี่คือวิทยาศาสตร์ Biology ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เป็นชีววิทยาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ซึ่งวิทยาศาสตร์ทางโลกจะไปสู้พระพุทธเจ้าได้ที่ไหน ท่านรู้ที่มาที่ไปที่เกิดของระดับพวกนี้ แยกให้เห็นเลย แล้วพิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากสภาวะ 2 ปรุงแต่งกันเป็น เป็นอุตุ มันก็ปรุงแต่งกันไปจนกระทั่งเป็นปรมาณูใช้กันอยู่ทุกวันนี้ปรุงแต่งเป็นพืชก็ปรุงแต่งกันไป จนกระทั่งเป็นสถานะหนึ่งที่อาศัยอยู่ในมนุษยชาติ ไม่อาศัยมันก็ประดับเป็นธรรมชาติของมันไป มันก็ทำหน้าที่ของมัน จะกรองอากาศ จะหมุนเวียนอะไรของมันก็เป็นพืช เป็นคนนี่แหละ เป็นตัวร้ายหรือตัวดี เป็นคนนี่แหละคือตัวร้ายตัวดี พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนสุดท้ายไม่เป็นแล้วตัวร้าย เป็นแต่ตัวดี แล้วจนกระทั่งสูงกว่า ไม่เป็นตัวร้ายเป็นแต่ตัวดีแล้ว รู้เลยว่า ถ้าเราจะอยู่เป็นชีวะ หลักประกันก็เป็นคนดีที่สุด เกิดมาอีกกี่ชาติ กี่ชาติ ไม่ชั่วเลย มีแต่เป็นประโยชน์ในโลก เป็นหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่คือศีลข้อที่ 1 ส่วนพืชพันธ์ุธัญญาหารนั้น ไม่ต้องไปอะไรเขาหรอก เพราะเป็นธรรมชาติที่เกินกว่าเราจะไปกำหนด จะไปแปร เปลี่ยน ไม่ต้องไปศึกษา ก็ศึกษาเพื่อที่จะปลูกมาเพื่อกินเพื่อใช้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรจนเกินการ แต่มาศึกษาตัวสำคัญคือความเป็นสัตว์มนุษย์ นี่แหละมันเป็นดีก็ดีสุดเป็นพระอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้า มันเลวก็เลวสุด เท่ากับเป็นจอมจตุมหาราช เขี้ยวงอก ตาโปน ถืออาวุธ นี้โบราณนะ สมัยนี้ก็เป็นระเบิดปรมาณู แล้วก็ตาโปน แล้ว ก็เสแสร้ง ญาติดีจะสัมพันธ์อย่างนั้นอย่างนี้กัน แต่ข้างหลังนี่เป็นหอกทั้งนั้น เขาไม่ได้เรียนรู้สัจธรรมพวกนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า ถ้าประเทศไทย ทำตัวเป็นกลาง เป็นกลางให้ได้ ประกาศในโลกเลยว่าเป็นกลาง ไม่ทะเลาะกับใคร เราจะสร้างพืชพันธ์ุธัญญาหาร เท่าที่มีเลี้ยงโลก แล้วคุณทำคุณธรรม ประเทศไทยทำคุณธรรมอันนี้ให้ได้ พืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงโลก ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าให้เป็นโลกุตระให้ได้ เป็นคนไม่ต้องไปล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาเป็นคนมีวรรณะ 9 ได้จริง แล้วจะได้มาเป็นสังคมสาราณียธรรม 6 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้หมดแล้ว เราจะทำได้ ชาวอโศก เราทำสาราณียธรรม 6 ได้ทำวรรณะ 9 ได้ พิสูจน์ว่าในยุคนี้ก็ยังทำได้คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ท่านสอนอย่างนี้พูดว่าอย่างนี้เป็นอนุสาสนีแล้วทำได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้าเรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เหนือชั้นกว่าเหาะเหินเดินน้ำดำดิน เหนือชั้นกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ เหนือชั้นกว่าการหยั่งรู้จิตเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ เพราะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติจริง ไอ้นั่นเป็นโทษ อิทธิก็เป็นโทษ อาเทศก็ เป็นโทษ อย่างนี้เป็นต้น คำสอนพระพุทธเจ้านี้เราพิสูจน์ได้หมด เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เอาคนมามีศีล มีที่ไหนบ้างล่ะคนมีศีลทั้งสังคม ชุมชนอโศกมีศีลกันทั้งสังคม ใครเข้ามาที่นี่ต้องถือศีลทั้งนั้น ไม่ใช่ทางเถรสมาคมจะพยายามสร้างชุมชนมีศีล ก็ไม่สำเร็จ ชุมชนมีศีล เขาทำไม่ได้ นอกจากมีศีลแล้วมีสมาธิที่เป็นสมาหิตะด้วย ไม่ใช่ไปเป็นสมาธิไปนั่งหลับตามิจฉาทิฐิด้วย แต่เป็นจิตที่ตั้งมั่นด้วยการกระทบสัมผัสโลกธรรมต่างๆ พวกคุณนี่ โลกธรรมข้างนอกหลุดพ้นมาได้หรือยัง เห็นไหมหลุดพ้นมาได้เป็นขั้นๆๆ จริงจังเลยพิสูจน์ได้ นี่คือจิตตั้งมั่น มีปัญญารู้สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญญาไปเป็นเปรียญ 9 ไปเป็นดอกเตอร์ ไปเป็นอะไรเฉยๆ แล้วก็ได้ตำแหน่งได้เป็นศาสตราจารย์ ไม่ใช่เลย พูดไปพูดมาเลยเป็น 2 ทุ่ม 4 นาทีแล้ว ก็เอาละกำลังก็ยังดียังไปได้ควรแก่เวลาเอา เจริญธรรมทุกคน จบ 660308 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก