สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน อจินไตย 4 ที่อธิบายได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน อจินไตย 4 ที่อธิบายได้ อาตมาได้เปรยปรามผู้ที่ยังไม่รู้จริงสัจจะของพุทธธรรมสัมมาทิฏฐิแท้ แล้วใช้“ความเห็น”ของตนสาธยายธรรมไปผิดๆ คนแบบนี้แหละที่ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมไปมากกว่ามาก ผู้ทำความเสื่อมแบบนี้ได้บาปหนักยิ่ง เพราะทำให้ผู้คนเข้าใจเนื้อแท้ความจริงของศาสนาผิดเพี้ยนไป ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่“ทำบาปให้แก่ตนเอง”แบบนี้อยู่มากหลาย เพราะอวิชชาของ เขาผู้นั้นแท้ๆ จึง“ก่อบาปใส่ตน”หนักหนาสาหัสสากรรจ์ โดยไม่รู้ตัว บางคนนั้นรู้ทั้งรู้ ว่าที่ตนสาธยายนั้น ตนเองก็ยืนยันไม่ได้หรอกว่าที่ตนสาธยายไปนั้น“ผิด”หรือ“ถูก” แต่ก็ประมาทสาธยาย จะด้วยความอวดดีก็ตาม ด้วยความไม่เกรงกลัวบาปก็ตาม หรือด้วยความจำเป็นก็ตาม เมื่อพูดผิดจริง ก็ต้อง“ได้บาป”จริง ซึ่งมันเป็น“กรรมที่เป็นอันทำ” ใครทำ“บาป”ปุ๊บก็“ได้บาป”ปั๊บ เพราะ“กรรม”นั้นตน“ทำเอง”จริง ซึ่งธรรมะขั้น“โพธิสัตวภูมิ”นี้เป็นโลกุตรธรรม ต้องคนผู้มีภูมิสูงจริงผ่านความเป็นโพธิสัตว์ขั้นนั้นๆแล้ว จึงจะสามารถสาธยายภูมิ“อจินไตย”แต่ละขั้นนั้นๆ เป็นความรู้ได้ “อจินไตย”พระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ ซึ่งได้แก่ ๑.พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า(พุทธวิสยะ)๒.ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน(ฌานวิสยะ) ๓.วิบากแห่งกรรม(กัมมวิปาโก) ๔.ความคิดเรื่องโลก(โลกจินตา) จากพระไตรปิฎก เล่ม ๒๑ ข้อ ๗๗ ในฉบับที่แล้ว เราได้สาธยายถึง ความเป็นโพธิสัตว์กัน “ภูมิโพธิสัตว์”นั้นเป็นภูมิ ที่มี“ความตรัสรู้”คือ มี“โพธิ”ไปตามลำดับๆก็เป็นผู้“พ้นอจินไตย”ไปตามลำดับ ยกขั้น“พุทธวิสัย”ไว้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็น“ภูมิสัมมาสัมพุทธเจ้า”ที่พึงรู้ยิ่งเองในพระองค์เอง อันผู้ยัง“ไม่มีภูมินั้น”ย่อมมิบังอาจจะมีความเป็น“ปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิ”(ภาวะธรรมที่ผู้รู้รู้ได้เฉพาะตน)ได้เด็ดขาด นอ

อ่านต่อ

กนั้นก็เป็น“ภูมิโพธิสัตว์”ตั้งแต่ขั้น “ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน”เป็นต้นไป ฌานจึง“พ้นอจินไตย”ของโพธิสัตว์แต่ละขั้น ก็สามารถสาธยายความเป็น“ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน”ตามฐานะของตนๆได้ เท่าภูมิตนมี“อจินไตย ๑” “พุทธวิสัย”ที่จำกัดเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็น“สัพพัญญุตญาณ” ซึ่งผู้ยังไม่มีภูมิ“สยัมภู”ย่อมเกินกว่าจะค้นลึกนึกคิดเอา“ความจริง”นั้นมาบอกใครได้ “ความจริง”ที่เป็นโลกุตระแท้จริงนั้น ผู้บรรลุ“ความจริงในโลกุตรธรรม”จริงด้วยตัวเองแท้ๆเท่านั้น จึงจะกล่าว“ความจริง”นั้นได้จาก“ความจริง”เท่าที่ตนบรรลุเอง เป็นเอง รับรองได้ว่า“ถูกต้อง-ตรงจริง”ตามความจริง ไม่ว่าจะเป็นอจินไตยขั้น“ฌานวิสัย”ก็เท่าที่“ตนเอง”บรรลุ“ฌาน”ระดับนั้นๆจริง ซึ่งความเป็น“ฌาน”ของพุทธนี้ยังยากมากที่จะสาธยายความเป็น“ฌาน”ให้ผู้ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิจริงเข้าใจตรงแท้ตามสภาวะจริงของความเป็น“ฌานของพุทธ”ได้อย่างครอบคลุมครบบริบูรณ์ จนกระทั่งสัมบูรณ์ “ฌาน”จึงมีแต่ที่ทำได้กันแบบโลกียะเต็มสังคมทั่วไป ไม่ใช่“สัมมาฌาน”ของพุทธ เพราะความเป็น“ฌาน”นี้มันเป็น“วิสัย” ที่สุดแห่งที่สุดของ“สยํ”(เอง,โดยตนเอง)จริงๆ “ฌาน”ของพุทธจริงๆนั้นมันหมายถึง“พลังงานอุณหธาตุ”เป็น“ไฟกองใหญ่”มีฤทธิ์เหนือกว่าพลังงาน“ธาตุสสาร”และ“นามธาตุขั้นโลกีย์” อย่างวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)เกินคาด ซึ่งเป็น“พลังงาน”ที่มีทั้งความเร็วในการหมุนตัวรอบสูง และมีทั้งความแรงที่มีฤทธิ์สลายธาตุอื่นได้เยี่ยมยอด จึงสามารถ“เผา” หรือ“กำจัดไฟธาตุ”อื่นที่เป็น“จิตนิยาม”คือ“ไฟราคะ-ไฟโทสะ-ไฟโมหะ” ให้ละลายหายสูญไปอย่างสิ้นซากเกลี้ยงสนิทเด็ดขาดถาวรยั่งยืนตลอดกาลนิรันดรได้จริงๆ แต่ผู้มีจริตสายสมถะ ก็เอาภาษาคำว่า “ฌาน”ไปใช้ในเชิง“การเพ่ง-การกดข่ม”เท่านั้นในวิธีหลับตาเพ่งข่ม(meditation ซึ่งมิใช่ supra-concentration)ด้วยพลังงาน“ข่มจิตสะกดจิต”ให้ยิ่งๆ กระทั่งแน่นแข็งนิ่งสนิท ไม่เคลื่อนไม่ไหวติงสำเร็จ ตนไม่รู้ตัวนานสุดแสนนานถึงขั้นตน“จำกาละ”ไม่ได้ จึงทำให้หลงว่า นี่คือ “นิรันดร” เพราะมันนานเกินกว่าที่ตนจะระลึกนึกถึงหรือระลึกนึกค้นขึ้นมาได้ ซึ่งสัจจะของ“อัตตา(ตัวตน)”แท้ๆนั้นผู้ยอมรับว่ามี“อัตตา”นิรันดรเป็นที่สุด ก็คือ ผู้ยังไม่มี“ปัญญา”แบบพุทธสัมมาทิฏฐิ ตามที่สาธยายมา เป็นผู้ไม่พ้น“อวิชชาสวะ”หรือที่สุดจริงๆคือ ไม่พ้น“อวิชชานุสัย”สัมบูรณ์แท้ ยังเป็นผู้“จำนน”ต่อ“ภาวะที่มีอัตตานิรันดร”อยู่นั่นเอง ตนจึงต้อง“มีพระเจ้า” เพราะเขาไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ”(สัมมาทิฏฐิ)ที่สามารถกำจัด“อัตตา ๓”แท้ เกลี้ยงได้จริงอย่างเป็นลำดับละเอียดลอกระทั่ง“อนัตตา(ไม่มีตัวตน)”เป็นที่สุดแห่งที่สุดได้เกลี้ยงสำเร็จแท้ จึงจำนนเป็น“เทวนิยม”ผู้มี“พระเจ้า”คือ“บรมอัตตา(ปรมาตมัน)”อย่างที่มีกันนั้นแหละความจำนนเป็นผู้“มีอัตตา”นิรันดรอยู่แท้จริง จึงเป็นกันด้วยเหตุเช่นนี้เอง เพราะที่แท้นั้นสภาวะ“อัตตา”นั้นๆยังไม่ได้ถูกกำจัดทำลาย ยังไม่“สลายสูญไป”หรือหายไปจากความเป็น“ตัวตน”นั้นๆเด็ดขาด ตามคำสอนของ“พระศาสดา” “พระศาสดา”คือ มนุษย์นี่แหละที่มีตัวตนจริง เป็นผู้ประกาศคำสอนแก่มวลมนุษยโลก “พระศาสดา”ทรงสอนให้“รู้”ได้เท่าใด ผู้ได้รับคำสอนจะปฏิบัติบรรลุผลได้สูงสุดก็เท่าที่พระศาสดานั้นทรงสอนให้เท่านั้น “พระศาสดา”ของพุทธคือ พระพุทธเจ้า เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งแท้ๆที่ทรงประกาศ“ทฤษฎีวิเศษ”ของพระองค์แก่มนุษยโลก ให้มนุษย์ทุกคนปฏิบัติบรรลุตามได้ กระทั่งสูงสุดก็สามารถบรรลุเท่ากับ“พระศาสดา”เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งบ้าง มนุษย์ทั้งหลายจึงล้วนมีสิทธิ์เสรีภาพจะเป็นได้ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จริงไม่ทำได้จริงใน พระปัญญาธิคุณ พระกรุณาธิ คุณพระปริสุทธิคุณ เขาไม่ได้ศึกษาจิตสะอาด ที่เป็นพระบริสุทธิคุณมาตั้งแต่ต้น เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เขาจึงไม่มีอรหันต์ มนุษย์ทุกคนจึงมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกคนที่จะพากเพียรพยายามบำเพ็ญบารมีให้บรรลุความเป็น“พระศาสดา”ของพุทธได้ เป็น“พระพุทธเจ้า”พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในโลก ไม่สงวนสิทธิ์ ทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะบรรลุเป็น“พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า”ได้ ถ้าหากคนผู้นั้นพากเพียรบำเพ็ญตน สั่งสมบารมีให้ถ้วนถึงจนกระทั่งบรรลุ“พระอนุตตรสัพพัญญุตญาณสัมมาสัมพุทธเจ้า”ได้จริง กระทั่งสามารถบรรลุตาม“ทฤษฎีอันวิเศษ”(สัมมาทิฏฐิที่มีคุณวิเศษขั้นอุตตริมนุสสธรรม)ของพระพุทธเจ้าได้จริงแท้ ศาสนาที่ไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ” คือ“สัมมาทิฏฐิ”เป็นต้นของพระพุทธเจ้า จะไม่สามารถปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”ได้เป็นอันขาด นั่นคือ ถ้าไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ”คือ“สัมมาทิฏฐิ” เช่นว่า ไม่มีความรู้ขั้น“อาริยสัจ ๔” ไม่มี“สัมมาอาริยมรรค อันมีองค์ ๘” ไม่มี “โพชฌงค์ ๗” หรือไม่มี“โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ไม่มี“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘” ไม่มี“ไตรสิกขา” ฯลฯ 600920_เทศน์ก่อนฉันศีรษะอโศก เรื่อง อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน