สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน ทำอย่างไรจิตใจะไม่มีทุกข์โศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน ทำอย่างไรจิตใจะไม่มีทุกข์โศก _1614ทำอย่างไร จะประคองจิตให้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว พ่ อครูว่า... ก็จะทำยากอะไร ก็ทำจิตให้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็ต้องฝึก พระพุทธเจ้าตรัสสอนมนสิการการทำใจในใจของตนเองให้ได้ ทำให้มันผ่องใสไง ประคองก็เป็นศัพท์ภาษาที่บอกว่า หัดทำให้มีจิตแบบนี้ ประคองมัน ช่วยให้มันอยู่ในอาการที่เราต้องการให้ผ่องใส พระพุทธเจ้าไม่ใช่ให้ ประคองไว้เฉยๆทื่อๆ อย่างนั้นสมถะ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้เหตุ ไม่ใช่ไปประคองบังคับมันไว้ แต่เราต้องดูที่เหตุของสิ่งที่ทำให้จิตใจไม่ผ่องใสไม่ขุ่นมัว เราก็ดูว่ามันไม่ผ่องใสมันขุ่นมัวจริงๆ อาตมาก็บอกความจริงของตัวเองให้ฟังเสมอ อาตมาไม่มีจริง โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ก็คือจิตขุ่นมัวไม่ผ่องใส โศกเศร้า ปริเทว พิรี้พิไร ทุกข์ อยู่ตลอด อาตมาบอกความจริง บอกอุตตริมนุสสธรรมของตัวเอง บอกไปแล้วก็ไม่มีกิเลสอยากอวด ความดีความเก่งความพิเศษของตัวเองไม่ได้มีจิตตัวนั้นเลย แต่ที่พูดที่บอกก็คือยังไม่รู้กี่ครั้ง แต่คนฟังแล้วเขาไม่เชื่ออาตมาไม่มีสิทธิ์บังคับใครให้เชื่ออาตมามีสิทธิ์ที่จะพูดความจริงส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ศีรษะใครศีรษะมัน ไปบังคับได้อย่างไรจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ อาตมาไม่ได้มีจิต โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ จิตใจมันผ่องใสบริสุทธิ์ตลอดฐานของจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นจิตที่สมบูรณ์แบบ เป็นโลกุตระเป็นฐานการทำจิตในจิต เมื่อปฏิบัติเป็น ท่านเรียกว่าเนกขัมมะ คือ กิเลสมีในจิตก็ทำให้กิเลสออกไปจากจิต ก็ต้องรู้จักตัวอาการของกิเลส เมื่อรู้จักแล้วก็ต้องมีวิธีทำให้กิเลสมันจางคลายมันออกไปจากจิตใจเราจนกระทั่งมันออกไปหมด เป็นจิตสะอาด เป็นจิตผ่องใสด้วยการรู้กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด แล้วก็ให้มันออกไป จนบางเบา จนห
อ่านต่อ
มดเกลี้ยง จิตก็ผ่องใสบริสุทธิ์สะอาด ปริสุทธา แม้จะมีเหตุปัจจัยองค์ประกอบปรุงแต่งกันอยู่เป็น อปุญญาภิสังขารเป็นอเนญชาภิสังขาร จิตเราก็ทำการปรุงแต่ง โดยไม่ต้องกำจัดกิเลสอีกแล้ว พลังงานจิตเป็นฌานมีพลังไฟเผาไฟราคะโทสะโมหะได้ ผู้ที่ทำได้ดีทำได้แล้วก็ยิ่งมีจิต มุทุตา กัมมัญญตา จิตปรุงแต่งก็เร็วเป็นฐานที่ตั้งมั่นก็ดี อเนญชาภิสังขาร เอาไปปฏิบัติประพฤติเกี่ยวข้องทำกิริยาอะไร แม้จะเจอกับเหตุที่มันเคยทำให้เรามีกิเลสแต่เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มี มีอำนาจทั้งมีสติและมีอำนาจปัญญาเป็นอธิปไตยเป็นอุตระ อยู่เหนือมันได้จริง พระพุทธเจ้าท้าทายให้พิสูจน์ตามที่ท่านตรัสไว้ เช่นจากมูลสูตร สติเป็นอำนาจอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตระเป็นต้น อาตมาขยายความจากพระพุทธเจ้า อาตมาทำได้ตรงตามนั้นด้วย อาตมาก็สบายใจที่อธิบายสิ่งที่เป็นโลกุตรจิต เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดาของปุถุชนเขา ปุถุชนเขาทำไม่ได้แต่เราทำได้เราก็บอกความจริงยืนยันเปิดเผย ให้ยืนยันว่าเราเป็นอาริยะเป็นพระอรหันต์ก็มีคุณธรรมอย่างนี้ มีกรรมกิริยาอะไรอยู่ในสังคมเป็นคนที่ไม่ใช่หนีออกจากสังคม ตามที่เขามีความเข้าใจผิดเป็น Concept ความวิปลาส เป็นมิจฉาทิฐิต่างๆที่มันผิดไปนานแล้ว อาตมาก็จำเป็นต้องมาอธิบายยืนยัน ต้องดูอย่างที่อาตมาพาทำอย่างนี้ ประกาศอย่างไม่ได้อวดตัวเอง แต่ยืนยันว่าอรหันต์ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ไม่ใช่เป็นอย่างโน้น และเป็นไปได้จริงเป็นไปได้ในยุคนี้ว่าอย่างนี้ถูกต้อง อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อธิบายธรรมะอย่างที่เป็นจริงเป็นสภาวะ ตามคำสอนพระพุทธเจ้าซึ่งอาตมาอธิบายไม่เหมือนกัน ตามที่มีปัจจัตตัง ปัจเจกของตน พูดอย่างนี้ทำได้อย่างนี้ ทำได้อย่างนี้ก็พูดได้อย่างนี้ ยถาวาที ตถาการี เพื่อยืนยันว่าธรรมะพระพุทธเจ้าไม่สูญเป็นโมฆะยังไม่ว่างจากโลกุตรธรรมจริงๆ แต่คนถือสาคนอวดโอ่จนไม่ไว้ใจ เพราะมันหลอกคนอื่นมามาก เลยไม่เชื่อใครเลย จนไปพูดว่า ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่มาอวดหรอก หากอวดก็ผิด พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าคนบรรลุธรรมแล้วบอกคนอื่นไม่ได้ ในโลหิจสูตร ผู้ที่บรรลุแล้ว โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) มีนักปราชญ์ทางศาสนาของเมืองไทยคนหนึ่งพูดเช่น พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนที่พูดเช่นนี้พูดไปแล้วมีภัยต่อศาสนาเป็น 2 ข้ออย่างนี้
_3867ผู้รู้ธรรมจริงโกรธใครไม่เป็นทุกปัจจุบันขณะ! ผู้เข้าถึงธรรมแท้ไม่โลภทุกปัจจัย! ผู้บรรลุธรรมโลกุตระไม่หลงติด อำนาจลาภยศสักการะสรรเสริญโลกียะสุขทุกกรรมทุกกาล! กราบอนุโมทนาพ่อครูฯ ผู้พิสูจน์แล้วถึงธ.ตถาคตฯ ดับสิ้นแล้วซึ่งโลภโกรธหลงชัดจิตอาริยะชนชัดแจ้งใจมวลชนจริงแท้สาธุ!
_1045ขอนมัสการพ่อครูสมณะครับผมชอบฟังธรรมของพ่อครูเป็นประจำครับ/กาญจน์ พ่อครูว่า...อาตมาไม่มีพวกหมู่ครูบาอาจารย์เลย คนก็เลยเชื่อยากจะมีคนที่มีภูมิปัญญาปฏิภาณเองว่านี้ใช่ก็จะมีมา นอกนั้นคนที่ถูกครอบงำทางความคิดไปเชื่อถือสิ่งที่ผิด ก็น่าสงสาร พูดด้วยความจริงใจทั้งนั้นได้แต่พูด ให้ชัดเจน เขาพูดอย่างซ่อนแฝงคนกลับเชื่อแต่อาตมาพูดความจริงคนกลับไม่เชื่อ ก็เอาคนที่มีปฏิภาณตาแหลม อาตมาเป็นสยังอภิญญามีความรู้เดิมของตัวเองมาแต่ชาติก่อน พูดไปแล้วก็ไม่เหมือนคนอื่น ถ้าหากอาตมาถูก คนอื่นเขาก็ผิด ถ้าหากอาตมาผิดคนอื่นเขาก็ถูก ถ้าเขาถูก ศาสนาพุทธคงไม่มีคดีเงินทอนวัดเอาพระใหญ่โตไปติดคุกตาราง ยังคลุมเครือกันอยู่ตอนนี้นะ ทำอะไรกันไม่ได้มากมาย อาตมาก็ต้องยืนยัน พูดสัจจะความจริง ใครจะชังอาตมาห้ามไม่ได้ ใครจะรักหรือชังอาตมาไม่มีปัญหา อาตมามีปัญหาคือเรื่องจริงกับไม่จริง แล้วอาตมาจะนำเสนอเรื่องจริงนี้ จะตายจะเป็นก็ไม่มีปัญหาขอเสนอความจริง จะรักหรือชังก็ยิ่งไม่มีปัญหาใหญ่ ใครจะรักจะชังก็เรื่องของเขา แต่อาตมาไม่ได้รักไม่ได้ชังใครอาตมากลางๆ เพราะอาตมาเข้าใจแล้วเรื่องรักเรื่องชังเป็นเรื่องโง่อวิชชา สรุปแล้ว ทำอย่างไรให้จิตใจผ่องใสไม่ขุ่นมัวก็คือทำ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วจิตใจก็จะได้เป็นจิตที่ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นจิตใจที่มีวิชชา แล้วโศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ก็จะไม่มี อาตมามีจิตใจผ่องใสไม่ขุ่นมัวตลอดเวลา สังคมเขาวุ่นวายเราก็ไม่ได้วุ่นวายไปกับเขา เราก็ดูว่าจะช่วยแก้ได้ขนาดไหนตัวเราก็เท่านี้ 620522_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือเศรษฐกิจคนจนแบบอโศก