9_บทที่ 5.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์104 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรมของผู้ต้องขังหญิง เรือนจ ากลางจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนม จ านวน 30 คน ซึ่งได้มาจากเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออกที่ผู้วิจัยก าหนดขึ้น กลุ่มตัวอย่างได้ท าการประเมินความเครียด ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสวดมนต์ และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยใช้แบบวัดความเครียดสวนปรุง (SPST-20) กรมสุขภาพจิต สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ จ านวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้วิจัยขอสรุปผลการวิจัย การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะของการวิจัย ดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไป ผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี จ านวน 12 คน คิดเป็น ร้อยละ 40.00 ภูมิล าเนาอยู่ในจังหวัดนครพนม จ านวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 57.67 สถานภาพสมรส จ านวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 60.00 มีจ านวนบุตร 2 คน จ านวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา จ านวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 46.67 ก่อนถูกต้องขังมีอาชีพรับจ้าง จ านวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 มีฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จ านวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 83.33 มีระยะก าหนดโทษมากกว่า 20 ปี จ านวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 43.33 มีระยะเวลารับโทษคงเหลือมากกว่า 20 ปี จ านวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 26.67 ค่าดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติ จ านวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 73.33 2. ผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่มีอายุ 46.53±12.09 ปี ดัชนีมวลกาย 23.25±2.89 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ก าหนดโทษ 17.37±11.08 ปี และคงเหลือเวลารั

อ่านต่อ

บโทษ 12.37±10.31 ปี 3. ผู้ต้องขังหญิงเรือนจ ากลางนครพนมมีความเครียดลดลงมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการทดลองเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง อภิปรายผลการวิจัย การวิจัยครั้งมีสมมุติฐานการ คือ หลังได้รับโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ผู้ต้องขังหญิงเรือนจ ากลางนครพนม จังหวัดนครพนม มีความเครียดลดลงมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรม ซึ่งผู้วิจัยขออภิปรายผลดังนี้ ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า หลังได้รับโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 4 สัปดาห์ ผู้ต้องขังหญิงมีค่าเฉลี่ยของความเครียดลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับกิจจ์ศรัณย์ จันทร์โป๊ (2557 : 89) ได้ศึกษาผลของการสวดมนต์ตามแนวพุทธศาสนาและการท าสมาธิแบบอานาปานสติที่มีต่อการลดความเครียดของ 76 วัยรุ่น พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ท าการสวดมนต์และกลุ่มตัวอย่างที่ท าสมาธิแบบอานาปานสติ มีค่าเฉลี่ยคะแนนของความเครียดก่อนและหลังการทดลองแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับพรทิพย์ ปุกหุต (2555 : ก) ได้ศึกษาผลของการสวดมนต์บ าบัดที่มีต่อความวิตกกังวลและความผาสุกทางจิตวิญญาณในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะรับการรักษา พบว่า หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยของคะแนนความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของความผาสุกทางจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยครั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ต้องขังหญิงมีความเครียดลดลงอาจเป็นเพราะว่า