560905_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง แบบคนจนมหัศจรรย์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560905_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง แบบคนจนมหัศจรรย์
อ.กฤษฎา … วันนี้วันอังคารที่ 3 กันยายน 2556 ดำเนินรายการที่สวนลุมฯ ชุมชนดูไป สังคมไทยตอนนี้มีประเด็นร้อนคือเรื่องการประท้วงราคายางพาราในภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลใช้อำนาจเผด็จการในการจัดการกับผู้ชุมนุม แต่ที่อินเดีย สมัยที่คานธีประท้วงมีการใช้วิธีแบบอหิงสา ซึ่งผู้ปกครองที่ดีควรใช้ธรรมะ วันนี้จะได้อาราธนาพ่อครูสาธยายเรื่องธรรมะของผู้ปกครอง พ่อครูว่า … ในหลวงของเรานั้นหลายคนคงเคยได้ยิน อาตมา กล่าวว่า มีคนหาว่า อาตมา โหนสถาบัน โหนในหลวง แต่ อาตมา ยืนยันว่าไม่ได้โหน (โหนคืออิงอาศัยจุดที่เราโหนเพื่อให้ตนเองได้อาศัยอิทธิพล เพื่อมีส ิ่ งที่ได้แก่ตน ไม่ว่าจะเป็นโลกธรรม อำนาจ ตอบแทน) แต่ อาตมา ก็ขอยืนยันว่า ห้ามไม่ได้ถ้าคนจะเข้าใจอย่างนั้น แต่ก็ขอตอบดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้ามีคนกล่าวว่าเราผิด เราก็ต้องกล่าวแก้ว่าเราไม่ได้เป็นดังเขาว่า ถ้าเขากล่าวชมก็ตรวจว่าเขาชมถูกต้องหรือไม่ ถ้าชมถูกก็แล้วไป แต่อย่าเหลิงอย่าหลง ไม่ใช่ว่าใครว่าเราก็เฉย ไม่ต้องกล่าวแก้ ให้เขาเข้าใจผิดปล่อยไปเลย มันก็เสียหาย ไม่ใช่เสียที่อัตตาเราหรอก แต่เสียหายที่เขาเข้าใจผิดความจริงไป พฤติกรรมที่เราทำมันก็ผิดจากที่เขากล่าว สังคมก็จะเข้าใจผิดๆไป เช่น พ่อครู อย่างที่ในหลวงตรัสว่าให้บริหารประเทศแบบคนจน เราก็เอามาฉายออกโทรทัศน์เราตลอด และก็มีที่ว่าขาดทุนคือกำไรของเรา คือสิ่งประเสริฐคือสิ่งยอดเยี่ยมแล้ว เราก็ต้องมีมุ่งหมายให้เกิดคนชนิดนี้ เป็นสังคมเป็นประเทศที่คนมีทัศนคติ เป็นแบบคนจน เป็นระบอบคนจน ซึ่งเป็นภาษายากที่จะอธิบายให้คน ฟังทั้งโลกเลย ซึ่งสอดคล้องกับ ทศพิศราชธรรม 1 .ทาน (การให้) เป็นเรื่องสามัญ คนทุกคนรู้ แต่ว่าถ้าปริจาคะจะลึ ก กว่า 2 . ศีล
อ่านต่อ
(ความประพฤติดีงาม) 3 . ปริจจาคะ (การบริจาค) มีความลึกยาวไกลกว่า ผู้ที่มีชีวิตอยู่อย่างให้อย่างบริจาคตลอดเวลานี่แหละคือคนจะมาจน เพราะไม่สะสม แต่คนมารวยจะต้องสะสมและขี้เหนียวหอบหวงไว้ คนนี้คือคนจนไม่เสร็จ รวยเท่าไหร่ไม่พอ แล้วหาทางรวยเพ ิ่ ม แนวคิดนี่คือแบบคนตกเป็นทาสโลก เป็นสาธารณปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่คนมีภูมิธรรม คนมีภูมิธรรมระดับหนึ่งจะมีสันโดษ รู้จักพอ แม้จะได้มาก็จะรู้บริจาค เอาไว้แค่พอ เป็นคนเจริญประเสริฐ เป็นคนไม่รวยเพราะมีขีดความพอ การจะมีขีดความพอหรือมักน้อยไม่สะสมอย่างไม่สิ้นสุดนั้น ถ้าคนมีจิตและทำอย่างนี้ในสังคม คนเหล่านี้จะไม่รวย แล้วสะพัดออกตรงกับหลักเศรษฐศาสตร์โลก แต่คนไม่ตั้งใจเรียนรู้และทำจริง แต่ถ้าเข้าใจและทำจริงได้ผล คนกลุ่มไหนก็ตามถ้าได้ทำอย่างนี้ มีการลดละกิเลสความขี้เหนียว ไม่ทำอย่างถูกบังคับหรือตามประเพณีเขาไป อย่างนั้นไม่ถาวรยั่งยืน ไม่มีผลสำเร็จแท้จริง แต่ถ้าได้เรียนรู้สัจธรรมพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิทำแบบฤาษีหนีเข้าป่าเขาถ้ำ จะไม่สมบูรณ์ด้วยอธิศีล_อธิจิต_อธิปัญญา แต่ถ้าทำแบบพระพุทธเจ้าจะมีพลัง ๔ อย่างสมบูรณ์จริงๆเลย จะมาเป็นแบบคนจนจริงๆ สังคมแบบคนจนจะไปรอด แต่เสียดายคนไทยแม้เป็นพุทธ ในหลวงก็เป็นพุทธ ท่านตรัสด้วยปัญญาธิคุณของท่าน ไม่มีในหลวงของประเทศไหนที่ปฏิบัติทฤษฏีเช่นนี้ ท่านตรัสให้บริหารประเทศแบบนี้ แต่ผู้บริหารประเทศไม่ทำตาม ไม่ได้พูดเล่น แต่เป็นสัจธรรม ในหลวงบริหารประเทศอย่างคนจน แต่ผู้รับสนองพระราชดำรัสไม่เอาใจใส่ เอามาบริหารให้เป็นดังว่าไม่ได้ ก็เลยไม่ได้อย่างที่ควรเป็น อย่างชาวอโศก เราสนองพระราชดำรัสเลย เรามาเป็นคนจน ทำจนเป็นวัฒนธรรมของสังคมกลุ่มอโศก อย่างที่ท่านตรัสเอาไว้ “...คนที่ทํางานตามวิชาการจะต้องพึ่งตํารา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทําอย่างไร ก็ต้องปิดเล่ม คือ ปิดตํารา ป ิ ดตําราแล้วไม่รู้จะทําอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็ .. เริ่มตนใหม่ ถอยหลังเขาคลอง แต่ถ้าเราใช้ตํารา“แบบคนจน” ใช้ความ อะลุ่มอลวยกัน ตํารานั้นไม่จบ.. เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ” (พระราชดํารัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔) # พ่อครู ว่า... คำว่าเราก็มีพอสมควร คือ พึ่งตนเองรอด ไม่ร ่ำ รวย พอกินพอใช้ ตามอัตภาพ และท่านก็ตรัสอีกว่า เราจะไม่เอาแบบประเทศที่ก้าวหน้าทั่วโลกมุ่งหมาย คืออย่างที่ปุถุชนต้องการ คือรวยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกธรรม ซึ่งในความคิดภูมิปัญญาของคน ถ้าจะมาไล่ล่าโลกธรรมแก่ตนคนนั้นก็คือปุถุชน แม้แต่จะเป็นคนดี หากินให้ตนร ่ำ รวยได้ คนนั้นก็ได้เป็นแค่คนฐานะดีตามความสามารถ โดยตนไม่ทำชั่วทำผิดต่อสังคม แต่เขาก็เป็นปุถุชน(แปลว่ากิเลสหนาอ้วนใหญ่โตมาก) คนเราเกิดมาชาติหนึ่งได้ร่างกายเป็นมนุษย์ มีปัญญามีสมองที่จะสามารถปฏิบัติลดกิเลส แต่กลับไปเติมกิเลสให้หนาให้อ้วนมากขึ้น แล้วตนยินดีที่จะได้สมโลภ แม้สุจริต พระพุทธเจ้าเรียกว่าโมฆะบุรุษ เสียชาติเกิด คนเราต้องเข้าใจจุดนี้แหละ ในหลวงท่านก็ตรัสให้บริหารแบบนี้ ไม่ให้คนไทยเสียชาติเกิด แม้จะรวยมันก็ไม่ควร นึกออกไหม เข้าใจไหม ท่านก็ตรัสชัดเจนอีกว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเราอีก Our loss is Our gain นักบริหารหรือนักการศาสนาไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดผลเลย พ่อครูว่าท่านบำเพ็ญปางเตมีย์ใบ้ เพราะท่านให้เกียรตินักบริหารบ้านเมือง ท่านตรัสแล้วก็จบแล้ว ท่านทรงพระอดทนเหลือเกิน ๔. อาชชวะ (ความซื่อตรง) ๕. มัททวะ (ความอ่อนโยน) ๖. ตปะ (การเพ่งเผากิเลส) ๗. อักโกธะ (ความไม่โกรธ) ๘. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) ๙. ขันติ (ความอดทน) แข้มแข็งไม่ท้อไม่ถอย คือทานบำเพ็ญพระมหาชนก ไม่ท้อถอย ขนาดทรงประชวรก็ไม่หยุดหย่อนท้อถอยในการช่วยประชาชนเลย แล้วกลับกลายว่าผู้บริหารประเทศก็ทำตรงกันข้ามแบบที่ท่านตรัสแล้ว (อ.กฤษฎาว่าตอนนี้ที่ภาคใต้ปะทะกันแล้ว) พ่อครูว่า … แทนที่จะแบบอวิหิงสาก็เอาเข้าแล้ว แก๊สน ้ำ ตานี่ไม่ใช่ของคนจะไปโยนใส่ตำรวจนะ ซึ่งรมต.แต่ละคนก็เปิดเผยทรัพย์สินคนละกี่ร้อยกี่พันล้าน ซึ่ง อาตมา คิดว่าเขาไม่เปิดหมดหรอก อย่างนายกฯแจ้งตอนก่อนเป็นกับตอนนี้เพิ่มอีก ๖๐ ล้าน นี่บอกอย่างขอแสดงเท่านี้ แต่ก็เดี๋ยวหาว่าใส่ความอีก ในเหตุการณ์จริงไทยเราน่าสงสาร ที่มีทฤษฏีหลักของศาสนาคำสอนก็ยังอยู่ ศาสนาก็แข็งแรงอยู่ แต่มันแข็งแรงอย่างกลองอานกะ ชื่อเป็นพุทธแต่เนื้อแท้ไม่ใช่พุทธแล้ว เป็นสัจจะที่จำเป็นต้องพูด ผู้ที่ได้รับการศึกษาทางธรรม คนในประเทศก็ต้องได้รับการถ่ายทอดจากองค์กรศาสนาของประเทศต้องให้ความรู้สอนสั่งให้เกิดนิสัยใจคอขึ้นมา แล้วพฤติกรรมก็เป็นพื้นฐานชีวิต ก็ได้เท่าที่ตนมีภูมิธรรม คุณธรรม ตามครูบาอาจารย์ให้ความรู้ ก็ได้แบบนั้น มันถึงออกมาแบบนั้น ไม่สอดคล้องกับแบบพระพุทธเจ้าที่ท่านบอกว่าธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักน้อย ธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของตถาคต แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ ๑๐.อวิโรธนะ (ความเที่ยงธรรม ไม่คลาดธรรม) (พตปฎ. เล่ม ๒๘ ข้อ ๒๔๐) ในหลวงตรัสแล้วแต่คนก็ไม่เอาไปทำให้ได้ผล แม้แต่ในวงการสงฆ์ สังคมสงฆ์ไทยเราบริหารเป็นปึกแผ่นนะ ไม่เหมือนแบบที่ออกป่าเขาถ้ำ ก็ยังดีที่ไม่ล่าโลกธรรมเหมือนสงฆ์ที่บริหารประเทศอยู่บัดนี้ แต่ที่จริงแล้ว ศาสนาพุทธไม่ใช่สอนให้ออกป่าเขาถ้ำ แต่อยู่กับสังคม แล้วปฏิบัติมีภูมิธรรม เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์จริง อาริยบุคคลขึ้นต้นคือโสดาบัน คืออย่างน้อยมีศีล ๕ ถ้าจิตบรรลุศีล ๕ จะทำได้อย่างไม่ต้องฝืนใจเลย ไม่ฆ่าจริงๆ ไม่ขโมยจริง ไม่ละเมิดในคู่ครอง สูงขึ้นเป็นสกิทาคามีก็จะลดกามคุณ ลดโลกธรรมอีก ปฏิบัติในเมืองนี่แหละไม่ออกป่าเขาถ้ำเลย ท่านว่ายินดีในป่า คือยินดีในความสงบ ส ิ่ งแวดล้อมในป่าคอนกรีตแต่มีธรรมชาติ พ่อครูยินดีในป่า แต่ไม่เข้าป่า แต่สร้างป่า ใจพ่อครูเป็นป่า และก็สร้างสิ่งแวดล้อมเป็นป่า อย่างสันติอโศกมีป่ากลางกรุงเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ และปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ซึ่งเข้าใจกันเลอะเทอะ ไปเข้าใจว่าอรหันต์กระดูกเป็นพระธาตุหรือลึกลับ ที่จริงแล้วพุทธเป็นเรื่องพิสูจน์ได้ อาริยบุคคลคือคนที่อยู่ในสังคมนี่แหละ เป็นนักเศรษฐกิจที่ช่วยสังคมอยู่ เป็นตัวจริงเลย พ่อครูมาทำงานก็มีคนเห็นดีด้วย เขาก็ลาออกจากงานมา บางคนก็ตำแหน่งใหญ่โต บางคนเงินเดือนหลายแสนบาทก็ลาออกมา ทำงานอยู่โรงขยะ คนเขาก็บอกว่าพ่อครูบ้าหรือ เขาบอกว่าพ่อครูทำลายสังคมประเทศชาติ เพราะที่เขาออกมาเขามาทำงานฟรีให้สังคม เขาบายรายได้ที่จะเอาจากสังคมด้วย แม้คนเล็กคนน้อยที่ออกมาเขาก็มาทำงานฟรี หาว่าเขาไม่ทำงาน คนที่เลิกจากโลกีย์ แต่ก่อนมีรายได้ต้องแต่งตัว มีเพื่อนต้องเที่ยวกินใช้ แต่พอออกมาอยู่นี่ก็ตัดอบายมุข ไม่ต้องกินเที่ยว ก็ทำงานสร้างสรรมากก็มีเหลือให้แก่สังคม ไม่สะสม นี่คือช่วยสังคม คือเศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่งเป็นอาริยะมนุษย์ศิวิไลซ์ ยุคนี้ก็มีได้ ทำไมเป็นได้ เพราะศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นอกาลิโก เป็นสวากขาตธรรม เป็นเอหิปัสสิโก (เชิญมาดูได้หรือท้าให้มาพิสูจน์) เป็นเรื่องทวนกระแสโลก ปฏิโสตัง แต่ไม่หนีโลก แต่รู้โลก ทันโลก มีโลกวิทู มีโลกานุกัมปา(รับใช้โลก) นี่คือนักการเมืองตัวจริง ต้องรับใช้โลก แล้วไม่หาเสียงด้วย เราไม่ประกาศตนอะไร แต่ยกตัวอย่างยืนยันอย่างเกรงใจ เพื่อให้รู้ว่ามีของจริง อ้างอิงเป็นไปได้ แม้ยุคเลวร้าย โลกีย์จัดจ้านหยำฉ่า แต่ก็ยังทำได้ กล้าพูดนะ ถ้าพระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติมา ณ บัดนี้ (ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่มาอุบัติตอนนี้เพราะไม่คุ้มค่า) พระพุทธเจ้าตอนประสูตรแล้ว พอพระองค์รู้ตนเองว่าเราคือพุทธเจ้า มีพุทธการกธรรม มีสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ท่านก็ระลึกแล้วตรัสรู้ พอท่านจะประกาศศานาก็ทรงมีพุทธปริวิตก ท่านตรวจโลกดูยุคกาล ก็พบว่ามนุษย์มันเสื่อมมาก มีแต่คนกิเลสหนามาก จะคุ้มไหมที่จะประกาศศาสนา เท่านั้นแหละสหัมบดีพรหมก็มาอาราธนา ให้ท่านประกาศศาสนา ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ซึ่งมายุคนี้คนย ิ่ งกิเลสหนา จัดหนักจัดเต็มยิ่งกว่าสมัยยุคพระพุทธเจ้า ซึ่งก็สามารถทำได้แม้ในยุคนี้ ยังมีพระเจ้าอยู่หัวที่มีพระบารมี แม้ท่านไม่ทรงรูปศาสนาเต็ม แต่ว่าท่านก็ทรงใช้ธรรมะตลอดพระชนชีพ ท่านทรงงานมาตลอด ท่านสูงส่งในทศพิศราชธรรมเลย แต่คนเราไปแยกธรรมออกจากเรื่องของการเมืองเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งความจริงชีวิตคนไม่ได้แยกส่วนกัน นักธรรมะนั้นก็ยอดนักเศรษฐกิจเลย ก็มีบวร คือบ้าน วัด โรงเรียน บ้านคือสังคม วัดคือธรรมะ ส่วนโรงเรียนคือการเมือง และจริงๆแล้ววัดนี่แหละคือตัวอย่างของเศรษฐกิจ เพราะวัดจะต้องเป็นสถานที่มีสมาชิกที่แสดงความเป็นจริงของผู้อาริยะมีเศรษฐกิจชั้นสูง คือ “คนจน” ที่ในหลวงตรัส ความจน ความหมายคือ ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว แต่คนๆนี้สามารถรวยได้ไหม แต่เขาไม่ยอมรวยไม่ยอมสะสมเอาเปรียบกักตุนไปออกดอกออกผลเพ ิ่ ม เขาสะพัดเร็วไม่กักตุน ให้มาก็รีบสะพัด ถ้าจะมีคงคลังก็มีให้น้อยเข้าไว้ เผื่อพอน้อยที่สุด บางครั้งอาจไม่พอนิดหน่อย แต่เราขยันทำแต่ไม่สะสม ก็มีเหลือไปใส่ให้ที่ขาด มันก็ครบวงจร โดยเฉพาะสังคมแบบคนจนมหัศจรรย์ เป็นสังคมของคนที่ขยัน มีความรู้สามารถทำงานที่เป็นสัมมาอาชีวะ ที่ควรทำในสังคม ซึ่งอาชีพทุกวันนี้เป็นที่เลวร้ายมากเลย และพาคนรวยด้วย เช่น ดารา คืออบายมุข แม้แต่เกมกีฬา แล้วไม่เข้าใจว่ามันเสียเวลา คุณจะออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพดี ไม่มีปัญหา แต่อย่าเอาการเล่นที่เป็นกีฬา(การละเล่น) มาเป็นอาชีพ เป็นส ิ่ งสำคัญในชีวิต และการเล่นเชื่อมสัมพันธ์กับการใช้เนื้อหาสาระสัมพันธ์กันอันไหนจะดีกว่า อย่าเอาเรื่องตื้นเขินนี้มาอ้าง คนไม่เข้าใจคือภูมิธรรมไม่พอ ไปเอาอบายมุขมาเป็นหลัก แล้วติดสินบนไป สังคมยิ่งติดยิ่งเลวร้าย แล้วไปโทษใคร ทำไมไม่โทษผู้บริหารที่ไม่จัดการสังคม อย่าเอาส ิ่ งมอมเมามาใส่สังคม ศาสนาพุทธนี่ครบทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แล้วเก่าสมัย ใหม่เสมอ เรียกว่าเก่าเอี่ยมก็ได้ ทันสมัยตลอดกาล แล้วทันชนิดที่ล ้ำ หน้าด้วย ชาวอโศกมีเศรฐศาสตร์นำหน้าประเทศไทยไปอีกหลายสิบปี อย่างว่าแต่ไทยเลยประเทศอื่นด้วย เพราะเป็นคนคุ้มกินใช้ไม่เป็นหนี้ มีส่วนเกิน มีส่วนแจก นี่คือหลักและของจริง คือนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง จน ไม่รวย แต่มีแจก อย่างบ้านราชฯนี่ปีก่อนๆน้ำท่วมแทบทุกปี มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ท่วมหมดหมู่บ้าน เราก็มีบ้านยกสูง มีเรืออยู่ ทางการไม่ต้องช่วยเหลือเราเลย แล้วก็มีคนเอาของยังชีพมาแจกเรา เราไม่เอาเขาก็ว่าไม่ได้เราก็จำเป็นต้องรับไว้เซ็นรับ แล้วเราก็นำของเหล่านั้นไปแจกคนอื่นที่เดือดร้อนต่อ แม้นำ้ท่วมรัฐต้องช่วย แต่ราชธานีอโศกทางการไม่ต้อง ขณะน้ำท่วมหมู่บ้านชาวอโศกยังไปช่วยคนอ ื่ นๆอีก เพราะสังคมอโศกทุกชุมชนเป็นสาธารณโภคีทั ้ งสิ้นคือมีของกินใช้ทรัพย์สินเงินทองหรือที่ดินของทุกอโศกเป็นของส่วนกลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ การเงินก็เป็นส่วนกลาง แต่ละชุมชนก็บริหารกัน แต่ถ้าชุมชนใดขาดก็มีการเงินส่วนกลางให้เกื้อ อย่างบ้านราชฯใช้เงินหมุนเวียนประจำปีแล้วจำเป็นต้องใช้เงินไปซื้อข้าวเปลือก ใช้เงินซื้อเป็น ๑๐ ล้านเลย แต่ทั้งบ้านราชฯไม่มีเงินก้อน แต่ว่าเรามีส่วนกลาง ที่เหมือนธนาคารที่ชาวอโศกมีเงินส่วนตัวก็ไปเอาฝากไว้โดยไม่มีดอกเบี้ย เงินส่วนนี้คือส่วนกลาง บ้านราชฯเกื้อเงินไปซื้อข้าวเปลือกไปสีขาย แล้วได้เงินมาก็ส่งคืนเงินเกื้อ เราไม่เรียกเงินกู้ พอถึงปีใหม่ก็เกื้อกันใหม่ หรือบางชุมชนที่มีพอ เช่น ปฐมอโศกทุกวันนี้พอ เป็นเหมือนพี่ อย่างบ้านน้องไม่มีก็เกื้อหรือขอได้ นี่คือสาธาณโภคี สมาชิกชุมชนทำงานฟรีทุกคน และยังไม่คนอยู่ข้องนอกเข้าไปทำงานแบบฟรีหรือมีเงินเดือนก็มี เขาไปช่วยทำงานหลายอย่างที่ต้องอาศัย เขาก็ได้เงินรายได้เลี้ยงตัวไป ก็มีคนข้างนอกไปทำงานในนั้น มีคนชาวบ้านข้างนอกไปทำงานกับเรา โดยเรามีหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติ อย่างเช่น เข้าไปทำงานในนั้นจะเสพอบายมุขไม่ได้ ส่วนสมาชิกชุมชนทำงานฟรีเอาเงินเข้าส่วนกลาง การบริหารก็มีประธานชุมชน มีผู้รับใช้ แม้แต่ทางนิตินัย อย่างบ้านราชฯหรือศีรษะอโศก ก็มีผู้ใหญ่บ้าน มีอบต. ก็ไปประชุมกับเขาก็เป็นไป ได้รับเงินเดือนจากราชการก็เอาเงินไปเข้ากองกลาง และผู้ใหญ่บ้านศีรษะอโศกก็เป็นดร.นะ ส่วนบ้านราชฯก็กำลังจะจบดร.