561127_เทศน์หลังดาวกระจายไปก.พลังงาน โดยพ่อครู ประชาชนทวงคืนอำนาจจากรัฐบาลขบถ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561127 เทศน์หลังดาวกระจายไปก.พลังงาน โดยพ่อครู ประชาชนทวงคืนอำนาจจากรัฐบาลขบถ
วันนี้วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2556 ที่ เวทีมัฆวานฯ คนเรามีกรรมดีกรรมชั่ว คนเราควรทำกรรมดี ไม่ทำกรรมชั่ว ซึ่งมันจะออกฤทธิ์แก่เรา ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว กรรมชั่วจะออกผลให้เราทุกข์ร้อน ศาสนาทุกศาสนารู้ทุกข์สุข นรกสวรรค์ แต่ว่าความจริงที่จริงยิ่ง นั้นพุทธบรรลุสูงสุด เรื่องที่เรากำลังเผชิญ พวกเราก็แยกย้ายกันไปทำงาน ที่เป็นเรื่องจริงเกิดจริง เราไปทำงานเพื่อควรคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ หรือไปปิดทางให้คนไม่ดีหยุดทำไม่ดี อย่างที่เขาทำกันก็มีการทำร้าย ฆ่า ตัดแขนขาเลย อย่างนั้นโบราณ แต่ถ้าพูดกันด้วยดี อย่างผู้มีปัญญา ว่าคุณหยุดเถอะ คนมีปัญญาก็จะรู้ หรือว่ามีกิเลสแม้รู้ก็ไม่หยุด ดันทุรังไปด้วยอำนาจ ตัวเองก็เดือดร้อนสะสมวิบากใส่ตน อันนี้แหละที่เขาไม่เชื่อ ก็ให้พิสูจน์กันไป คุณจะรู้เอง ตอนนี้เราใช้วิธีการควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ อย่างที่ในหลวงตรัส ให้คนดีได้ทำงาน ท่านตรัสสวย แต่อย่างที่เราทำนี้บอกว่าไปยึดกระทรวงนั้นนี้ ก็ดูน่ากลัว แต่ที่จริงเราไปบอกเขา พูดกัน ขอร้องให้ทำดี ไม่ไปแย่งชิง บุกรุก คุกคาม เราพยามยามทำให้ดีที่สุด ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะปฏิวัติ เปลี่ยนแปลง จากการบริหารที่เลวร้าย ที่เขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เขาก็ดึงดัน เราได้ทำรุกคืบรุกศอก ไปเรื่อยๆ จนไประงับคนที่มีปัญญาที่ยอมเข้าใจ ต่างประเทศเขาเรียกพวกเราว่า โพรเทสต์ ทั้งนั้น แต่ว่าเมืองไทยใช้คำว่า ม็อบ ที่แปลว่ากลุ่มชนที่บ้าคลั่ง เราก็ยืนยันว่าเรา โพรเทสต์ ไม่ใช่ม็อบ เราทำมาหลายปี ตอนนี้ก็สมบูรณ์ด้วยพฤติกรรมและภาษา เป็นความไม่รุนแรง เป็น Peace full เราก็ต้องเปลี่ยนภาษาเสียบ้าง ไม่ใช้ภาษาว่าไปยึดที่นั้นนี่ ก็เปลี่ยนเสีย เราไปหยุด ห้ามกั้นไม่ให้เขาทำ
อ่านต่อ
ชั่ว ไม่ใช่ภาษาว่าบุก ไปยึด เป็นภาษาเสีย ที่เราทำนี่ต้องใช้กำลังไปทำ แต่ว่ากำลังมีสองทิศทาง กำลังที่บังคับไม่ดีเรียก Forced แต่ว่ากำลังที่ดี คือ Authority ภาษาไทยเรียกว่าอำนาจ ถ้ามากๆๆๆ ก็เรียกว่าเผด็จการ ถ้าเป็นเพียงกดขี่ เขาถือว่าอำนาจนี่ชอบธรรม อย่างรัฐบาลทำนี่ อาตมาก็สาธุอย่างนายกฯ ปู เขาว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ก็ขอบคุณ ให้เขาทำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำให้ดี ที่เราทำนี่เป็นเพียงความเคลื่อนไหว จนเราได้ยืนยันชัดเจน ถ้าคุณจะไปอยู่ฝ่ายโน้นก็ไป ตอนนี้แกนนำฝ่ายแดงก็พูดอย่างนี้ แต่ของพวกเรานี่ก็ทำแรงด้วยคำพูดเหมือนกัน แต่ว่าต่างกันตรงที่พวกเราไม่โกหก หรือโกหกน้อยกว่าพวกเรา หลักฐานมีมากมาย เขาอาจโง่ได้ข้อมูลผิด แต่อาตมาว่าเราถูกมากกว่า ก็แล้วแต่ใครจะมองว่าอันไหนถูกมากกว่า ตัดสินเอง เห็นข้างไหนเป็นธรรมวาทีก็เข้าข้างนั้น คุณตัดสินเอง เราก็ต้องบอกว่าข้างเราเป็นธรรม เขาก็ต้องบอกว่าเขาเป็นธรรม อำนาจโดยธรรมนี้แสดงออกทางวิญญัติรูป ทั้งกายและวจี คนที่เขาจะทำแบบ Forced ก็ต้องสร้างโดยกดดัน แต่ของเราทำแบบ Authority คือใช้ปัญญาใช้สัจธรรมหรือนิติรัฐนิติธรรม มาเป็นพลังอำนาจ อย่างที่ในหลวงทรงมีภูมิปัญญาทำ มาถึงวันนี้แล้วในหลวงเราเป็นยอด ปชต. แล้ว แม้ควีนจากอังกฤษก็ยังตรัสว่า ชาตินี้ไม่คิดว่าจะได้พบพระเจ้าแผ่นดินจริงคือกษัตริย์ไทย ท่านทรงยอมรับในหลวงของเรามาก แต่คนเราบังคับปัญญากันไม่ได้ เราจะเห็นลักษณะสองอย่าง อย่างที่โลกชอบทำก็ทำแบบ Forced เขาพยายามสร้างทำตนให้คนเกรงกลัว หรือแม้จะสร้างเมตตา แต่ก็ไม่สนิทหรอก จนคนไม่กล้าค้านแย้งไม่กล้าตำหนิติเตียน แต่ พพจ.สอนว่า .. ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ ที่เราทำมานี่ ในวันที่ 24 มีคนทำสถิติบอกจำนวนคนเลยว่ามี 2,360,475 คน เขาใช้หลักวิชาการในการคำนวณ เราทำอย่างเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ไม่เศร้า สิ้นโศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส คนชนิดนี้อยู่ในโลกมีแต่รับใช้สังคม แต่คนจะยกย่องเขาเพราะเขาเป็นคนรับใช้สังคมจริงๆ แม้จะหนักจะเหนื่อยอย่างไร คนที่ยังไม่ออกนอกกรอบโลกีย์นั้นจะไม่เข้าใจหรอก การเอาความสงบสยบความรุนแรงเขาไม่เข้าใจหรอก ที่เขาพูดมาก็ไม่เชื่อหรอก แต่ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเกิดเหตุการณ์นี้ ซึ่งในสังคมโลกีย์เขาใช้พลังอำนาจนี้เอาชนะกันทั้งนั้นแหละ เป็นนามธรรมสามารถครอบงำกดขี่ ให้มนุษย์กระทำได้ตามนั้นๆ บังคับคนให้ทำอย่างใดได้ แต่ก็ทำให้คนอัดอั้นไม่ชอบใจ ปัจจุบันนี้ เมื่ออำนาจที่ถูก คณะบริหาร & สภานิติบัญญัติ หรือ สส. 312 คน ง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลที่รวบ “อำนาจ” ทั้ง บริหาร และ สภา มาเป็น เผด็จการในสภา นั้น แถมประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลแล้ว ปฏิเสธคำตัดสินของศาลด้วย เป็นต้น และข่มขู่ คุกคามตุลาการอีกซ้ำ ก็เท่ากับขบถ จึงหมดอำนาจที่จะบริหารและทำหน้าที่ในสภาลงไปแล้ว ดังนั้น ประชาชนเจ้าของอำนาจก็ต้องมีสิทธิ์ที่จะเอาอำนาจคืน ซึ่งเป็นไปโดยธรรมนั้น อำนาจก็ต้องคืนไปสู่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจโดยอัตโนมัติแล้ว เพราะเมื่อทำผิดซึ่งๆ หน้าปรากฏชัด แต่ก็ยังดื้อดึงดัน ประชาชนจึงได้ ปฏิบัติการทวงอำนาจคืน และได้ทำการ ประกาศขอยึดอำนาจคืนต่อประชามคมสาธารณะชนแล้วตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. 2556 จากผู้บริหาร -จากผู้แทนที่ประชาชนได้เลือกขึ้นไปทำหน้าที่แทนตัวเอง อันเป็นการปฏิบัติของประชาชนที่จะต้องปฏิบัติขออำนาจคืน แล้วจัดการปฏิบัติไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ซึ่งประชาชนก็ได้ทำแล้วอย่างงดงาม ถึงขั้นได้นำพระราชอำนาจที่เรียกว่า “รัฏฐาธิปัตย์” ของประเทศเทิดทูนถวายให้แด่องค์พระประมุขซึ่งทรงเป็นพระประมุขแห่งอำนาจของรัฐหรือของประชาชนไปแล้วเรียบร้อย แต่ฝ่ายหาเรื่องคือ ฝ่ายตรงกันข้ามก็พยายามตลบตะแลงว่า พวกเราทำให้ระคายเบื้องยุคลบาท ดึงเอาสถาบันมาแปดเปื้อนการเมือง ทั้งๆ ที่เป็นไปตามวิสัยแห่งความเป็นจริงอันเกิดขึ้นโดยตนเองเป็นผู้ทำตนทำลายอำนาจตนเองแล้วแท้ๆ ซึ่งที่แท้ถูกต้องตามสัจธธรมนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น “กฎหมายสูงสุด” (Supreme law) เหนือกว่า Rule of law กฏหมายรัฐธรรมนูญ เหนือกว่า principle law เหนือกว่า common law แน่นอนอยู่แล้ว ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 2 ก็ตราไว้ด้วยชัดๆ เพราะองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบ ประชาธิปไตย 2 ขา นั้น กษัตริย์ย่อมทรงไว้ซึ่งประมุขความมั่นคงแห่งชาติ(national security) ทรงเป็นจอมทัพของประเทศสัมบูรณ์สุด เมื่อความผิดของสถาบันแห่งชาติวิกฤติแล้วชัดเจนปานนี้ และประชาชนออกมาปรากฏตัวตนแสดงร่วมกัน ครบถ้วนสัมบูรณ์แล้วด้วย ทุกพฤติกรรมขององค์กรแสดง ความผิด-ความถูก ชัดแล้ว เช่น 2 สถาบันประพฤติผิด สถาบันตุลาการตัดสิน 2 สถาบันนั้นก็ขบถต่ออำนาจศาล คุกคามศาล มวลมหาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ และเป็นเจ้านายของ 2 สถาบันนั้นโดยตรง ก็ออกมาแสดงคะแนนเสียงสำทับอีก อย่างมืดฟ้ามัวดินเป็นประวัติการ ว่า ขออำนาจคืนจากที่ได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไปนั้น ประชาชนขอคืน มันผิดบริบทจากการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่วันที่ 24 พ.ย. 2556 นั้นเป็นการออกมาแสดงคะแนนเสียงสดๆในการไล่ออกของประชาชน เป็นการยึดอำนาจคืนจากผู้แทนที่ได้เลือกไปแล้วก่อนนั้น ออกมาลงคะแนนเสียงสดๆนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งไปทำงานแทนเลย มันคนละเรื่องแท้ๆ คนอีกฝ่ายหนึ่งก็ยังหลงงมโข่งอยู่กับเรื่องคนละเรื่องนั้นมาเป็นเรื่องเดียวกัน หลงเอาคะแนนจากเรื่องหนึ่งมาอ้างอีกเรื่องหนึ่ง ตามที่เคยหลงอ้างผิดแบบนี้แหละบ่อยๆ ทำกันมาแล้วๆ เล่าๆ ไม่รู้จักกาละเทศะมาจนนับไม่ถ้วน จนจำไม่ไหวแล้ว หลงใหลเหลือเกินกับการได้คะแนน 15 ล้านที่เป็นการได้คะแนนไปแบบโกงๆ ชั่วๆ ไม่บริสุทธิ์นั้น แท้ๆ ก็.. ความรู้ทางการเมืองมันฟั่นเฝือจนเลอะเทอะอยู่แบบนี้มามากต่อมากแล้ว แม้ประชาชนที่ยังหลงผิดยึดฝ่าย 2 สถาบันนั้นอยู่ก็ได้ออกมาแสดงมวลของตนบ้าง ในวันที่ 24 พ.ย. 2556 ก็ปรากฏชัดแล้วว่า แพ้คะแนนเสียง แ ต่ประชาชนผู้หลงผิดก็ยังหลงผิดเมาอยู่กับคะแนนเสียงเลือกตั้ง อันเป็นคนละเรื่อง คนละกาละ คนละบริบท ยังดึงดันอ้างคะแนนเสียงในบริบทเลือกตั้งผู้แทนที่เป็นคนละเรื่อง คนลำกาละ จึงเป็นคนละบริบท กับการออกมา ไล่ออก ไม่ใช่ เลือกตั้ง แต่มาเอาอำนาจที่ให้ไปทำแทนนั้นคืน จะเอาคะแนนเก่าในการเลือกตั้งนั้น มาอ้างกับคะแนนเสียงที่เป็นเรื่องใหม่ คือ ไล่ออก นี้ ตอนนี้ ที่เป็นการออกคะแนนเสียงเอาอำนาจคืน มันคนละเรื่องกัน แต่กระนั้นก็ดี แม้วันที่แข่งขันมวลชนในวันที่ 24 พ.ย. 2556 ที่แข่งขันว่าฝ่ายไหนจะมีคะแนนเสียงมาก ในฝ่าย 2 ฝ่าย ซึ่งก็คือ การเลือกระหว่างรัฐบาลกับประชาชนนั่นเอง ตนเองก็ออกมาแข่งขันในวันที่ 24 พ.ย. 2556 นั้นแล้ว แพ้แล้วชัดๆ ก็ไม่ยอมแพ้ เชื่อแล้วล่ะ..ว่า ดีเอ็นเอพวกนี้ “แพ้ไม่เป็น” ยอมรับว่าเป็นดีเอ็นเอ “หน้าด้าน” ตลอดกาล จนมีวลีเด็ดเรียกว่า “คนรักเท่ารัชมังฯ คนชังเท่าราชดำเนิน”
พฤติกรรมขององค์กรก็ดี พฤติกรรมของมวลมหาประชาชน ที่ปรากฏต่อประชาคม ได้ประท้วงและแสดงแจ้งความผิดออกมาชัดแจ้งก็ดี และได้แสดงการขออำนาจคืนแล้ว มีพฤติกรรมในสังคมชัดแจ้งชัดเจนจนปานนี้ “ส ุ ญญากาศทางการเมืองจึงเกิดแล้วบริบูรณ์ครบถ้วนขบวนการ” ทั้ง “ตุลาการภิวัฒน์” และทั้ง “ประชาภิวัฒน์” เพราะ...เ มื่อไม่มีบัญญัติในนิติรัฐตามมาตรา 7 เราก็ปฏิบัติตามนิติธรรม หรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นการปกครองของประเทศไทยที่เรามี “รัฏฐาธิปัตย์” ระบุไว้ในมาตรา 2 นั่นคือ เราผู้เป็นมวลมหาประชาชนที่มีความผูกพันกันตามระบอบประชาธิปไตยอันประชาชนทุกคนล้วนเป็นเจ้าของก็ได้ปฏิบัติไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่มี และได้ออกมาแสดงสิทธิ์ เป็นที่ปรากฏแล้ว ชนะอีกฝ่าย แล้วในวันที่ 24 พ.ย. 2556 แล้ว เสร็จลงแล้ว เป็นการปฏิวัติโดยประชาชนที่สงบเรียบร้อย ไม่ได้ใช้อาวุธเลย เมื่อไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 7 เราก็ทำตามรัฐธรรมนูญนี้ครบถ้วน ออกมาแสดงสิทธิ์ประท้วงทวงอำนาจคืน อย่างสงบเรียบร้อย ไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ออกนอก บริบทที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเลย เมื่อประชาชนได้ปฏิบัติแล้วตามครรลองครองธรรม อันสุจริตธรรม เป็นสูงสุด ถึงขั้น “นิติธรรม” ซึ่งอยู่ในมาตรา 3 วรรค 2 และธำรงไว้ซึ่งมาตรา 4 - 5 - 6 องค์กรเอกชน นิติบุคคล มวลมหาประชาชนหรือคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ตามบริบทนั้นๆ ซึ่งเมื่อเป็นไปตามมาตรา 7 แล้ว คือ ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และ “อำนาจ” ทั้ง 2 สถาบันที่ได้มาจากประชาชนไปลงคะแนนเลือกให้เป็น “ผู้แทนประชาชน” โดยตรงคือ สส. และทั้งโดยอ้อมคือ นายกรัฐมนตรี ทั้งรัฐมนตรี ฯลฯ ได้ร่วมกันประพฤติผิดซึ่งๆ หน้า สื่อสารออกไปให้เป็นที่ปรากฏ ประกาศแจ้งต่อสังคมกระจายไปแม้แต่นอกประเทศก็รู้ก็เห็นกันทั่วหมดแล้ว ตามสังคมโลกาภิวัฒน์ อีกทั้งตุลาการก็ได้แจ้งความผิดแก่สถาบันทั้ง 2 สถาบัน แต่ทั้ง 2 สถาบัน กลับไม่เคารพสิทธิ์และอำนาจศาล ซ้ำเข้าไปอีก ผิดซ้ำผิดซ้อน แม้..บัดนี้ก็ยังไม่ยอมหยุดกระทำผิด ยังปล่อยองค์กรทางราชการออกมาส่งเสริมความผิดซึ่งๆ หน้าอยู่อีก ไม่ห้ามปรามข้าราชการตามสิทธิ์และหน้าที่ ซึ่งมาถึงบัดนี้ ประชาชนทวงอำนาจคืนสำเร็จตามหลักฐานต่างๆ บันทึกด้วยภาพ ด้วยเสียง ด้วยพฤติกรรม ด้วยอักษรไว้ ซึ่งมีทั้งการกระทำทางกายและวาจาครบ มีเป็นที่ประจักษ์กันทั่วแล้วด้วย มวลประชาชนที่ออกมาสนับสนุนฝ่าย 2 สถาบันที่ผิดนั้น ก็ออกมาแสดงคะแนนเสียงในวันที่แสดงความจริงแข่งขันกันคือ วันที่ 24 พ.ย. 2556 ก็ปรากฏผลของคะแนนเสียงของประชาชนแล้ว สรุป องค์กรและบุคคลที่ทำหน้าที่การเมืองที่ผูกพันใน 2 สถาบันนั้น สถาบันหลักในสภาทั้ง 2 ได้กระทำผิดแล้ว ย่อมผูกพันทุกองค์กร และบุคคลที่มีหน้าที่ แม้แต่ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ตาม หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 10 สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน มาตรา 56 - 62 เราก็ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้อย่างเคารพในรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้ที่ทำผิดหรือฝ่าฝืนสิทธิในข้อมูลข่าวสารก็ควรสังวรและเลิกปฏิบัติ ส่วนที่ 11 มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เราก็ทำตามอย่างเคร่งครัดได้งดงาม โปรดอย่าทำลายควางดงามนี้เลย ให้เกิดในประเทศไทยประกาศไปทั่วโลกเถิด แม้ มาตรา 64 ผู้ที่มีอำนาจในหน้าที่ก็ไม่ควรหลงผิดสั่งการหรือกดดัน หรือจำกัดเสรีภาพผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้ทำผิด และใน หมวดที่ 4 หน้าที่ของชนชาวไทย มาตรา 70 - 71 เราก็ได้ออกมาปฏิบัติหน้าที่อันควรนี้อย่างเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยสำนึกคุณของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังนั้น ตามมาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ท่านผู้มีหน้าที่ก็ควรจะทำตามให้ดีๆ เถิด ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง ไม่เช่นนั้น เราก็อาจจะร้องเรียนได้ตาม วรรค 3 ของมาตรา 74 นี้นะ เหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ทุกอย่างผ่านไปแล้วด้วยดีเหลือเกิน จนน่าจะเรียกได้ว่า เป็นปาฏิหาริย์ของประเทศเพราะ... ส ุ ญญากาศทางการเมืองเกิดขึ้นแล้วตามความเป็นจริง กลุ่มบุคคลที่ได้ออกมาประท้วง ต่อต้าน และก็ได้ปฏิบัติตามขนบอันดีงามทูนเกล้า ถวายฎีกา ขึ้นไปแล้วอย่างงดงาม บริบูรณ์ ต่อจากนี้ก็สุดแท้แต่พระราชวินิจฉัย ด้วยเศียรเกล้า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด” ....จบ