560909_รายการเรียนอิสระโดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง รู้โลกหรือรู้ธรรม สังคมต้องย้ำว่าขาดอะไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560909_รายการเรียนอิสระโดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง รู้โลกหรือรู้ธรรม สังคมต้องย้ำว่าขาดอะไร? อ.กฤษฎา ว่า… วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2556 ดำเนินรายการที่สวนลุมฯ เรามาจัดรายการนอกสถานที่ ใช้ธรรมนำหน้าเพื่อช่วยกำจัดส่ิงชั่วร้ายให้ชาติบ้านเมืองเราดีขึ้น ตอนนี้ข้าวของแพงมากเลย แพงทั้งแผ่นดิน พ่อครูว่า … สมัย อาตมา เรียนหนังสือชั้นม. 7 ม. 8 ก็พักอยู่บ้านเพื่อน อาศัยข้าวแกงตลาด ปี 2494-95 ประมาณนั้น ตอนนั้นข้าวแกงจานละ 50 สตังค์ เดี๋ยวนี้ 50 บาท ตอนนั้นสองจานอิ่มแปล้เลยสบาย อ.กฤษฎาว่ า… เรามาอยู่สวนลุมฯตอนนี้เหมือนเราไม่ทำอะไร เราเอาแต่ฟังธรรมแล้วมันจะช่วยเหลือของแพงได้อย่างไร พ่อครูว่า … ประเด็นนี้สำคัญ เรามาชุมนุมกันที่นี่จะช่วยข้าวของแพงได้อย่างไร ก็ชี้ให้เห็นปรากฎการณ์ ณ ชุมชนดูไปเลย เราอยู่กันกินข้าวฟรีทุกวันเลย ของไม่แพงเลย คนที่ไหนก็มาฝากท้องที่นี่ ไม่ใช่เล่นเลย เขาอาจบอกว่าเป็นปัจจุบันทันด่วน แต่ถึงไม่ด่วน ชาวอโศกเราก็แก้เศรษฐกิจด้วยธรรมะ ท่า ม กลางภาวะผันผวนเราก็ทำ เป็นชุมชนหมู่บ้านสาธารณโภคี นี่คือเศรษฐศาสตร์ฟังธรรม เป็นปรากฏการณ์จริง เป็นเรื่องเอหิปัสสิโก อกาลิโก เชื้อเชิญมาพิสูจน์ได้ แม้ในปัจจุบัน เราไม่เดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจ เราอยู่รอดได้สบาย แล้วเรามาทำตรงนี้จะได้อะไร อยู่อย่างนี้ได้อะไร …. อาตมา ย ้ำ แล้วย ้ำ อีก ว่าบ้านเมืองสังคมยุคนี้ ไม่ว่าสมัยไห น แม้แต่ประเทศไทยก็เจริญความรู้กันมากมายแล้ว แต่ทำไมมันเดือดร้อน มันเดือดร้อนเพราะไม่มีธรรมะไม่ใช่ขาดความรู้ความสามารถ เขาเจริญความฉลาดจริง แต่ฉลาดเลว ฉลาดแกมโกง เต็มไปด้วยกิเลส ความทุกข์ยากของสังคมจึงเกิดเช่นนี้ คนที่สู้ไม่ได้ คนที่ศึกษาแล้วหาทาง เฉลี่ยวฉลาดได้รับความรู้มากก็ยิ่งห่างไกล ระหว่างคนรู้มากกับ

อ่านต่อ

คนไม่รู้ เพราะกระจายประโยชน์สู่ประชาชนตามประชาธิปไตย แต่ไม่ทั่วถึง ไปสนับสนุนเฉพาะหมู่กลุ่ม กลายเป็นประชาธิปไตยหมู่กลุ่ม แล้วเกาะกลุ่มเอาเปรียบเอารัดสังคม สังคมถึงเดือดร้อนแสนสาหัส ขอพูดฟันธงตรงนี้เลยว่าไม่มีอะไรแก้ไขได้นอกจากธรรมะ เห็นใจคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือเข้าใจไม่ได้ ขยายความอีกว่า เขาหมายว่าต้องผนึกกันรวมกันให้มาก คนกำลังสนใจว่าคนทำลายบ้านเมืองเป็นอย่างไร ต้องเอาคนมาไขความรู้ แล้วเอาคนมารวมกันให้แน่น เพื่อให้รวมหมู่ไปสู้ๆๆ พ่อครูก็เห็นด้วย แต่ว่าการรวมหมู่อย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เอาอำนาจไปชนะด้วยอำนาจบาตรใหญ่ จะเรียกว่าปฏิวัติ อย่างประเทศอื่น เอากลุ่มอำนาจประชาชนชนะ เสร็จแล้วก็เหมือนเดิม ไม่ได้แก้ไขหรอก คนไม่ได้เปลี่ยนจิตใจ คนก็หลงโลกธรรม เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมา ตอนนี้ไทยฉลาดขึ้นมาแล้ว อย่างประเทศอื่นเขามีสภาพที่ว่าเราไม่เอา คือ เตะหมูเข้าปากหมา ประเทศอื่นเขาจะมีปัญญาสำนึกจุดนี้หรือไม่ พ่อครูไม่รู้อันนี้เลย ลักษณะที่บอกว่า ประเทศไทยเรามีปัญญาชนตื่นตัวรู้ว่า ถ้าจะเปลี่ยนเป็นการเมืองใหม่ แบบเตะหมูเข้าปากหมาคนไทยไม่เอาอย่างนี้แล้ว อ.กฤษฎาว่า … ดูอียิปต์ พอล้มขั้วเก่าแล้วขั้วใหม่มาก็เหมือนเดิม ประชาชนก็ลุกมาล้มคนใหม่อีกรุนแรงฆ่าแกงกันอีก พ่อครูว่า...หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่า การประท้วงแบบใหม่คงไม่เอาแบบเผาบ้านเผาเมืองคืนนะ ของเรานีโอโพรเทส เป็นเรื่องการสาธิตการชุมนุมแบบใหม่ ออกมาสร้างรูปแบบใหม่จริงๆ เป็นการแสดงออกของการชุมนุมแบบใหม่ ที่เพิ่งเกิด มั่นใจเพราะพ่อครูทำอยู่ร่วม พยายามเอาความรู้ มีมวลชนมาทำความจริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพ แต่ว่าการมารวมกัน มีวัฒนธรรม พฤติกรรมสังคม โดยมีเนื้อหาสอดลึกในพฤติกรรม เป็นการเรียนรู้ฝึกฝนซับซาบ ว่า จริงๆแล้วพฤติกรรมสังคม เรียกว่าการเมืองก็ดี เรียกว่าเศรษฐกิจก็ดี เรียกว่าสังคมก็ดี เป็นพฤติกรรมแบบไหน พ่อครูก็มั่นใจว่าเอาทางจิตวิญญาณที่มีความรู้เข้าใจทฤษฏี มาบรรจุให้เป็นอย่างนี้แหละ เราจะสื่อบรรยายออกไป เสนอความจริงไป ไม่ได้ปิดบัง ไม่สร้างภาพแต่ทำจริงเป็นชีวิตเลย มวลอโศกเราหมุนเวียนกันมาแสดงมาทำเลย จะนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ คนเห็นก็จะมาทำ ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไปไขความจริง คนไม่เข้าใจก็ว่าต่อไปก็จะเหลือแต่ท่านจันทร์หรือสมณะโพธิรักษ์ คนอื่นหายหมด พ่อครูก็ว่าอาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ว่าการพูดเช่นนี้ดูถูกคนไทยหรือเปล่า ว่าดีมานหรือความต้องการสังคมไทยขณะนี้ต้องการอะไรกันแน่ ต้องการการเอาชนะรุนแรงหรือต้องการธรรมะ เขาว่าในระนาบนั้นอาจไม่ผิด แต่ว่า อาตมา ว่าดูถูกคนไทยมากเกินว่าไม่ต้องการความจริง ว่าเรามาทำอย่างบริสุทธิ์ใจอย่างนี้ เราไม่สร้างอำนาจเพื่อต้องการบริวารหรือความยิ่งใหญ่ก็ไม่ใช่ ธรรมะของพระพุทธองค์ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้

ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ อาตมา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าก็นำมาถ่ายทอด นำพากันมาตั้ง 40 กว่าปีก็ได้มาเป็นหมู่กลุ่มขนาดนี้ ถ้าเผื่อว่าคนที่เชื่อมั่นว่าแกนแก่นของมนุษย์ที่เรียกว่าอาริยธรรม ก็คือความประเสริฐของมนุษย์มั่นใจอันนี้ไหม แต่ว่าทุกวันนี้มันไม่มีกันแล้ว มีแต่ยี่ห้อว่าพุทธ แต่ไม่ได้ตั้งใจเอาเนื้อหามาใส่ตัวให้เกิดปัญญา ศรัทธา เกิดศรัทธา 5 พละ 5 เป็นพลังขึ้นมาในจิตวิญญาณ อาตมา ยังอนุโมทนากับพวกมุสลิม ที่มีศรัทธาทำจริง แต่ว่าพุทธเราไม่เอาพุทธเลย พ่อครูย ้ำ บ่อยว่าชีวิตคนเราเกิดมาแต่ละชาติอย่าให้โมฆะ (เสียชาติเกิด สูญเปล่า) ได้ร่างมนุษย์แทนที่จะได้ธรรมหรืออาริยธรรมเลย ไม่ใส่ใจเลย เนื้อแท้ศาสนาพุทธคือโลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ ผู้จะมาได้เนื้อแท้ศาสนาพุทธ เบื้องต้นเรียกว่า “โสดาบัน” และสกิทาฯอนาคาฯ อรหันต์ นี่คือเนื้อแท้ที่คนควรได้ ถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้เลย นี่คือโมฆะบุรุษทุกคนเลย แต่ทุกวันนี้ไปสอนกันสูงส่งเกิน และบอกว่าทุกวันนี้ไม่มีแล้วไม่มีใครได้หรอก นั่นดูถูกคำสอนพระพุทธเจ้า เพราะท่านว่าอกาลิโก เอหิปัสสิโก ขอให้ศึกษาสัมมาทิฏฐิ มีผู้ศึกษาสัมมาทิฏฐิ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ยุคนี้ก็ทำได้ อายุขนาดนี้กันแล้ว จะตายวันตายพรุ่งไม่รู้ จะรอไปถึงไหนกัน ชีวิตเมื่อไหร่จะสนใจธรรมะ จะหาว่าหลงใหลธรรมก็ตามเถอะ อ.กฤษฎาว่า … ตอนนี้มวลเพ ิ่ มขึ้นเรื่อยๆ เป็นการสะสมพลังงานแม่น้ำร้อยสาย มีแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำแห่งธรรม และต้องใช้เวลานานกว่าจะกลืนรวมกันสนิท เช่น แม่น้ำสองสายไหลมากว่าจะรวมกันก็ต้องใช้ระยะเวลา ระยะทาง และคนที่มามีมากมาย ต้องอาศัยธรรมะร้อยรวมกันเป็นแม่น้ำสายเดียวกัน พ่อครูว่า … ต้องไขกันให้มากเลยประเด็นนี้ ตอนนี้ก็ได้บทความหนึ่งจาก นสพ.ไทยโพสท์ ของคุณผักกาดหอม วันนี้เขียนเรื่อง เผด็จการขี้ข้าเสียงข้างมาก ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ครับ ช่วยตั้งกรรมการสอบ “เชน เทือกสุบรรณ” เจ้าของฉายา “เชน เก้าอี้บิน” ทีเถอะ ไม่ใช่อะไรครับ อยากให้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ทำไม สส.ถึงออกอาการคลั่งยกเก้าอี้ทุ่มในสภาฯ ที่จริงควรจะบูรณาการ ตั้งกรรมการสอบมาตั้งแต่กรณีลากเก้าอี้ โยนเอกสารใส่ประธานสภาฯ ส่วนโชว์เกือกไม่ต้อง เพราะนั่นเป็น สันดานโดยกำเนิด สส.มีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น มันเป็นผลมาจากสาเหตุ แล้วเหตุมันคืออะไร? สภาเผด็จการขี้ข้าเสียงข้างมาก ใช้ความพยายามอย่างหนักในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ เพื่อออกกฎหมายที่เป็นคุณกับระบอบทักษิณ โดยเฉพาะกฎหมายนิรโทษกรรม กับการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสว.เพื่อให้กลับสู่สภาผัวเมีย หักโหมข้ามวันข้ามคืน สภาเผด็จการขี้ข้าเสียงข้างมากก็ยังไม่บรรลุผล แม้จะมีการหักดิบโดยทาสชั้นหัวแถวซำ้แล้วซ้ำเล่า แต่สถานการณ์ก็ยังยือเยื้อครับ ความพยายามปิดปาก ไม่รับ ฟั งความเห็นเสียงข้างน้อย เพราะทนไม่ได้ที่ถูกฝ่ายค้านด่านักโทษชายหนีคุกสุดที่รัก ล้วนบ่มเพาะให้เกิดความก้าวร้าวในการทำหน้าที่ในสภาฯทั้งสิ้น หากสอบก็ต้องสอบให้ถึงต้นตอนะครับ อย่าคัดเอาเฉพาะบางส่วนบางตอนที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตน แล้วทึกทักสรุปเอาว่าคนนั้นคนนี้ไร้ศีลธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ ในการทำหน้าที่ ถ้าเชน เก้าอี้บิน ชั่วสุดๆผมเสนอว่าให้ตั้งกรรมการสอบประวัติ สส.ทั้งหมดด้วย เพราะหลายคนเหลือรับครับ คงจำกันได้นะครับแกนนำม็อบแดง วันนี้เป็นสส.เพื่อไทยจัญไร พาม็อบบุกรพ.จุฬาฯ เป็นความชั่วสากลที่รู้ว่าไม่พึงกระทำ เพราะยามสงครามเขายังงดเว้นโรงพยาบาลให้เป็นเขตปลอดการฆ่าฟัน ลองสืบสาวราวเรื่องดูนะครับ ว่าสาเหตุการบุกโรงพยาบาลมาจากอะไร หรือถ้าเลยไปถึงยุเผาเมือง แล้วรับผิดชอบด้วยการมาเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานไม่เป็น นอกจากโต้วาที ก็จะขอบพระคุณ พูดไปงั้นแหละครับ การตรวจสอบแบบนี้ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะแทบทุกอย่างในประเทศนี้เป็นไปตามทฤษฎีการถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์แบบสุดขั้ว หรือที่เรียกเป็นทางการว่า “เผด็จการเสียงข้างมาก” การจำกัดอำนาจของเสียงข้างมาก ทั่วโลกเขาบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นไม่เว้นประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการปกป้องสิทธิ์ของเสียงส่วนน้อย แต่วันนี้สภาเผด็จการขี้ข้าเสียงข้างมาก กำลังเดินหน้าเพิ่มอำนาจให้กับเสียงข้างมากอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมรู้สึกอนาถใจกับแกนนำเสื้อแดง นักวิชาการเสื้อแดงที่พร่ำเพ้อว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อีกฝั่งเป็นพวกล้าหลัง อำนาจเผด็จการน่ารังเกียจครับ แต่เผด็จการที่มีฝูงขี้ข้าเดินตามหลังนั้นช่างน่าอัปยศอดสูย่ิงกว่า.. พ่อครูว่าเขาคงไม่มีความรู้หรอกว่าความถูกต้องเป็นอย่างไร ที่บอกว่าคุณเชนที่จะต้องลุแก่อำนาจโกรธรุนแรงขนาดนั้น ประธานก็ยังท้วงว่า คุณเชนเขาไม่เคยมีนิสัยอย่างนี้เลยนะ นี่คือคำตอบที่ว่าแล้วอะไรทำให้เขารุนแรงเพราะมันแน่นอกจนต้องระบายออกมาขนาดนั้น แล้วทำแล้วเขาก็รับผิดนะ แล้วอะไรล่ะคือเหตุ ?...เหตุคือประธานสภาฯเองหรือไม่ ที่ทำอะไรจนเขาไม่ไหว คนฮั้วกันถือหางกันจนไม่ซื่อตรงมันถึงเป็นเช่นนั้น พ่อครูรู้ดีว่าคนในสภาฯไม่ใช่อรหันต์ เป็นธรรมดาสังคมมนุษย์ โดยธรรมดาเขาต้องมีมารยาทเก็บกดไว้ นอกจากคนเจตนาแสดงความชั่ว ยกเท้าขึ้นมาก็เป็นสันดานโดยกำเนิด เรื่องนี้น่าวิจัยกันมากในฐานะนักจิตวิทยา และในฐานะที่สภาฯเป็นสังคมตัวอย่าง ให้โลกดู ถ้าลูกหลา น เอาแบบอย่างนี้หมด แล้วจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง คำว่า สภาเผด็จการขี้ข้าเสียงข้างมาก นี่คือเป็นเลย ทั่วโลกเขาถือว่า Majority rule Minority right แต่เขาได้ซื้อสภาไว้หมดแล้ว เขาก็จะเปลี่ยนประเทศแบบเขาเลย เมืองไทยเราจะยอมให้เป็นเช่นนี้หรือ? คนไทยมองไม่ออกเชียวหรือ? พ่อครูในชีวิตไม่เคยไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแม้ครั้งเดียว ตั้งแต่เป็นฆราวาส แต่พอมาบวชแล้วปฏิบัติธรรมมีปัญญาว่ารู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ควรรับผิดชอบต่อสังคม ก็เห็นว่าตนปฏิบัติธรรมก็ไปรอดแล้ว ดีกว่าสมัยเป็นฆราวาสเยอะ ไม่ต้องแข่งกับใคร สบายมากปกติหายห่วงจริงๆ แล้วก็ต้องกตัญญูกตเวที เพราะสบายได้เพราะธรรมะพระพุทธเจ้า ก็ต้องตอบแทนบุญคุณ เอามาเผยแพร่แจกจ่ายแก่คนอื่นที่เขาทุกข์ เอามาประกาศเฉลย สาธยาย ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ ก็ได้มาเป็นหมู่กลุ่ม ตายไปวันนี้พรุ่งนี้ก็ไม่เสียดายเลย พ่อครูไม่ได้พ่ายแพ้สังคมโลกเลย มาอย่างเข้าใจธรรมะอย่างแท้จริง ก็ประสพผลสำเร็จตั้งหลักฐานมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม สร้างหลักฐานตนมาตั้งแต่ เกลือ ไม่จิ้มฟัน เก้าอี้ ฯลฯ ต้องซื้อจากหลวงเขามาสร้างบ้าน และต้องเลี้ยงน้อง 6 คน ซึ่งลำบากมากเลย เพราะน้องเขาเรียนมหาวิทยาลัย ต้องฝากไว้กับลุงกับป้ากับใคร พอพ่อครูเรียนจบเขาก็ส่งมาหมดเลย ก็เลยต้องส่งน้องเรียนหมดเลย ฐานะทางโลกอาตมาได้ได้พ่ายแพ้ทางโลกเลย มีคนหาเรื่องว่าอาตมาอกหักอกพัง ถูกผู้หญิงหักอกอะไรต่ออะไร อาตมาจะไปให้ผู้หญิงหักอกทำไม อาตมาเป็นดาราโทรทัศน์ อาตมาจะไปหักอกผู้หญิงล่ะไม่ว่า พูดกันไม่เข้าท่า แต่อาตมาก็ไม่ได้ไปหักอกใคร อาตมาว่าเป็นบารมีนะ ที่ไม่แต่งงานเสียก่อน แต่ว่าฐานะทางบ้านก็ต้องเลี้ยงดูน้องก่อน หากเอาเขามาเป็นภาระมันก็ไม่ดี อาตมาก็เลยรอๆอยู่ไม่แต่งอะไร แต่ออกมาปฏิบัติธรรมก่อน แล้วออกมาบวชเลย แฟนคนสุดท้ายนี่อาตมาก็บอกเขา อาตมามีแฟนหลายคน อาตมาไม่ได้คบทีละหลายคนนะ คบทีละคน มันก็เป็นช่วงๆ ตั้งแต่เด็กจนโตก็มี 3 คน ไม่ได้ไปทะเลาะอะไรกับใคร มาปฏิบัติธรรมก็เห็นว่าดี ก็พาเขามาปฏิบัติธรรม เขาก็ว่าเขาปฏิบัติไม่ได้ ยังไงๆอาตมาก็ต้องขอมาทางธรรมนี่แหละ เขาก็ตกลงกัน สุดท้ายเขาก็ยอมด้วยดี ไม่เล่ามันจะยาว โดยมีวิธีการที่ค่อยๆห่างกันไป สุดท้ายเขาก็รู้ว่ารั้งอาตมาไม่อยู่แล้ว เขาก็ปล่อยอาตมามา ก็อิสรเสรี อาตมาก็ส่งน้องเรียน แล้วบอกน้องว่าเขาจะรับช่วงดูแลกันไปได้ไหม สมบัติพัสถานก็แบ่งแจกกันไป ตอนที่อาตมาออกมาเขาก็ยังไม่จบนะ แต่พอรับช่วงต่อกันไปได้ มีฐานะมีอาชีพแล้ว เขาก็พอได้ อาตมาก็เห็นว่าได้ก็วางมือ เลิก ยกสมบัติให้หมด แม้แต่เซ็นชื่อในกระดาษเปล่าไว้ ว่าถ้ามีอะไรเหลืออีก ซึ่งมันมีอยู่คนทำงานที่ค้างยืมอาตมาอยู่ก็ให้ไปตามเอาละกัน แล้วอาตมาก็ออกมาบวช โดยที่ไม่ได้พ่ายแพ้ทางธรรมเลย อาตมาเห็นว่าอยู่ทางโลกถ้าจะอยู่ต่อไปก็เท่านั้น ก็มาทางนี้ดีกว่า เมื่อมาแล้วก็มาทำงาน ตั้งแต่ 36 ปีก่อน จนมาถึงบัดนี้ ก็ย่างเข้าอายุ 80 ก็สบาย แต่งานหนักขึ้น มีท่านผู้ทักท้วงมาก็เข้าใจว่าปรารถนาดีว่าไม่อยากให้การชุมนุมนี้ไปไม่รอด แล้วล้มเหลว เขามองอย่างนั้นเลย แนะนำมาก็รู้ว่าเจตนาดีตามภูมิปัญญาของเขา แต่ อาตมา ก็เห็นว่าเป็นนิมิตใหม่นะของไทย ซึ่งโลกเขายอมรับแล้วว่าประชาธิปไตยคือระบอบที่ดีที่สุด ประเทศอื่นเขาก็ทำมาเรื่อยๆ อาตมา บอกแล้วว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตยลำดับที่ 4 เม ื่ อเลือกผู้แทนได้ก็ให้ไปใช้สิทธิ์เป็นอำนาจลำดับ 5 ส่วนนายกฯอำนาจลำดับ 6 อย่านึกว่าตนมีอำนาจมากนะ ที่จริงประชาชนเป็นลำดับหนึ่ง ส่วนกษัตริย์เป็นลำดับสอง แต่ท่านเป็นรัฐาธิปัตย์ ประชาชนกับในหลวงก็เป็นอำนาจที่ 1 เท่ากัน แต่ก็ต้องยกกล่าวว่าประชาชนเป็นลำดับหนึ่งเพราะในหลวงก็เป็นประชาชนเช่นกัน แล้วกษัตริย์ทรงใช้อำนาจผ่าน 3 สถาบัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนอำนาจรองไปก็ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าไว้แล้ว ให้ประชาชนไปเลือกตั้ง แล้วได้ผู้แทนฯไปทำงาน แล้วก็เลือกนายกฯ กฎหมายเป็นอำนาจลำดับ 4 ผู้แทนฯเป็นลำดับ 5 นายกฯเป็นลำดับ 6 รมต.เป็นลำดับ 7 ดั้งนี้ผู้แทนก็ต้องรู้ว่าอำนาจตนขนาดไหน เมืองไทยมีพระเจ้าอยู่หัวที่ไม่เบ่งอำนาจเลย ยอมให้เขาใช้อำนาจแทนเลยไปหมด น่าเห็นพระทัยท่านมากๆเลย ก็ขออธิบายความเป็นประชาธิปไตยว่า ไทยเรามาถึงวาระโอกาสนี้แล้วไทยเราน่าจะมีโอกาสเกิด เพราะมาถึงวันนี้ 81 ปีมาแล้วผู้บริหารหรือสภาฯนั้นตกต่ำสุดแล้ว ตุลาการก็ถูกข่มขู่ตลอด พ่อครูก็ว่ามันน่าจะได้เปลี่ยนแปลงซะที ผู้รู้ในประเทศก็คงเห็นแล้ว คนเข้าใจคำว่า “การเมือง” เป็นดงคนชั่ว ไม่ต้องไปยุ่งหรอก คำว่า “การเมืองเลยเสียหมด” เพราะบ้านเมืองไหนก็ขาดการเมืองไม่ได้ ต้องให้มีผู้รู้ที่ดีนำพาหมู่กลุ่มไปได้ ขอยืนยันว่า ทฤษฏีพระพุทธเจ้านี่แหละคือประชาธิปไตยที่มีหลักใหญ่คือเป็นหลักของมนุษยชาติ เป็น เนื้อแท้ของประชาธิปไตย 1 ๅ .อิสรเสรีภาพ Independence 2 .ภราดรภาพ Fraternnity 3 .สันติภาพ Peace 4 .สมรรถภาพ Efficiency 5 .บูรณภาพ Integrity ทั้ง 5 ประการนี้แหละที่พ่อครูว่าสังคมมนุษยชาติ ถ้าจะเป็นประชาธิปไตยแล้วต้องมี 5 อย่างนี้ พ่อครูตั้งชื่อว่า บรมภาวะสุดประเสริฐ พระพุทธเจ้าทำนำหน้ามาก่อนเลยในยุคโน้น ทำสำเร็จ มีธรรมนูญ มีระบบทฤษฎีเลย ท่านไปแคว้นไหนในอินเดียทุกรัฐทุกแคว้น พระพุทธเจ้าเป็นรัฐอิสระเลย ใครมาอยู่ในการปกครองของท่านเขายกคนให้พระองค์เลย ปลดทาสเลย พ้นวรรณะเลย นี่คือส่ิงยืนยันว่าพระพุทธเจ้านำสมัยสูงสุดเลย ภราดรภาพหนึ่งเดียวกัน อย่างสาธารณโภคี อย่างที่นำมาใช้กับอโศก เป็นสังคมสาธารณโภคี พิสูจน์ได้ทำง่ายกว่าสมัยพระพุทธเจ้าด้วย สมัยพระพุทธเจ้าทำได้ในเฉพาะนักบวชที่มาอยู่ใน ศีลธรรมนูญเลย ประกาศไปคนที่ยินดีก็มาทำแบบนี้ มาอยู่อย่างสันติภาพ มีสมรรถภาพ เป็นสังคมพึ่งตนได้ ไม่เป็นหนี้มีประโยชน์ต่อผู้อื่น มีบูรณภาพตลอดเวลา ให้เต็มสมบูรณ์ครบครันตลอดเวลา นี่คือสภาพ 5 ชนิดที่สุดประเสริฐ ไทยเรามีประชากรนับถือพุทธมากกว่า 95 % ทำไมทำให้เป็นแบบที่พระพุทธเจ้าสอน แต่ว่าชาวอโศกทำได้ ทำไมเขาทำได้ ทำไมผู้รู้ผู้เก่งกาจไม่ทำหรือทำไม่ได้ ไม่สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าพาเป็น จึงเห็นใจคนที่มาติงว่า เอาแต่ธรรมะอีกหน่อยก็เหลือแต่สมณะโพธิรักษ์กับท่านจันทร์ ก็จะไม่ได้อะไรนะ แต่เท่าที่ดูแล้วก็ว่าเป็นไปได้นะ แล้ววัดเรตติ้งกันแล้ว ทุกวันๆเรตติ้งธรรมะไม่ตกนะ พ่อครูว่านะ เพราะงั้นก็ไม่เป็นไร เข้าใจที่ท่านติ เพราะท่านไม่อยากให้การชุมนุมนี้ล้มเหลว อาตมา ก็ไม่บังอาจบอกว่ามันจะเป็นผลสำเร็จอย่างไร แต่มันมีการก้าวหน้ารายทางอยู่ จะดูไปน่ะ ไม่คาดการณ์ล้วงหน้าก่อน ยุคนี้เป็นยุคอภิมหามหัศจรรย์อนิจจัง อะไรเป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ มีตัวแปรประหลาดได้ แต่พ่อครูเชื่อว่าเราทำอย่างลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล พ่อครูมันเป็นผู้แพ้ ตั้งแต่แต่งเพลงผู้แพ้ แต่ฟังแล้วอย่าวูบนะ เราไม่เอาชนะ แต่ว่าเรามีอัตราก้าวหน้ารายทาง พ่อครูจะไม่พาพวกคุณไปชนะแต่จะพาพวกคุณไปเจริญ แพ้ไม่ว่าขอให้เจริญ มันมีความก้าวหน้า มันดูเหมือนแพ้ ยกตัวอย่างพ่อครูพาพวกเราไปชุมนุมเสธ.อ้าย ใครก็ว่าแพ้ แต่พ่อครูเห็นความก้าวหน้า เราได้ข้อคิดได้ประโยชน์หลายเลย เราก็ไม่พาคนไปลำบาก ไปเจ็บไปตายเลย ใครเขาทำเลยทำผิดก็ตราไว้ เราทำถูกต้องให้ได้พอแล้ว มั่นใจว่าเราทำความถูกต้องตราไว้แล้ว ส่วนใครจะทำเลวก็กรรมของเขา เราทำแต่กรรมดีถูกต้องแล้ว ใครไม่เห็นไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ต้องตรวจให้ดีว่าทำถูกจริงไหม ถ้าตรวจแล้วแน่ใจจริงก็ทำ แล้วพ่อครูก็รู้ลึกว่าส่ิงดีส่ิงถูก แน่นอนคนจะเข้าใจทันทีเห็นเป็นถูกไม่ได้ เป็นส่ิงยาก ต้องอาศัยเวลา จะมีคนเห็นด้วยน้อยจริงๆ ส่ิงดีแท้ลึกซึ้่งสูงส่งจะมีคนเข้าใจได้น้อย ๑. คัมภีรา (ลึกซึ้ง)

๒.ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ๓.ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) ๔.สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ๕.ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) ๖.อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) ๗. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ๘.ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) พ่อครูว่า..ไม่แปลกเลยว่าคนจะเข้าใจไม่ได้เร็ว ต้องยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ ก็ยำ้อีกทีว่า สังคมไทยเราไม่ขาดนักการเมือง แต่ขาดนักธรรมะ นักการเมืองใช้ไม่ได้แล้ว ต้องเอานักการเมืองที่มีธรรมะ อย่างที่คานธีบอกว่าท่านเป็นนักการศาสนาที่ต้องมาทำงานการเมือง ต้องบอกว่าเป็นเรื่องปราชญ์เข้าใจ คนสามัญก็เข้าใจยากอยู่ สรุปไว้นานเป็นโศลกว่า ปราชญ์แท้จริงจะไม่สร้างอำนาจให้แก่ตนเองจนคนเกรงและกลัวไม่กล้าค้านแย้งติเตียน ส่วนคนแค่ฉลาดจะสร้างอำนาจให้แก้ตนเองจนคนเกรงไม่กล้าติกล้าท้วง อย่างที่เขาทำตอนนี้ก็ทำให้คนกลัว ไม่กล้าทำส่ิงดีซุกหัวเลย นี่คือคนแค่ฉลาด ให้คนไม่กล้าค้านแย้งติติง ปราชญ์แท้จริงจะไม่สร้างอำนาจให้แก่ตนเองจนคนเกรงและกลัวไม่กล้าค้านแย้งติเตียน แต่คนจะยอมยกให้ด้วยใจ ยอมยกย่องบูชาให้อย่างไม่ต้องบังคับ พ่อครูไม่ต้องการเบ่งอำนาจให้คนกลัว ยิ่งเขาบอกว่าการเมืองคือการแสวงหาอำนาจ พ่อครูก็ว่าหมดมู๊ดเลย มันอะไรกันหนอ ถ้าให้นิยามการเมืองว่าคือการแสวงอำนาจแก่ตนก็ผิดตลอดสายเลย การเมืองคือกระจายอำนาจให้ประชาชนเสมอสมานกัน นี่คือประชาธิปไตย ทำให้ได้จริงอย่างว่านี้ คนจะมองยาก เหมือนพ่อครูมีอำนาจเหมือนคนมาเกรงกลัว พ่อครูก็เกรงใจจริงๆ อยากให้เข้าใจ ส่ิงลึกซึ้ง ก็บอกกับแกนเสนาธิการร่วมฯว่า ไม่ต้องกราบได้ไหม? พบกันทุกวันแต่ไหว้ก็ได้แต่คุณปรีชาบอกว่า ก็มันใจของผมน่ะ นี่คือเรื่องจริง เปรยไปในที่นี้ว่า ท่านคณะเสนาธิการร่วมฯก็ไม่ต้องกราบทุกวันหรอก ก็ยกมือไหว้ก็พอ แต่เจอกันนานๆทีก็กราบได้ ส่วนผู้ไม่ได้นับถือพุทธก็ไม่เป็นไรไม่ต้องทำความเคารพก็เข้าใจอยู่ เรายืนยันว่าเรามารับใช้ มาทำงานแก่สังคม โลกานุกัมปายะ คือผู้รับใช้โลก ไม่ใช่ไปเป็นเจ้าโลกเป็นมหาอำนาจ แต่คนเขาจะยกให้เอง อย่างในหลวงของเรา ท่านเองไม่เบ่งอำนาจเลย ตลอดพระชนชีพท่านที่มาปกครองโดยธรรม ท่านอายุมากแล้วนะ ถ้าไม่อายุมากท่านก็ตะลอนช่วยประชาชน แต่ผู้บริหารไม่เอาอย่าง มาเบ่งอำนาจ แต่ก็เห็นใจอย่างหนึ่งว่าเป็นสัจจะย้อนสภาพที่เข้าใจยาก ผู้ที่สูงแล้วเขาก็ต้องยกให้ เช่นพระสารีบุตรทูลถามว่า ถ้าพระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์แล้วจะให้ทำศพอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ว่าไม่ต้องไปขวนขวายเดือดร้อนหรอก จะมีคนมาทำให้เอง ตามเกียรติยศ ท่านไม่ได้อยากได้นะ แต่เขาต้องให้ ท่านไปไหน พระเจ้าแผ่นดินกราบเคารพทั้งนั้น ท่านไม่ได้ไปเบ่งอะไรเลย และจะเอาอย่างพระพุทธเจ้ามาเปรียบอย่างในหลวงที่จะต้องมีศักดินา มีอภิสิทธิ์ต่างๆนานา ซึ่งมันไม่ได้เลย แม้แต่พ่อครูก็มีแบบนั้น ก็ต้องมีตามฐานะ แต่มันมีภาวะซ้อน เราไม่ต้องหรูหรา แต่อโศกนี่ต่อไปจะหรูหราจะมากมี แต่ไม่ใช่ของคนเดียว ทุกวันนี้ก็เจอแล้ว ไม่มีใครเชื่อว่าอโศกจน จนอย่างไรมีอะไรมาเลี้ยงคนทุกวัน และใช้จ่ายบริสุทธิ์ด้วยนะ ไม่มาสร้างภาพมาต่อเงิน ไม่มีกลเม็ดเหมือนชาวโลก ไม่มีนะ อโศกมาจน แต่ยิ่งจนยิ่งรวย ย่ิงเล็กย่ิงใหญ่ เป็นสัจจะย้อนสภาพ และต้องเป็นตามฐานะบ้าง ให้ท่านใช้แบบนั้นมีตัวอย่างผู้นำประเทศหลายท่านก็ไม่ได้ติดหลงใหล แต่ท่านก็จะได้รับสิทธิ์อื่นตามฐานะ ท่านจะได้ทำงานเต็มที่ มันซับซ้อนหลายชั้น เอาธรรมะไปใส่ในประชาธิปไตยจะได้มากน้อยเท่าไหร่ก็อยู่ทีี่คนไทยจะเอาไหม? มันขาดธรรมะการเมืองจึงเลวร้ายทุจริตขนาดนั้น ถ้าไม่เอาธรรมะเข้าแก้ก็ไม่ถูกจุด มันแก้ได้ชั่วคราว มันพัฒนาช้า เรารู้แล้วก็เอาธรรมะใส่เข้าไปเลย เอาเนื้อแท้เข้าไปเลย สักวันหนึ่งดอกไม้จะบานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจักหลากหลาย อ.กฤษฎาว่า ทุกคนมาเป้าประสงค์เดียวกัน แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง บางครั้งจุดต่างอาจเกิดความไม่เข้าใจ เพราะรู้สึกร้อนรนอยากให้รวดเร็วแล้วจะร่วงรวยต่อไป แม่น้ำสองสายกว่าจะมารวมกันสนิทก็ต้องใช้เวลา พวกเราเป็นแม่น้ำร้อยสาย ต้องอาศัยธรรมเป็นแม่น้ำสายใหญ่ให้มาร่วมกันได้ พ่อครูก็ว่าขออภัยผู้ที่ว่าติงมาก็ขอเวลาธรรมะในแต่ละวัน ๒ ชม.เพื่อให้ธรรมะนำไป ก็เกรงใจจริงและขอขอบคุณ เพราะสังคมขาดธรรมะต้องยอมให้ว่าให้โขกสับ มั่นใจว่าถ้าพวกเราเกิดธรรมได้ก็เป็นส่ิงที่สังคมมนุษยชาติต้องการ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน