05 บท 1_200461_เอม.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ในปัจจุบันโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Didease, CKD) เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกโดยรวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงส าคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งท าให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีการด าเนินของโรคไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease, ESRD) ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการบ าบัดทดแทนไตและการปลูกถ่ายไต (Renal Replacement Therapy) (ประเสริฐ ธนกิจจารุ. 2558 : 5) สถานการณ์โรคไตในประเทศไทยมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคนไทยป่วยเป็นโรคไตติดอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ สาเหตุส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งมีสถิติผู้ป่วยรวมเกือบ 15 ล้านคน ผลที่ตามมาคือมีภาวะไตเสื่อมและไตเสื่อมเร็วขึ้น หากปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้คนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8 ล้านคน เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2 แสนคน ป่วยเพิ่มปีละกว่า 7,800 ราย ส่วนการผ่าตัดเปลี่ยนไตท าได้เพียงปีละ 500 ราย จึงเน้นการชะลอความเสื่อมของไตเพื่อให้เข้าสู่ระยะที่ต้องล้างไตช้าลง (ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. 2559) โดย 10 ล าดับแรกของอัตราป่วยของผู้ป่วยในต่อประชากร 100,000 คน พบว่าไตวาย (Renal Failure) อยู่ในล าดับที่ 5 จ านวน 993 คน (ส านักนโยบายและยุทศาสตร์. 2559 : 91) ซึ่งเป็นสาเหตุการตายจากโรคไต ปี 2554 จ านวน 263 คน คิดเป็นร้อยละ 0.4 จากสาเหตุการตายทั้งหมดของประชากรไทย ส่วนในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็นจ านวน 676 คน คน คิดเป็นร้อยละ 1.0 (ส านักนโยบายและยุทศาสตร์. 2559 : 96) ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการบ าบัดทดแทนไตโดยการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเฉ
อ่านต่อ
ลี่ยประมาณ 240,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วยยา ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่นๆ ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องใช้งบประมาณการล้างไตเป็นการเฉพาะ แยกจากงบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว (Capitation) โดยในปีงบประมาณ 2558 สูงถึง 5,247 ล้านบาท และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6,318 ล้านบาท ในปี 2559 ซึ่งถ้ารวมงบประมาณส าหรับบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในสิทธิอื่นๆ ได้แก่ สิทธิประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการแล้วรัฐจ าเป็นต้องใช้งบสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี (ส านักโรคไม่ติดต่อ. 2559 : 1) คาดการณ์ว่าจ านวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการรายงานสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ พบผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง 8 ล้านคน มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 คน โดยในปี 2560 คาดว่าอาจจะต้องใช้งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกว่า 17,000 ล้านบาท (ส านักงานหลักประกันสุขภาพ. 2559) อีกทั้งข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่าจ านวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกปี โดยพบว่าความชุกของโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 ขึ้นไปมีประมาณร้อยละ 2.9-13 จากประชากรทั้งประเทศประมาณ 70 ล้านคน หรืออยู่ในช่วงประมาณตั้งแต่ 2 ล้าน ถึงกว่า 9 ล้านคน (ส านักโรคไม่ติดต่อ. 2559 : 2) 2 โรคไตเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาด และไม่สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพของไตให้ดีขึ้นได้ สังคมครอบครัวต้องรับภาระดูแลผู้ป่วย ถ้าการดูแลผู้ป่วยใช้เวลายาวนานจะสูญเสียทรัพยากรบุคคล และเศรษฐกิจ (วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิพานิช และคณะ. 2558 : 1) การดูแลรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ การชะลอการเสื่อมของไต ไม่ให้โรคด าเนินเข้าสู่ระยะสุดท้าย ช่วยลดความรุนแรงของโรค และภาวะแทรกซ้อน (แสงระวี มณีศรี. 2553 : 3) และควรได้รับการวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อการชะลอความเสื่อมของไตให้ช้าลงโดยการส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม โดยการน าแนวคิดการจัดการตนเองให้ตัวผู้ป่วยรับผิดชอบตนเองในการจัดการปัญหาสุขภาพในทางที่เหมาะสมร่วมกับบทบาทของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อน ามาสู่การวางแผนพัฒนาการให้บริการสุภาพในมิติของการสนับสนุนการจัดการตนเองด้วยการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ยั่งยืน (ชดช้อย วัฒนะ. 2556 : 17) การให้การศึกษาผู้ป่วยแบบดั้งเดิมจะมุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้เฉพาะโรคและให้เทคนิกบางส่วนท าให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในขณะที่การสอนการจัดการตนเอง จะเน้นการให้ความรู้ที่น ามาไปจัดการด้วยตนเองได้ เช่นการแก้ไขปัญหา การด าเนินการ การตัดสินใจ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าในการที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในขณะที่เป้าหมายของการสอนผู้ป่วยแบบดั้งเดิมคือ การปฏิบัติตาม ในขณะที่เป้าหมายในการจัดการการศึกษาในการจัดการสุขภาพตนเองคือ การเพิ่มการรับรู้สมรรถนะในตนเอง ท าให้มีความเชื่อมั่นที่จะด าเนินการพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงและท าให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น (วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิพานิช และคณะ. 2558 : 47) การสนับสนุนการจัดการตนเอง แก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังถือเป็นกุญแจส าคัญที่น าไปสู่ความส าเร็จและเพิ่มผลลัพธ์การดูแลที่มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนการจัดการตนเองท าได้โดยการให้ความรู้เป็นฐาน รวมถึงกระบวนการในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การเพิ่มความเชื่อมั่นในการดูแลสุขภาพของตนเอง และสนับสนุนให้มีการน าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงไปใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ ซึ่งพยาบาลหรือบุคลากรทีมสุขภาพที่ปฏิบัติงานในคลินิกโรคเรื้อรัง หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง สามารถน ากลยุทธ์การสนับสนุนการจัดการตนเองไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ ลดระยะเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ลดอัตราการกลับเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และน าไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นส าหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในที่สุด (ชดช้อย วัฒนะ. 2558 : 125-126) ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2-4 เป็นระยะที่ต้องรักษาแบบประคับประคองเพื่อชะลอการเสื่อมของไต โดยการรักษาด้วยยา การควบคุมอาหารและจ ากัดน้ าเท่านั้น แต่ยังไม่ได้รับการรักษาด้วยการบ าบัดทดแทนไต ถ้าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการปฏิบัติตนบกพร่องจะท าให้อัตราการเสื่อมของไตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายอย่างรวดเร็ว (แสงระวี มณีศรี. 2553 : 4) แพทย์วิถีธรรม ถือเป็นแพทย์ทางเลือกที่มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการจัดการตนเองด้วยการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยเป็นการแพทย์ที่บูรณาการองค์ความรู้ โดยเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื้นบ้าน รวมถึงหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพดีของสถาบันบุญนิยม มาบริหารจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ ผสมผสาน บูรณาการด้วยพุทธ และปรัชญาเศรษฐกิจเพียงอย่างเหมาะสม ให้สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพหรือลดปัญหาสุขภาพ ณ สภาพสังคม สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน และใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเข้ามาใช้ในกระบวนการ 3 ดูแลสุขภาพ โดยเรียกเทคนิคปฏิบัติตามหลัก“การแพทย์วิถีธรรม” ว่าเทคนิค 9 ข้อ หรือยา 9 เม็ด (ใจเพชร กล้าจน. 2553 : 123) โดยจากผลการศึกษาในการประยุกต์ใช้ พบว่า เฉลี่ยร้อยละ 80 ของผู้เจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นโรคติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อที่ใช้วิธีการดังกล่าว อาการเจ็บป่วย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ผิดปกติที่ส าคัญ เช่น น้ าตาลในเลือด ไขมันในเลือด ความดันโลหิต สารเคมีในเลือด การท างานของตับ น้ าหนัก เป็นต้น จะมีทิศทางเปลี่ยนแปลงเข้าหาปกติ ภายใน 5-7 วัน (ใจเพชร กล้าจน. 2553 : 130) ด้วยการแพทย์วิถีธรรม มีการประยุกต์ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อการดูแลสุขภาพ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วย ดังนั้นแนวทางของแพทย์วิถีธรรมจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เหมาะต่อการประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จากข้อมูลสถิติส านักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (2558) อัตราการตายของโรคไตวายในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่า จังหวัดกาฬสินธุ์มีผู้ป่วยที่ตายจากโรคไตวาย 44.48 ต่อประชากร แสนคน ซึ่งอยู่ในล าดับที่ 2 เมื่อเทียบกับทุกจังหวัดในภาคอีสาน รองจากจังหวัดอุบลราชธานี ประกอบกับส านักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ให้ความส าคัญในประเด็นปัญหาผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยการน าองค์ความรู้แพทย์วิถีธรรมมาใช้ในการดูแลสุขภาพร่วมกับแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน ในส่วนของหน่วยคลินิกโรคไตได้ด าเนินการโครงการคลินิกฟื้นฟูไตด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมโดยด าเนินการร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลต่าง ๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นหน่วยให้บริการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการดูแลสุขภาพและสนับสนุนการจัดการตนเองด้วยการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามหลักการแพทย์วิถีธรรมให้กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีความสนใจ ซึ่งได้ด าเนินโครงการมาตั้งแต่ต้นปี 2560 แต่เนื่องด้วยการจัดการตนเองต่อปัญหาอาการของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเป็นการดูแลสุขภาพแบบคู่ขนานไปพร้อมกับแนวทางแผนปัจจุบันประกอบกับทั้งสองแนวทางมีแนวคิด ทฤษฏีบางอย่างแตกต่างกัน ท าให้ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าประสิทธิผลของการรักษาเกิดจากแผนใด ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการประยุกต์ใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมร่วมกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบันส าหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จังหวัดกาฬสินธุ์ด้วยการศึกษาด้านพฤติกรรมการจัดการตนเองและภาวะสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) ระยะก่อนบ าบัดทดแทนไต (ระยะที่ 2-4) ของกลุ่มที่ใช้การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเพียง และกลุ่มที่ประยุกต์ใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมร่วมกับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ของโครงการคลินิกฟื้นฟูไตด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการดูแลปัญหาสุขภาพผู้ป่วยไตเรื้อรังให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นรวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนค่ารักษาต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันและกลุ่มที่รักษาโดยใช้แพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรม 2. เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง กลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันและกลุ่มที่รักษาโดยใช้แพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรม 3. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองและภาวะสุขภาพระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรม 4 4. เพื่อเปรียบเทียบอัตรากรองของไต (eGFR) ก่อนและหลังระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรม สมมุติฐำนงำนวิจัย 1. ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมมีพฤติกรรมการจัดการตนเอง ดีกว่าการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน 2. ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมมีภาวะสุขภาพ ดีกว่าการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน 3. กลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดยใช้แพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมมีพฤติกรรมการจัดการตนเองและภาวะสุขภาพ แตกต่างจากกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน 4. กลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดยใช้แพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรม มีอัตรากรองของไต (eGFR) แตกต่างกันจากกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ขอบเขตกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Analytic Studies) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเอง ภาวะสุขภาพ และค่า eGFR ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) ระยะก่อนบ าบัดทดแทนไต (ระยะที่ 2-4) ระหว่างกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันกับกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมที่ได้รับการสนับสนุนการจัดการตนเองตามหลักการแพทย์วิถีธรรมจากโครงการคลินิกฟื้นฟูไตด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรม ที่มารับบริการจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลภายในจังหวัดกาฬสินธุ์ ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ โดยประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม กลุ่มละ 76 คน คือ (1) กลุ่มที่ใช้การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับการรักษาโดยการประยุกต์ใช้ตามหลักการแพทย์วิถีธรรมจ านวน 38 คน (2) กลุ่มที่ใช้การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันจ านวน 38 คน นิยำมศัพท์เฉพำะ โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease : CKD) หมายถึง เกิดจากภาวะที่เนื้อไตถูกท าลาย โดยอาจจะมีอัตรากรองของไตผิดปกติหรือไม่ก็ได้และมีอัตรากรองของไต (eGFR) <60 มล./นาที/1.73 ตารางเมตร ติดต่อกันเกิน 3 เดือน (ระยะก่อนบ าบัดทดแทนไต หรือในระยะที่ 2-4) ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง หมายถึง ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่อายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะก่อนบ าบัดทดแทนไต ที่เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคไตโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลภายในจังหวัดกาฬสินธุ์ พฤติกรรมการจัดการตนเอง หมายถึง ความพยายามของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ไม่ได้รับการบ าบัดทดแทนไตที่รับรู้และมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่คลินิกโรคไตและโครงการคลินิกฟื้นฟูไตด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมในการดูแลสุขภาพของตนเองโดยการปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับแผนการ 5 รักษา เพื่อควบคุมอาการ ป้องกัน ลดภาวะแทรกซ้อน และลดผกระทบจากโรคที่มีต่อการด าเนินชีวิต ของผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 4 พฤติกรรรม คือ การควบคุมอาหาร การทานยาการควบคุมการดื่มน้ าและการออกก าลังกาย ภาวะสุขภาพ หมายถึง ภาวะที่มีความสมดุล สภาพความสมบูรณ์แข็งแรง การปรับตัวได้ของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังทั้งด้าน ร่างกายจิตใจ และสังคม ซึ่งท าให้สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้และด าเนินชีวิตตามวัตถุประสงค์ซึ่งส่งผลจากพฤติกรรมการจัดการตนเอง ด้านการควบคุมอาหารการทานยาการควบคุมการดื่มน้ า และการออกก าลังกายโดยองค์ประกอบพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีความหมายดังนี้ 1. ด้านร่างกาย หมายถึง ภาวะที่มีความสมดุล สภาพความสมบูรณ์แข็งแรง การปรับตัวได้ของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังด้านร่างกาย ด้วยการจัดการพฤติกรรมตนเองกับความเจ็บปวดของร่างกายเพื่อการด าเนินชีวิตประจ าวันตามวัตถุประสงค์ ประเมินผลภาวะสุขภาพทางกาย จากผลการตรวจสุขภาพและการตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ 2. ด้านจิตใจ หมายถึง พฤติกรรมด้านอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจ ความคิดเห็น ความชื่อ สติปัญญาของผู้ป่วย โดยมีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตัวและดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคต่อความสามารถในการจัดการกับความเศร้า ความเครียด ความกังวล ต่อตนเองและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในสังคม ที่มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรคในการด าเนินชีวิต ประเมินโดยแบบประเมินและแบบคัดกรองด้านสุขภาพจิตส าหรับบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน (คลินิกโรคเรื้อรัง) ฉบับปรับปรุง (กรมสุขภาพจิต. 2558 : 9-16) ซึ่งพัฒนาโดยส านักส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 3. ด้านสังคม หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว ชุมชนและสังคม ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตัวดูแลสุขภาพตนเองและการเอาชนะปัญหาอุปสรรคในยามเจ็บป่วย เพื่อให้ตนเองมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ มีความปลอดภัยและมั่นคงในการด าเนินชีวิตการรับรู้ถึงความเป็นอิสระที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นต่อการท างานและการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน ประเมินโดยแบบประเมินภาวะสุขภาพด้านสังคมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate : eGFR) หมายถึง ค่าวัดการท างาน ของไต หรืออัตรากรองของเลือดที่ผ่านไตออกมาเป็นปัสสาวะ เป็นตัวบ่งบอกการท างานของไต ประมาณจากการค านวณตัวแปรต่างๆ ได้แก่ ระดับค่าครีเอตินีนในเลือด เพศ และอายุของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยใช้สูตร CKD-EPI (Chronic Kidney Disease Epidemiology Collaboration Equation) โดยค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 100 มล./นาที การรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน หมายถึง การให้การรักษาพยาบาลแนะน าให้ค าปรึกษา สนับสนุนการจัดการตนเอง ตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบันแก่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาจากคลินิกโรคไตโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลต่าง ๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลต่าง ๆ ใน จังหวัดกาฬสินธุ์ 6 การรักษาแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การบูรณาการองค์ความรู้หลักการแพทย์วิถีธรรม เพื่อการรักษาพยาบาลแนะน าให้ค าปรึกษา สนับสนุนการจัดการตนเองให้กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลต่าง ๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ทราบความแต่งต่างและประสิทธิผล ระหว่างการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียวกับการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับหลักการแพทย์วิถีธรรม 2. ทราบความแต่งต่างและประสิทธิผล ของการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียวกับการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับหลักการแพทย์วิถีธรรม ต่ออัตรากรองไต (eGFR) รวมทั้งเป็นแนวทางในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มอัตรากรองไต (eGFR) ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังด้วยการบูรณาการการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 3. เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเอง และภาวะสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมให้ดียิ่งขึ้นเอง 4. เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาการลดต้นทุนการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังต่อไป