ปลายปีนี้ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนงมงายไม่รู้เรื่อง แต่ทำงานฟรีอยู่ในนั้นน่ะ และก็หาว่าเขาเรียนมาสูงๆ ทำงานมีเงินเดือนมากเอาเขาออกมาทำไม มันซับซ้อน เขาออกมาก็บายรายได้ให้คนอื่น สังคมก็แย่งชิงน้อยลงแล้ว เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ ในอนาคต เรื่องเศรษฐศาสตร์ สังคม การบริหารการเมืองเขาจะมาศึกษากับชาวอโศก ผู้ปกครองต้องมีธรรมะ เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ ท่านพุทธทาสสรุปธรรมะว่า คือ “ความไม่เห็นแก่ตัว” ศัพท์ของพระพุทธเจ้าคือหมดตัวตนหมดอัตตา(มีอัตตา๓) โอฬาริกอัตตาคืออัตตาหยาบๆ ต้องเรียนรู้แล้วลดละ คนมีธรรมะคือกิเลสน้อย ที่ต้องให้สัมมาทิฏฐิคือคนไม่หนีโลก ไม่ใช่คนไม่เอาถ่านไม่เอาภาระสังคม แต่คือคนที่ไม่หนีโลกแต่เหนือโลก คือโลกจะทำร้ายเขาไม่ได้ เขาไม่เป็นทาสโลก เขาจะช่วยโลก นี่คือโลกุตรจิต ผู้ที่จะบริหารประเทศหรือโลกได้ต้องเป็นคนที่มีธรรม อย่างพระพุทธเจ้าท่านประสูต ิ มีคนทำนายเป็นสองคติ ถ้าไม่ออกบวชจะเป็นจอมจักรพรรดิ์ ถ้าบวชจะเป็นพระพุทธเจ้า และจอมจักรพรรดิ์คือคนที่ปกครองโดยธรรม อย่างในหลวงเราตรัสไว้แต่ครองราชย์ ว่าท่านจะบริหารประเทศโดยธรรม นี่แหละคือจอมจักรพรรดิ์ ไม่ใช่ว่าคืออย่างเจ็งกิส ข่า น พ่อครูเคยอ่านที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กระดูกของคนที่ควรใส่เจดีย์ไว้เคารพบูชาคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า_พระปัจเจกพุทธเจ้า_พระอรหันต์_จอมจักรพรรดิ์ ซึ่งพ่อครูก็สะดุด พอบอกจอมจักพรรดิ์ก็นึกถึง เจ็งกิส ข่าน หรืออเล็กซานเดอร์ ซึ่งก็ไม่น่ากราบ และก็มาได้คิดตอนหลังว่าไม่ใช่จอมจักรพรรดิ์ล่าอำนาจ แต่ว่าต้องเป็นจอมจักรพรรดิ์ที่มีทศพิศราชธรรม อย่างน้อยก็คือพระเจ้าอโศกมหาราช พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการบริหารก็ไม่มีไปสอนให้ฆ่าแกงใช้อำนาจหรือความรุนแรงปกครอง แต่ผู้บริหารที่ดีควรเป็นอาริยบุคคล ตั้งแต่โสดาบัน อาริยะคือผู้ที่รู้จักวิธีลดกิเลส สามารถมีญาณปัญญารู้จักจิตเจตสิก รูปนิพพาน แยกจิตเจตสิก แยกรูป แยกนามออก รู้จักสักกายะและรู้วิธีลดกิเลสเรียกว่าศีลพรต เมื่อลดกิเลสได้ ก็มีเศรษฐกิจดี การเมืองดี ก็ช่วยสังคมได้ เป็นพหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกัมปาย และอาริยนี้มีเป็นฆราวาสมากกว่ามาบวชเป็นสมณะ (ซึ่งบุคคลทั้ง ๔ เหล่ามีในฆราวาสมากกว่ามีในนักบวชด้วย) ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาหนีสังคม ไม่ถ่วงโลก แต่ช่วยโลกช่วยสังคมให้สงบสุข เศรษฐกิจสังคมจะดีเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าผู้ปฏิบัติดีสัมมาทิฏฐิจริง ๗ ปียกให้จะได้อรหันต์ได้เลย ผู้ได้ธรรมะแล้วเหนือโลก ช่วยโลก ศาสนาพระพุทธเจ้ามี ๓ โลก คือโลกุตรจิต(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้แจ้งโลก) โลกานุกัมปา(ช่วยหรือรับใช้โลก) ไม่ได้หนีโลกเลย คำว่าหนีโลกคือโลกันต์ แปลว่าไปหนีไปสุดโลกเลย ของพระพุทธเจ้าโลกุตระคืออยู่เหนือไม่อยู่หนี พ่อครูทำพระพุทธรูปปางตรีลักษณ์ มีลักษณะของนิ้วชู ๓ นิ้ว องค์ใหญ่อยู่บ้านราชฯ การที่เราออกมาชุมนุมคือมารับใช้โลก มาช่วยโลก ช่วยสังคม ชีวิตเราพึ่งตนรอด มีเหลือเฟือ เรามานี่แต่ละชุมชนก็มีคนหมุนเวียนอยู่ทำได้นี่ก็เพ ิ่ งกลับมาจากบ้านราชฯเมื่อวันนี้เองก็คุยกับคนบ้านราช ฯ ว่ากำลังปลูกผักแล้วจะส่งมาสวนลุมฯต่อไป เป็นต้น เรามาทำงานนี่ได้ ฝึกฝนตนเอง สร้างทักษะ ขัดเกลาใจตน นี่คือประโยชน์ตน ส่วนประโยชน์ท่านเราก็มาช่วยสังคม เราไม่ได้จะมาตีรันฟันแทงหรือแย่งอะไรกับใคร เราทำช่วยสังคมที่เดือดร้อน เรามาแสดงว่าทำอย่างนี้ดีไหม แล้วมาช่วยกันจะดีไหม แล้วจะเกิดเป็นปึกแผ่น แม้เราจะออกมานานๆที แต่ว่าถ้าเป่านกหวีดก็ควรออกมาช่วยกัน เราไม่ได้กระสันจะให้ได้หรอก แต่ว่าเราต้องมีมโนสัญเจตนา มีจุดมุ่งหมาย อ.กฤษฎาว่า … ความเป็นตลาดอาริยะก็มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น เราไปซื้อของแล้วเพื่อนบ้านฝากเราไปซื้อของแล้วเราก็ไม่คิดค่าเดินทาง เป็นต้น หรือเราปลูกผักบุ้งไว้มาก เราก็ขายต ่ำ กว่าราคาทุนก็ได้ ซึ่งเป็นวิถีไทยพุทธอยู่แล้ว พ่อครูว่า … ใช่ ไทยบ้านเราชนบทก็ทำอยู่ทำกินไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หลงโลกไปมีไปเป็นตามโลกเขาไป ไม่ไล่ตามแฟชั่น ก็ทำอยู่ทำกินพอใช้ เกื้อกูลกันจึงอยู่ได้ เป็นวัฒนธรรมดีงาม แล้วไปเทียบเคียงกับสังคม American share แล้วมันคนละอย่างเลย อ.กฤษฎาว่า...วันนี้มีวิถีชาวอโศกให้ศึกษา และในโอกาสหน้าจะขอสาธยายเรื่องสัมมาสิกขา จะเป็นคนทำงาน ทำข่าว ทำสารคดี มีวิธีเรียนอย่างไร ในบวร พ่อครูว่า … เรียนกับชีวิตจริงไม่ใช่เรียนอยู่ในกล่อง แล้วไม่รู้เรื่องสังคมเลย แค่แข่งกันทำคะแนนสูง ได้เกียรตินิยม สอบเก่งแต่ไปบริหารประเทศก็ไม่เข้าใจสังคมจริง มีแต่ในตำรา เขาเอามาจากเมืองนอก ไม่รู้ภูมิประเทศไทย แล้วไทยเราก็เป็นอย่างนี้แหละ เขาเรียนอย่างนี้แหละ ….จบ