การสวดมนต์และทบทวนธรรมมีจังหวะและส าเนียงที่เรียบง่าย ถ่ายทอดออกมาเป็นค าพูดเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย จึงท าให้จิตใจเกิดความผ่อนคลาย ซึ่งการสวดมนต์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่โน้มน าจิตใจให้เกิดการผ่อนคลาย โดยเสียงสวดมนต์จะเป็น เสียงโมโนโทน (Monotone) คือมีระดับความถี่เดียว การสวดมนต์ช้า ๆ อย่างสม่ าเสมออย่างน้อย 15 นาที จะสามารถเกิดสมาธิ ท าให้จิตใจสงบต่อเนื่องร่างกายเกิดภาวะผ่อนคลาย ซึ่งมีผลต่อปฏิกิริยาการท างานของระบบประสาทซิมพาเทติค ท าให้ร่างกายท างานช้าลง เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจการเผาผลาญ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อระดับเอพิเนฟริน และความดันโลหิตลดลง การไหลเวียนของโลหิตส่วนปลายเพิ่มขึ้น มีการหายใจลึกขึ้น ใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องมากขึ้น ท าให้ระดับกรดแลคเตทและระดับคอร์ติซอลในเลือดลดลง ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทส าคัญในการท าให้เกิดความเจ็บปวดลดลง ร่างกายจะหลั่งสารเอพิเนฟริน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีนที่มีอยู่ในร่างกายออกมามากขึ้น ยับยั้งการรับสัญญาณความเจ็บปวดที่ส่งมาจากไขสันหลัง ท าให้ความเจ็บปวดลดลง และช่วยสร้างอารมณ์เป็นสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบญมาศ ตระกูลงามเด่น และสุรีพร ธนศิลป์ (2555 : 39) สามารถกระตุ้นการท างานของอวัยวะในร่างกายโดยเฉพาะสารสื่อประสาท เซโรโทนิน (Serotonin) ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ าตาลในเลือด กิจจ์ศรัณย์ จันทร์โป๊ (2557 : 89-99) นอกจากนี้ การสวดมนต์นั้นสามารถลดภาวะซึมเศร้า และลดความดันเลือด รอยส์ (Roy et al. , 2015) และสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย โคริ (Kori. 2017) พระพุทธเจ้าตรัสว่า “คนจะบรรลุธรรมเพราะทบทวนธรรม” บทสวดมนต์และบททบทวนธรรม มีเนื้อหาให้ตระหนักถึงเรื่องกรรม ผลของกรรม ความเป็นจริงของชีวิต การไม่โทษผู้อื่น การส านึกผิด การคิด พูด ท าในสิ่งที่ดี หากผู้ใดได้พยายามทบทวนธรรมอย่างเข้าใจความหมายเนื้อหาสาระให้ได้ทุกวัน พิจารณาทบทวนซ้ า ๆ จากค าเดิม ๆ ทบทวนทุก ๆ วัน แล้วจะพบกับปาฏิหาริย์ คือ ผู้ทบทวนธรรมจะมีปัญญามากขึ้นทุกวัน ๆ มากขึ้นกว่าภาษาที่เราทบทวน จะมีญาณปัญญามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันใดที่ผู้ใดทุกข์ ด้วยอะไรก็แล้วแต่ ธรรมะนี้คือปัญญาดับทุกข์ นี้คือคาถาดับทุกข์ วันใดที่ทุกข์ การได้ทบทวนธรรม ร่วมกับการฟังธรรม การสนทนาธรรม การใคร่ครวญธรรมซ้ า ๆ เป็นประจ า ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยพยายามท าความเข้าใจความหมายที่ถูกต้องในบททบทวนธรรมนี้ ให้เข้าไปในจิต ทบทวนหัวข้อแล้ว พยายามท าความเข้าใจว่าหมายถึงอะไร มีเนื้อหาอย่างไร การทบทวนทั้งหมดนี้ซ้ า ๆ จะสามารถท าลายกิเลสความติดยึดที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ นี่คือ ปัญญาที่ใช้ในการพัฒนาจิตวิญญาณ การพัฒนาจิตวิญญาณให้ดีงามและผาสุกที่สุดในโลก จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้และได้พัฒนาตนเป็นอันดับแรก การพิจารณาตามบททบทวนธรรม อย่างรู้เพียรรู้พัก ชัดเจนกับทุกกรรมกิริยาอาการ ทางกายวาจาใจในทุก ๆ ค า ทุก ๆ ประโยค ที่ได้สื่อออกมาในบททบทวนธรรม ให้มีการกระท าที่สมบูรณ์ได้ตั้งแต่กายวาใจไปจนถึงใจในระดับจิตวิญญาณที่เป็นพลัง 77 ชีวิตที่ละเอียดที่สุด ดังนั้นการปฏิบัติสวดมนต์และทบทวนธรรมซ้ า ๆ เป็นประจ าทุกวัน จะสามารถท าลายความติดยึด ความชอบชังที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ นี่คือปัญญาที่ใช้ในการพัฒนาจิตสู่ความ พ้นทุกข์ ใจเพชร กล้าจน (2559 : 4-5) ท่านพุทธทาส กล่าวว่า การทบทวนธรรม จะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะช่วยให้โลกนี้รอดปลอดภัยและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ “ถ้าเป็นเรื่องของโลกทั้งโลกละก็ ควรจะถือเป็นเรื่องส าคัญ นี้ก็เป็นเรื่องที่พุทธบริษัทจะต้องนึกถึง (ทบทวน) อยู่เสมอ จะนึกกันโดยแง่ใดก็ได้ คือ ไม่เห็นแก่ตัว แล้วนึกถึงคนอื่น หรือเมื่อไม่มีตัวกันด้วยกันทั้งหมดแล้ว ปล่อยให้สติปัญญาพาไป ตามอ านาจของสติปัญญาแล้วก็จะท าแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ที่เป็นส่วนรวม แล้วธรรมะนั้นก็เป็นประโยชน์แก่คนทั้งโลกเอง นี่มันคือทางลัดอันหนึ่งว่า นึกถึง (ทบทวน) ธรรมะ นึกถึงคุณค่าของธรรมะ แล้วก็นึกถึงผู้ที่จะได้รับ คือ ผู้อื่นแล้ว มันก็สูงสุดอยู่ที่นั่น เรากลายเป็นเล็กนิดเดียว ฝากหรือแฝงไว้ ในนั้น ในการที่จะช่วยกันทุกอย่างทุกประการที่จะช่วยให้โลกนี้รอดหรือปลอดภัยแล้วเป็นอยู่อย่างสันติ” พุทธทาสภิกขุ (2516 : 238) สอดคล้องกับดลธร พลรักษ์ (2555 : 343-356) ได้ศึกษา มุขปาฐะผญาในฮีตคองเพื่อความสุขมวลรวมเขตวัฒนธรรมศรีโคตรบูร พบว่า บทบาทของผญามีผลต่อสังคมอีสานอย่างกว้างขวางใช้ภาษาผญาสั่งสอนตามจารีตประเพณีเป็นคติธรรมเตือนใจ เตือนสติด้วยค าสุภาษิตที่มีเนื้อหาธรรมให้เกิดความศรัทธาที่จะน าไปปฏิบัติ รวมทั้งค าสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ เกิดเป็นเอกลักษณ์ในสังคม สร้างสันติสุขของสังคม ความสามัคคี ปลูกฝังความศรัทธา สอดคล้องกับพระมหาภาณุวิชญ์ ปัญญาปโชโต (2555 : 112) ศึกษาพุทธวิธีการบ าบัดรักษาโรค ผลการวิจัยพบว่าการใช้ธรรมะโอสถหลักพุทธธรรมสามารถ ใช้ในการบ าบัดรักษาโรคทางใจได้ การวิจัยครั้งนี้สรุปได้ว่า โปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม สามารถลดความเครียด ลดความทุกข์ของผู้ต้องขังหญิงได้ แสดงให้เห็นว่าการสวดมนต์และทบทวนธรรมเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดจิตใจที่มีความเครียด ลดความสับสนวุ่นวาย ท าให้จิตใจมีความผ่อนคลาย มากขึ้น และยังสามารถลดอาการทางกายหายและบรรเทาลง (ภาคผนวก ง) ลดภาวะซึมเศร้า ลดความดันเลือด ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ดังนั้น การน าโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรมมาใช้ลดความเครียด ลดความทุกข์ จะช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงมีการพัฒนาศักยภาพของตนเอง มีความรู้และทักษะในการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้งมีความสามารถในการจัดการความเครียดได้อย่างถูกวิธี เข้าใจหลักธรรม กรรมและวิบากกรรม คิดบวก มีก าลังใจ ตั้งใจท าความดี เข้าใจผู้อื่นและมีความสุข มีจิตอาสา คิดเสียสละและแบ่งปันสู่สังคม สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ (ภาคผนวก ง) ส่งผลให้ความเครียดลดลงได้ และเพิ่มความผาสุกยั่งยืนภายในจิตใจของผู้ต้องขังหญิงได้อีกด้วย ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 โปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ควรได้รับการเผยแพร่ไปประยุกต์ใช้ส าหรับลดความเครียดของผู้ต้องขังในเรือนจ าหรือทัณฑสถานแห่งอื่น ๆ ของประเทศ 78 1.2 โปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ควรได้รับการเผยแพร่ไปประยุกต์ใช้ส าหรับลดความเครียดของประชาชนทุกกลุ่ม 2. ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาผลของโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม เช่น กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และควรมีการติดตาม ประเมินผลต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน ร่วมกับการศึกษาเชิงคุณภาพ 2.2 ควรศึกษาผลของโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักแพทย์วิถีธรรม มากกว่า 4 สัปดาห์ 2.3 ควรเพิ่มการฟังธรรมให้มากขึ้นและมีหลากหลาย เพิ่มสื่อพลังคิดบวก เพื่อเปลี่ยนมุมมองด้านบวกเพิ่มขึ้น 2.4 ควรเพิ่มบทเรียนการสะท้อนคิด สะท้อนตัวเอง แล้วมีการจดสมุดบันทึกประจ าวัน เพื่อจะเป็นประโยชน์เวลาย้อนกลับมาอ่าน ย้อนคิดตัวเองช่วยส่งผลต่อการปรับพฤติกรรมของตัวเอง 2.5 ควรศึกษาผลของโปรแกรมสวดมนต์กับทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่มีผลต่อความเครียดในกลุ่มวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และวัยสูงอายุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน