561130_เทศน์ภาคเช้าโดยพ่อครู เรื่อง ชุมนุมให้เป็น Best Record ต้องถอดตัวตน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561130 เทศน์ภาคเช้าโดยพ่อครู เรื่อง ชุมนุมให้เป็น Best Record ต้องถอดตัวตน
วันนี้วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ที่เวทีมัฆวานฯ เวลานี้เป็นเวลาอันประเสริฐที่เราจะได้สดับตรับฟังรูปธรรม นามธรรม เมื่อปี 49 กองทัพธรรม พรักพร้อมพุทธบริษัท 4 เราไม่ได้หยิบตัวเราเองออกมาอวดโอ่หรือทวงบุญคุณจากใคร แต่เรากำลังเรียบเรียงส ิ่ งที่ปรากฏ เป็นประส บ การณ์ที่ได้เห็นได้รู้ ต่อสาธารณชน มันก็เกิดภาวะผูกพันต่อทุกอย่าง ทุกองค์กร ทุกสังคม เพราะเป็นสังคมโลกาภิวัฒน์ เชื่อมโยงกันไปทั้งโลก รับรู้ข่าวสาร เกิดการรู้แจ้งไปทั่วโลก เป็นสิ่งเปิดเผย จริงใจ แต่อาจมีพฤติกรรมไม่ดีแทรกแซงบ้าง จะไปหาความบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มหมู่ไม่มีหรอก เอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากลืนสิ่งใหญ่ไม่ได้ ตอนนี้ฝ่ายแดงเขานัดกันวันที่ 30 ดึงบุคคลรวบรวมมาเท่าไหร่ให้ทำไปก่อนเลย พรุ่งนี้เหลือเท่าไหร่ก็มาที่เรา เขาอาจว่าเราเอาเปรียบ แต่เราเอาเดนเขานะ เตือนให้พวกเราเลิกพยาบาทถือสาใครเสีย หากเลิกไม่ได้ก็ระงับไว้ก่อนสัก 5 วัน อย่าไปทำร้ายทำลายอะไรกัน ถ้าเลิกได้เลยก็สาธุ เราไม่ควรไปโกรธเกลียดใคร จะทำชั่วอยู่ก็เรื่องของเขา วันนี้ให้แดงเขาแสดงคะแนนเสียง เป็นเรื่องของการแสดงอำนาจ ประเทศไทยเราได้ป ฏิรูปมาถึงขั้นสุกงอม Ripe แล้ว ก็เรียกสิ่งที่เกิดว่า “ปฏิวัติ” ได้ ส่วนทางด้านผู้ทำงานก็ว่าอย่าเรียกว่า ปฏิวั ติ มันดูรุนแรง แต่เราปฏิวัติอย่างสงบ เรียบร้อย ง่ายงาม ไม่มีการใช้อาวุธใดๆ ไปตามครรลองคลองธรรม อาจมีข้อบกพร่องบ้างเป็นธรรมชาติ ส ิ่ งใหญ่ขนาดนี้มีข้อบกพร่องบ้างก็ดีที่สุดแล้ว
เรื่องของอำนาจมีสองแบบ ( 1 ) Force = คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของเผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียดครอบงำให้จำนน ตามความมาก-ความน้อยของการใช้อำนาจนั้น ถ้ามาก ก็
อ่านต่อ
คือ เผด็จการ ถ้าเพียงกดขี่ บังคับ ครอบงำ มากหรือน้อยลงมา เท่าใดๆ ก็คือ การใช้อำนาจนั้นตามที่มาก-ที่น้อยนั้นอยู่ เท่านั้นๆ นี่คือ อำนาจ เป็น ความชอบธรรม ซึ่งเป็นอำนาจ ที่สร้างให้ตนด้วยโลกธรรมและเล่ห์กล อันประกอบไปด้วยกิเลส จนคนอื่นเขาตกอยู่ใต้อำนาจ เพราะลาภ-ยศ และเล่ห์ต่างๆ ผู้ที่ยังมีพฤติที่สร้างอำนาจเป็นความชอบธรรมนั่นคือ ผู้ผิดอยู่ ยังไม่เจริญ หรืออวิชชาอยู่ แล้วถือว่าตนคือผู้มีอำนาจ นี้คือ อำนาจยังไม่เป็นธรรม Force ซึ่งเรียกว่ายังเป็นเผด็จการอยู่มากหรือน้อยตามที่เป็นจริง คนฉลาดในโลกจะสร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติงจึงได้เป็นผู้มีอำนาจโดยไม่ชอบธรรม ( 2 ) Authority = อำนาจ ที่ได้โดยธรรม ของผู้ที่ประพฤติตนดี มีธรรม ซึ่งเป็นความมาก-ความน้อยของคุณค่าความดีความมีธรรม จึงเกิดอำนาจของสิ่งที่น่าเคารพบูชาในตัวผู้ทำดีทำเป็นธรรมที่ผู้นั้นสร้างเอง เป็นเจ้าของคุณงามความดีนั้นแล้วผู้คนที่รู้ที่เห็นคุณค่านั้นยอมรับด้วยความเคารพนับถือจึงยกย่องบูชา และยอมให้แก่ผู้มีคุณงามความดีนั้นอย่างอิสระเสรี ไม่มีใครยัดเยียด หรือบังคับกดขี่เลย นี่คือความชอบธรรมเป็นอำนาจ ผู้ที่รู้จักการกระทำความเคารพต่อผู้ที่น่าเคารพสมควรเคารพ ซึ่งเป็นครุกรณะคือ คนยอมยกอำนาจนั้น ให้แก่ผู้น่าเคารพนี้คือ อำนาจโดยธรรม Authority = right power หรือจะเรียกว่าเผด็จการโดยธรรมก็ได้ ถ้าไม่ติดยึดอยู่แค่ภาษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีอำนาจนั้น ที่ผู้คนยกให้อย่างเทิดทูนบูชาเต็มใจสูงสุด มาแล้วเป็นต้น ดังนั้น ผู้น่าเคารพจึงเป็นเสมือนผู้มีอำนาจที่จะพูดจะทำอะไรกับผู้ที่เขาเคารพนับถือ เชื่อมั่น เขาก็จะเชื่อฟัง น้อมรับด้วยความเคารพบูชา นี่คือ ผู้มีพฤติกรรมที่สร้างความชอบธรรมเป็นอำนาจ เป็นผู้ถูกต้อง ผู้เจริญ หรือมีวิชชาแล้วปราชญ์แท้ๆ จะไม่สร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง จึงเป็นผู้มีอำนาจโดยธรรม ในสังคมปกติทั่วไปทั้งโลก มีพลังหรืออิทธิพลของอำนาจอยู่จริง ซึ่งเป็นพลังหรืออิทธิพลของอำนาจที่มีฤทธิ์มีแรงทั้งทางรูปธรรมโดยเฉพาะทางนามธรรมสามารถเหนี่ยวนำ สามารถผลักดัน สามารถครอบงำ จนถึงขั้นสามารถบังคับ กดขี่ ให้มวลอันคือมนุษย์ในสังคมเป็นไปตามอำนาจนั้นได้แท้จริง ไม่ว่า จะทำให้เกิดกรรมกิริยาทางกายกรรม-วจีกรรม หรือไม่ว่า จะทำให้เกิด กรรมกิริยาทางมโนกรรมหรือความรู้สึก ซึ่งเป็นการเกิดอารมณ์ชอบหรือชัง-เฉยๆ คำว่า อำนาจที่ภาษาอังกฤษว่า power, energy, authority, force., sovereignty=soverein power =supreme =independence = อำนาจใหญ่,อธิปไตย ตามวิญญัติรูป ย่อมรู้ได้ด้วย kinetic energy, potential energy, author = ผู้แต่ง, เจ้าของ, ผู้สร้างสรร, พระพุทธเจ้าทรง authority = ต้นตำหรับอำนาจโดยธรรมแบบของพระองค์ force = กดดัน, บังคับ, บีบ, เร่ง, บุก, ยัดเยียด, ทึ้งดึง, แข็งขืน forced = ซึ่งถูกบังคับ, ซึ่งถูกบีบ, ใช้แรงฝืนใจ forcible = ใช้กำลัง, โดยพลการ authorize = อนุมัติ, ยินยอม, อนุญาต, มอบอำนาจ, แต่งตั้ง, มอบหมาย authorizable = พอจะมอบอำนาจให้ได้, พอจะยอมรับได้ authoritative = มีอำนาจวาสนาบารมี, เชื่อถือได้, มีหลักฐานพิสูจน์ได้, เผด็จการ authoritarian = ผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ, ผู้ใช้อำนาจเผด็จการ [Authority by force is less enduring than authority by kindness. อำนาจโดยพระเดชนั้น ไม่ยืนนานเหมือนอำนาจโดยพระคุณ] ใครจะ made a forcible = โดยพลการก็อย่าทำเลย ตั้งแต่มี 2549 เราก็พาทำสมณะเดินนำเลย พอตอนเสธ.อ้ายเราก็ไปอีก ไปรับแก๊สน้ำตา แต่ก็ดีไม่มีการบาดเจ็บล้มตาย จนมาตอนหลังเร ิ่ มต้นที่สวนลุมฯ ตอนนี้เรากำลังเปลี่ยนแปลงจากรูปธรรมสู่นามธรรม หนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็มีภาพของประชาชนปฏิวัติ ซึ่งได้ทำจริงไปแล้ว สื่อสารก็ออกไปทั่ว เป็นภาวะผูกพัน เป็นสัญญาประชาคมแล้ว เป็นปฏิวัติจริง แต่เป็นการปฏิวัติแบบใหม่ Neo Revolution เราไม่ได้ทำทันที แต่ทำต่อเนื่องมาเรื่อยจนถึงบัดนี้ มาถึงจุดเราก็ประกาศบอก เป็นปฏิวัติแบบถูกต้องไม่ผิดหลักสากล คือปฏิวัติอย่างสงบ ไม่ด้วยอาวุธ แต่ด้วยความถูกผิด ใครผิดแพ้ ใครถูกชนะ ตัดสินถูกผิดด้วยปัญญาหลักฐาน จะด้วยหลักเกณฑ์ธรรมะก็แล้วแต่ สิ่งดีงามสูงสุด รวบรวมแล้วคนไหนถูกต้องดีงามกว่าคนนั้นชนะ คนไหนไม่ดีกว่าก็ต้องแพ้ การตัดสินถูกผิดนี้ถือว่า ตุลาการภิวัฒน์ เป็นการตัดสินความถูกต้อง ทุกประเทศก็มีตุลาการตัดสิน เมื่ออีกกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับการตัดสินของศาล ประกาศไม่ยอมรับก็ถือว่าผิดแล้ว สังคมต้องมีหลักของสังคม ตุลาการออกมาตัดสินแล้ว คนออกมามากก็แล้ว เหลือแต่บุคคลรายตัวในประเทศไทยต้องออกมาสำทับ วันนี้ฝ่ายแดงก็ประกาศออกมาชุมนุมที่ราชมังคลากีฬาสถาน ในอ่างนี้บรรจุเต็มสุด 80,000 คนเขานัดกันวันที่ 30 เราเอาที่เหลือ นัดวันที่ 1 ธันวาฯ นัดกันเป็นหลักที่ราชดำเนิน ส่วนที่อื่นสถานที่แคบไม่พอ เอาที่ราชดำเนินอีกครั้งหนึ่ง ที่ราชดำเนิน แม้พรุ่งนี้จะมากเท่าไหร่ก็จะรู้ ถ้ามากเกินราชมังคลาฯ มาแสดงคะแนนเสียงสดๆ ยืนยันอธิปไตย 1 คน 1 เสียง เขาจะถึงล้านไหม? ตัดสินด้วยปรากฏการณ์จริง ไม่ต้องตีรันฟันแทง สมัยนี้แล้ว ประเทศไทยทำมาได้ดีแล้ว อย่าให้เรือล้มเมื่อจอด เราจะต้องรักษาช่วงเวลาที่ดีอย่างนี้ต่อไป แม้แต่ภาษาสำเนียงก็ต้องให้ดี อย่าให้เชิงบังคับกันมากนะ เราจะได้ทำได้อย่างสวยงามยอดยิ่ง สร้างพฤติอันชอบธรรมได้ก็เป็นผู้เจริญ คนไทยเรามีพุทธเป็นศาสนาหลัก คนส่วนมากนับถือพุทธ 95 % ตอนนี้เขาว่าประชาชนปฏิวัติไม่มีบัญญัติในรธน. แต่เราทำนี่ไม่ได้นอกรธน.นะ รักษาบทบัญญัติต่างๆ ของรธน.ด้วย อย่างมาตรา 1 เราก็ไม่ยอมให้เสียแผ่นดิน การปฏิวัติของเราเหมือนเสรีไทยที่ประกาศก่อน ไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก แม้เป็นกลุ่มน้อยก็เหมือนเสรีไทย สากลเขายอมรับ มาตรา 1 (รูปแบบรัฐ)ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ เมื่อมาตรา 3 ล้มเหลว เราเลือกผู้แทนไปทำงานทั้งสองสภาฯ ก็พังทั้งสองสภาฯ และเขาประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล สองหน่วยรวมหัวกันเอาอำนาจบาตรใหญ่ไม่ยอมรับศาล แบบนี้ไม่ใช่ Authority แต่เป็น Force สากลไม่ยอมรับ และเราได้ประกาศปฏิวัติ แม้จะน้อ ย แต่คนเดียวก็ประกาศได้ แต่นี้เป็นหมู่คณะทำด้วย มีตัวแทนประกาศ สำเร็จแล้วจึงเกิดการยึดอำนาจจาก รัฐบาล มาเป็นของประชาชนหรือรัฏฐาธิปัตย์ ตาม ม. 2 หรือ ม. 3 นั่นแหละ ตอนนี้เกิดปรากฏการณ์สุญญากาศทางการเมืองสมบูรณ์แล้ว มีคนมาชุมนุมนับยอดผู้มาชุมนุม 2,360,475 คน เขาก็นัดชุมนุม ก็คอยนับกันว่าใครจะมากกว่า ถ้าประชาชนทำสำเร็จจะเป็น A Best Record ตอนนี้ยังเหลือเศษพลังที่ยังดิ้นอยู่ เป็นอิตถีภาวะอยู่ เราก็บอกว่าเลิกงอนเถอะมันเกินงามแล้ว มาร่วมมือร่วมใจทำสิ่งดีงามส ิ่ งประเสริฐได้แล้ว ประเทศไทยที่ทำได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของประเทศ ช่วยกันทำให้ไปรอด ถ้าโอกาสอันดีงามนี้ผ่านไปแล้วจะหาโอกาสอีกยากนะ เสียดายแต่สื่อสารที่ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลหรือลาภยศสรรเสริญ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาแม้มีกิเลส แต่ถ้ารู้ว่าข้างนี้ดีกว่าก็ต้องร่วมมือ มีนักศึกษาที่มีข้อมูลด้านปรากฏการณ์วิทยา เขาก็พยายามศึกษาให้ถึงจิต ภาวะทางโลก ซึ่งทางรูปธรรมเขาเข้าใจหมดแล้ว เขาเข้าใจคุณธรรมว่าคือผู้ไม่เอาเปรียบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นผู้มีกำลัง มีสมรรถนะความรู้ความสามารถ แต่ไม่เอาความสามารถไปเอาเปรียบใคร กลับสร้างสรรแล้วเอาไปแจกจ่ายเผื่อแผ่ แม้ รูปธรรมจะดีแต่กิเลสในจิตทางนามธรรมดึงไว้อยู่ เขาจึงพยายามศึกษาทางจิต มีบุรุษที่ 1 , 2 และ 3 บุรุษที่ 1 คือตัวเรา ต้องศึกษาทำจิตเราให้เป็นตามที่รู้ เช่นเรามีกิเลสก็ต้องกำจัดออกจากจิตให้ได้ เราจะรู้กิเลส กิเลสจะเป็นบุรุษที่ 2 ตัวเราจะเป็นธาตุรู้ ตั้งแต่สามัญ ไปจนเป็นความรู้แท้จริง เป็น Genuine หรือ Genius ลึกซึ้งถึงจิต เมื่อรู้แล้วทำให้จิตเป็น ต้องรู้กิเลสแล้วมีวิธีกำจัด การใช้สมถะไม่เที่ยง ต้องใช้วิปัสสนา เมื่อกำจัดมันล้างได้ก็จะเห็นว่ามันไม่มีตัวตน เราต้องเห็นตัวผลที่ได้เป็นบุรุษที่ 3 เป็นสำนึกที่หวัง ในขณะที่ยังไม่หมดก็ต้องทำตนเป็นบุรุษที่ 1 แล้วรู้บุรุษที่ 2 เมื่อกำจัดบุรุษที่ 2 ได้ก็จะได้ผลเป็นบุรุษที่ 3 อย่างเด็กรอของจากซานตาครอส บุรุษที่ 1 คือเด็ก อยากได้เป็นบุรุษที่ 2 ซานตาครอสเป็นบุรุษที่ 3 เด็กๆ ในศาสนาคริสต์ก็รอความหวังทั้งนั้น พอได้ของขวัญใครก็รู้ว่าซานตาครอสไม่มีจริง เป็นคนแต่งตัวมา เอาของขวัญมาให้ ในโลกสมมุติตกอยู่ในภาวะของเด็กทั้งนั้น ความหวังคือกิเลส อยากได้ ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ มันต้องรู้ว่าต้องการอะไร ต้องจับกิเลสให้ได้ เป็นจิตตัวปลอมหรืออาคันตุกะ ต้องจับบุรุษที่ 2 ให้ได้บุรุษที่ 1 คือเรา จัดบุรุษที่ 2 คือกิเลสได้แล้วกำจัดได้ ซานตาครอสตัวปลอมจะหายไป เราจะรู้ว่าสิ่งไหนเฟ้อ ปัญญาของจิตสะอาดนั้นแสนจะรู้ แต่มันมัวหมองเพราะกิเลส ทำจิตมัวหมองมืด เห็นผิดเป็นถูก แม้เอากิเลสออกไปบ้าง ก็มัวหมองบ้าง พอสะอาดแล้วจิตจะใส แม้ความรู้ว่าอันนี้ดีมาก ดีน้อย ดีกลางจะรู้ลำดับหมดเลย ในเหตุปัจจัยกาละฐานะจะรู้ จึงหยิบมาใช้เหมาะสมตามควรตามกาละได้ ภาวะของจิตผู้บรรลุธรรมดังกล่าว จึงเป็นภาวะขอจิตตามทฤษฏีพระพุทธเจ้า จะชัดเจนบุรุษที 1 , 2 , 3 ก็จะกำจัดอกุศลเจตสิกไปได้ตามลำดับ มีธาตุรู้ทางจิต รู้ในปัจจุบันธรรม เมื่อเราไปสัมพันธ์กับโลก เราจะรู้ว่าจิตที่เรามีมโนสัญเจตนาหรือมุ่งหมาย เขาเรียกจิตพวกนี้ว่า เจตสำนึก ในภาษาพวกวิชาการ มีความมุ่งหมาย จิตของผู้ใดมีตัวการในจิต มันก็ต้องการมีอาการของพลังอำนาจ ที่มุ่งไปอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเป็นจิตที่มุ่งไปเรียกว่ามโนสัญเจตนา พระพุทธเจ้าแบ่งว่าเป็น ตัณหา อย่างหยาบเรียกว่า กามตัณหา และยังแบ่งเป็นอบายเรียกว่าหยาบมาก มุ่งมาเสพติด เมื่อไม่เรียนรู้ก็ตกในโลกอบาย ใครดับอบายได้ก็เป็นโสดาบัน รู้จักบุรุษที่ 2 และกำจัดได้ บุรุษที่ 3 ก็จะมารวมเป็นบุรุษที่ 1 บุรุษที่ 3 คือซานตาครอส แล้วจะรู้ว่า ซาสตาฯ ก็คือเรา ของขวัญก็คือเรา ผู้ทำลายกิเลสอบายได้ก็เข้ากระแสโสดาบัน เมืองไทยเราจะเป็นโลกใหม่ จะปฏิวัติแบบไม่ Force ไม่ใช้อาวุธและความรุนแรง แต่จะใช้ปัญญาพูดกันดีๆ เอาเหตุผล ช่วยกันให้ความเจริญนี้สมบูรณ์แบบเถอะ เมื่อกำจัดอบายได้ ก็เหลือกามและอัตตา เป็นโสดาบัน แต่มาเลิกกามตัณหา ลดกิเลสไปเรื่อยๆ จนตาหูจมูกลิ้นกาย ลาภยศสรรเสริญภายนอก เท่านี้ก็พอ ติดรส เสียง กลิ่น ก็เปลืองแพง เพราะโลกตีราคาโลกีย์แรงขึ้น คิดดูสิ เรียกผู้หญิงสาวๆ คนหนึ่งไปกินข้าวจ่าย ห้าแสนบาท (ที่จริงอาจมากกว่านั้น) เห็นเลยว่าบำเรอตนมากเกิน สงสารเขานะ อาตมายังมั่นใจว่า ตราบใดโลกยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากอรหันต์ เชื่อมั่นว่าจะมีอรหันต์สืบต่อไป และอาตมาได้ประกาศอรหันต์ 1 รูปแล้วในอโศก เจโตที่เป็นอกุศลเจตสิกตายหมด จิตเราก็เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาด ผลที่ได้คือบุรุษที่ 3 อย่างความอยากที่อยากได้นิพพานนั้นไม่ควรมี ก็รอให้นิพพานมาเองแล้วเมื่อไหร่จะมา คุณต้องสร้างนิมิตของคุณเองว่าอาการอย่างนี้สุข อาการอย่างนี้กิเลสโลภ อาการนี้ไม่เที่ยงกิเลสโตขึ้น แล้วเราต้องทำให้ลด แม้กดข่มก็ทำ แต่เราต้องทำวิปัสสนาด้วย กิเลสมันถอยเลิกแล้วตายไป กำจัดด้วยไฟฌาน ละลายไฟราคะโทสะ ทำให้จางคลาย ไม่เที่ยงแบบมันลดลง ไม่ใช่ไม่เที่ยงแบบหนาขึ้นๆ เราทำให้บุรุษที่ 2 ละลายไปหายไป กิเลสออกไป ทำให้บุรุษที่ 1 สะอาดขึ้น ได้จิตที่สะอาดเป็นบุรุษที่ 3 ทำให้เป็น two in one แต่ก่อนเป็น สอง แต่ตอนนี้ สองเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ตอนนี้ที่ทำมา 81 ปีทำผิดมาตลอด ตอนนี้เรามาเลือกคนอาริยะไปบริหารได้ไหม จะได้เท่าไหรก็ว่ากัน พวกตามืดบอดก็ว่าต้องเลือกตั้ง แต่นี่เลือกมาแล้วได้แต่คนเลวมาบริหาร การเลือกตั้งนั้นก็ใช้อำนาจใช้เงินซื้อมา แต่ก่อนว่าจอมพลสฤษดิ์ก็ว่าโกงแล้ว จอมพลถนอมก็ว่าอีก แต่นี้ทักษิณนี่ร้ายกาจกว่าสฤษดิ์ ที่แค่ระดับพันล้าน แต่ทักษิณนี่ระดับแสนล้านนะ แล้วจะเอาอีก โลภไม่รู้จบ ถ้ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่เขาก็ใช้อำนาจเก่าวิธีเก่ากลับมาอีก ตอนนี้เรายึดอำนาจแล้วไม่ยอม เราอารยะขัดขืนแล้ว ประชาชนปฏิวัติแล้ว คุณก็ยังหน้าด้าน ว่าประชาชนไม่มีอำนาจ ถ้าว่าอย่างนั้นก็ต้องเลิกมาตรา 2 ไป ประชาชนเป็นอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คุณเป็นเพียงตัวแทนไป แต่ทำให้บ้านเมืองฉิบหาย เรามาไล่คุณออกไป คุณก็หลงว่าเลือกตั้งเท่านั้น จะเลือกตั้งแข่งทำไม ประชาชนเป็นเจ้าของบ้าน มันหลงขนาด ประชาชนอยู่ไหนก็รีบมาช่วยกัน ขออวยพรให้เกิดความสำเร็จงดงามสมบูรณ์ด้วยเถิด...