สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน มองอรหันต์ผ่านผลงานของท่าน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน มองอรหันต์ผ่านผลงานของท่าน _(จน เขียน)Chon Kyun • วิเคราะห์จากความเห็นส่วนใหญ่แล้ว พบว่าท่านสมณะโพธิรักษ์ต้องทำงานหนักอีกต่อไป 150 ปี อาจไม่พอให้คนเข้าใจธรรมของพุทธองค์ แม้เพียง 10% ของคนทั้งประเทศ แค่คำว่าอรหันต์ ก็เลอะเทอะไปไกลจนกู่ไม่กลับ ทั้งๆที่มีบัญญัติกฏเกณฑ์ไว้ในพระไตรปิฎกชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน แต่คนส่วนใหญ่ก็ด้นเดาเอาตามความเชื่อ เอาตามที่คนอื่นเล่าลือมา เอาตามที่หนังละครทำให้ดู อรหันต์ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ไม่เคยศึกษากฏเกณฑ์ที่พุทธองค์กำหนดไว้เลย หน่ำซ้ำยังสร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมากันเอง ว่าอรหันต์ต้องมีลักษณะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องทำอันนี้ได้ ทำอันนั้นไม่เหมาะ ไปโน่นเลย ทั้งๆที่แค่ความสุขสำเร็จจากการรักษาศีล 5 ตัวเองก็ยังไม่เคยสัมผัสสภาวะแบบนั้นเลย แต่กลับหาญกล้าสามารถไปตัดสินผู้อื่นได้ว่า คนนี้อรหันต์ คนนี้ไม่ใช ...น่าหัวร่อบรรดาชาวพุทธเพียงทะเบียนบ้าน คิ คิ.. พ่อครูว่า..ทุกวันนี้คนไม่รู้จักอรหันต์เพราะว่าคนบอกว่าเป็นอรหันต์และบอกใครไม่ได้ แล้วคนก็เดาว่าคนอื่นคนนั้นคนนี้เป็นอรหันต์ บางคนบอกว่ากระดูกเป็นพระธาตุจึงเป็นอรหันต์ซึ่งขอยืนยันตรงนี้เลย ไม่มีคำสอนใดๆบอกเลยว่าอรหันต์ต้องดูกันที่พระธาตุไม่มี เป็นคำสอนของพวกเดียรถีย์สมัยโบราณที่ติดยึดแล้วเอามาปนเข้ามาในศาสนาพุทธ กระดูกเป็นพระธาตุเป็นการจับตัวกันของธาตุแคลเซียมในกระดูก คนที่ฝึกแบบฤาษีมีธาตุของความเย็นพลังเย็นทำให้กระดูกรวมตัวกันแน่นเป็นฟิวชั่น กระดูกก็จะจับตัวกันแน่นเนียนจนเป็นผิวมันบางอัน แต่ไม่ใช่เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นอรหันต์ เลิกงมงายกันได้แล้ว พระอรหันต์สายปัญญากระดูกจะไม่จับตัวกันเพราะตัวเองจะมีพลังงานร้อน แคลเซียมจะจับตัวไม่เป็นอะไรแบบนั้น แล้วพระอรหันต์ที่เ
อ่านต่อ
ป็นสายปัญญาจะเป็นอรหันต์ก่อนพระอรหันต์สายเจโต เจโต จะไม่เป็นอรหันต์ได้ง่ายๆ จะเป็นทิฏฐิปัตตะก็ยาก จะกลายเป็นกายสักขีก็ยาก หากเป็นกายสักขี ยังมีอาสวะบางอย่างสิ้น ถ้าทิฏฐิปัตตะอาสวะก็สิ้นได้ แต่พระพุทธเจ้ายังไม่นับว่าเป็นอะไรเพราะว่าอาสวะยังไม่สิ้น ต้องเป็นปัญญาวิมุติเป็นต้นไปในระดับที่ 6 ในบุคคล 7 ปัญญาวิมุติ เป็นต้นไป อาสวะสิ้นทุกอย่างแต่ยังไม่หมดสิ้นอนุสัย ถ้าปัญญาวิมุติมีอาสวะสิ้นก็สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยิ่งไปถึงอุภโตภาควิมุติ สิ้นอนุสัยด้วย ก็ยิ่งสมบูรณ์เลย อาตมาอธิบายลักษณะของบุคคล 7 เสริมเติม ไม่มีใครอธิบายอย่างละเอียดอย่างที่อาตมาอธิบายนี้หรอก ไม่มีตำราเล่มไหน ในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้ขยายความละเอียดอย่างที่อาตมาพูด แต่ที่พูดได้นี้เพราะเข้าใจและผ่านบุคคลชนิดนี้มาหมดแล้วอาตมาเป็นผู้ที่เป็นบุคคลระดับ 7 อาตมาพูดไปแล้วก็เหนียมตัวเอง พูดไปก็ยิ่งยกตัวเองๆ ก็น่าเห็นใจคนที่เขาหมั่นไส้อาตมาว่าบ้าเอ๊ย ยกตัวเองอยู่ซ้ำซากอีกแล้ว คุณจะเข้าใจอย่างนั้นก็เข้าใจ อาตมาจำเป็นต้องย้ำให้ชัดเจนว่า ด้วยความจริงใจด้วยความปรารถนาดี ไม่ให้คุณไปเหลาะแหละ ให้มั่นคงปักมั่นกับสิ่งที่เป็นจริงที่ถูกต้องเป็นหนึ่งเดียว ไม่เหลาะแหละ คลุมเครือ ไม่มั่นคงอย่างที่อาตมาพูดหรอกเพราะฉะนั้นให้ตั้งใจให้ดีๆสนใจที่อาตมาพูด ในยุคนี้มันต้องพูดอย่างนี้ เพราะเหลาะแหละไม่ได้ ขนาดนี้ พวกที่ไม่มีภูมิปัญญามองสัจธรรมไม่ออกก็ได้แต่หาเรื่องมาว่าอาตมา อาตมาก็บอกตรงๆว่าไม่ได้แคร์หรอกคนที่ว่าอาตมา คุณแพ้ภัยตัวเองไปเสียหรอก ส่วนคนที่แสวงหาจะได้ อาตมาว่าจะต้องใช้เวลาพิสูจน์คน แล้วคุณจะค่อยๆรู้ สิ่งที่อาตมาปฏิบัติการพูดและเป็นจริง อาตมามี นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” อาตมามีสภาวะนั้นจึงพูดอย่างมั่นใจ พระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตรัสไว้ด้วยคำเหล่านี้ มันเป็นเรื่องของสัจธรรมหนึ่งของพระพุทธเจ้าว่า ผู้ที่บรรลุอันนี้แล้วจะมีลักษณะพวกนี้ “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” เป็นคุณสมบัติของนิพพาน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)
คำเหล่านี้สื่อเป็นสภาวะธรรมของโลกุตระที่สุดยอด จะไม่มีใครมาอธิบายอย่างซ้ำซากอย่างอาตมาหรอกไม่เหมือนใครผู้ที่เรียนจบเปรียญ 9 มา 8 ใบ จบด็อกเตอร์มาอีก 10 ใบก็ไม่มีทางอธิบายได้อย่างอาตมา ขออภัยที่พูดเป็นเชิงยกตนข่มท่านหนัก ไม่รู้จะทำยังไง ต้องพูดความจริงอย่างนี้แหละ ใครที่มั่นคงไม่ถือสาก็มาเอาที่สัจธรรม อาตมาบรรลุได้ด้วยตัวเองแล้วเอามาอธิบายมาประกาศผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาอย่างพวกคุณเข้าใจก็มาฟัง เข้าใจแล้วปฏิบัติได้เกิดมรรคผล เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาตรวจสอบว่ามรรคผลเป็นอย่างไร มรรคผลเป็นคนมีวรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ยืนยันได้ว่าเพราะเรามีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จริง พวกเรามีความหลุดพ้นมี ศีล สมาธิ ปัญญาวิมุติ จริงๆ มีอาการน่าเลื่อมใส่ อโศกนี้ผู้รู้จะมองอย่างไม่มีอคติว่าที่นี่น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ ไม่สะสม ไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง มีชีวิตอย่างไม่สะสมต่อไปจนกระทั่งไม่สะสมอะไรเลย เป็นสาธารณโภคีพิสูจน์ได้ยืนยันได้ คำว่าสาธารณโภคีเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุด อาตมาขอยืนยันว่าโลกนี้ในประเทศต่างๆในชุมชนต่างๆแม้แต่ในศาสนาใดๆยังเข้าใจไม่ได้ แต่เป็นจริงมีจริงได้ สังคมในกลุ่มในชุมชนไหนเขาทำได้ ...อโศก ทำได้ ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์จริงของมนุษยชาติที่เป็นแล้ว เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ประพฤติปฏิบัติจริงเป็นจริงอยู่อย่างนี้ ซึ่งมันเป็นสังคมที่สุดยอด นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายแหล่ยังไม่กระดิกหูเท่าไหร่ ยังฟังไม่เข้าใจฟังไม่ค่อยขึ้นบอกว่ามันเป็นเรื่องสุดซอย เป็นวาทกรรมทำเล่น แต่ว่าเราทำได้จริงอย่างเป็นสุขสบายด้วย แล้วชีวิตไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์อะไรเลย มีชีวิตมาเป็นสมาชิกอยู่กับกฎพื้นฐานของที่นี่ อยู่ไปได้เลยพึ่งการเกิดแก่เจ็บตายได้เลย ผู้หญิงก็มาขึ้นคานที่นี่ได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกมาดูแลไม่ต้องห่วงเลย ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องขึ้นคาน ผู้ชายก็เหมือนกัน ผู้หญิงเขาจะห่วงว่าจะขึ้นคานไม่มีลูกมาดูแลแต่มาอยู่ที่นี่สบายเลย อะไรหลายๆอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นมีสาราณียธรรม 6 ก็ชัดเจนอยู่กันอย่างมี เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรมเมตตามโนกรรม มีลาภที่ได้โดยทำก็เอามารวมกันเป็นสาธารณโภคีกินใช้ร่วมกัน มีศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ปฏิบัติไปเจริญด้วย พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณฃะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นเจตสิกต่างๆ 7 อย่าง ปฏิบัติแล้วมันเป็นอย่างนี้ได้อาตมาก็ยืนยัน แต่ว่าอวดตัวก็อวดเพราะว่ามันทำได้ ไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่า คุณพูดไปแล้วไหนล่ะปฏิบัติได้หรือไม่ก็ไม่ใช่ ก็เพราะว่าไม่มีให้อวดใช่ไหม ถ้ามีก็อวดมา มายืนยัน พูดเท่ พูดอย่างไรทำได้อย่างนั้นบ้างสิ ธรรมะของพระพุทธเจ้า ยถาการี ตถาวาที ยถาวาที ตถาการี 620522_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือเศรษฐกิจคนจนแบบอโศก