ปาฏิหาริย์ของศีลที่เกิดได้อย่างเป็นกลุ่มชุมชน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปาฏิหาริย์ของศีลที่เกิดได้อย่างเป็นกลุ่มชุมชน _สมณะเดินดิน... ศีลข้อที่ 1 มีใจเมตตาเกื้อกูลหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นปาฏิหาริย์ที่คนทั่วไปทำไม่ได้ง่ายๆ เคยได้อ่านบันทึกพวกพระนั่งหลับตาในป่า ท่านบอกว่านั่งเจริญเมตตาทั้ง 4 ทิศ เห็นสรรพสัตว์ทั่วทิศก็มีเมตตาไพบูลย์แผ่ไป ท่านเป็นพระฝรั่ง แต่ว่าเมื่อเข้ามาในเมืองต่อพาสปอร์ต ปรากฏว่าเจอเจ้าหน้าที่เล่นตุกติก เลยคิดว่าหน้าของเจ้าหน้าที่เล็กกว่ากำปั้นเรานะ เจอคนขัดใจก็รู้สึกโมโห การเจริญเมตตาถือศีลข้อที่ 1 ไม่ใช่จะไปอยู่แผ่เมตตาในป่า แต่ก่อนมีพวกเราอยู่ชั้น 4 บอกว่าแผ่เมตตาอยู่ คนก็บอกว่าลงมาขนทรายแผ่เมตตาลงมาข้างล่างหน่อยสิ มีคนถามว่า กินเนื้อสัตว์เขาอยู่แผ่เมตตาไหม แผ่ กำลังเคี้ยวเนื้อสัตว์อยู่แผ่เมตตาไหม แผ่ ...เขาก็ตอบอย่างนั้น คนที่ถือศีลข้อที่ 1 จนมีจิตเมตตาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่เพียงไม่ฆ่าสัตว์ แต่มีจิตเพื่อคนเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ การถือศีลข้อที่ 1 ก็เป็นปาฏิหาริย์ของพุทธแล้ว ไม่ต้องพูดถึงศีลทั้ง 5 ข้อเลย พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า การเพ่งโทษพระโสดาบันมีบาปยิ่งกว่าไปเพ่งโทษศาสดาใดๆอีก ปาฏิหาริย์ของพุทธแต่ละข้อ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมลึกซึ้งก็จะรู้สึกธรรมดา การฆ่าสัตว์ของเขาอาจจะไม่ได้ฆ่าวัวควาย ไม่ได้กินเนื้อวัวควาย แต่เมื่อดูสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มีความละเอียดอย่างยิ่งจะต้องถือศีลแล้วเกิดผลที่จิตด้วย จึงจะเป็นสุดยอดปาฏิหาริย์ เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ที่ทำให้ลดความโลภโกรธหลงได้ จากการที่เรามีศีลแต่ละข้อเป็นปาฏิหาริย์ของศาสนาพุทธที่เป็นสุดยอดปาฏิหาริย์ พ่อครูว่า... อาตมาเคยย้ำเรื่องความรู้แม้แต่เรื่องกับสัตว์ ตามชีวกสูตรที่กล่าวถึงการกระทำที่เป็นบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย เริ่มกล่าวชื่อสัตว์ก็มีเจตนาแล้ว เริ
อ่านต่อ
่มต้นจุดบาป ต่อจากนั้นจะเห็นเจตนาชัดในข้อที่ 2 ไปจับมันมาลากคอมันมา ก็ให้คนไปจับมันมา ข้อที่ 3 ฆ่ามันเสีย บาปหนักเข้าไปอีก แม้ตัวเองไม่ได้เป็นคนทำ แต่ตัวเองเป็นคนดำริเป็นคนพูดคนบอกให้ฆ่ามันเสีย คนก็ฆ่ามัน ข้อที่ 4 สัตว์มันก็ตายเพราะถูกฆ่ามันก็ทุกข์โทมนัสบาปเข้าไปอีก ข้อที่ 5 ยังไม่พอ มิหนำซ้ำยังเอาเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าโดยคน ซึ่งไม่ใช่ที่บอกว่าระบุฆ่าเพื่อคนนั้นคนนี้ แต่ระบุว่าสัตว์นั้นถูกคนฆ่า ไม่ใช่สัตว์ที่สัตว์มันกินแล้วเหลือเดน อย่างนั้นเป็นปวัตตมังสะ นี่โดยตรงเลยไม่ต้องไปเลี่ยงบาลี ไม่ใช่ระบุชื่อนั้นชื่อนี้คนนั้นกินไม่ได้นอกนั้นกินได้หมดเลยจ้า นี่มันขี้โกงเบี้ยวบาลีเพื่อจะกินเนื้อสัตว์ คนที่แปลบาลีอย่างนี้ คนนี้ที่แปลคนแรกบาปตกนรก คนที่เอาไปขยายผลจากคำสอนผิดอีก ยิ่งเอาไปถวายพระพุทธเจ้า ถวายสาวกพระพุทธเจ้า เพื่อให้พระพุทธเจ้าและสาวกยินดีในการกินเนื้อสัตว์ ว่าเป็นของควรกินนะจ๊ะ จะบ้าหรือ บอกว่าเนื้อสัตว์เป็นของควรกินที่จริงมันเป็น อกัปปิยะ ไม่ใช่ของควรกิน ก็มีคำกำกับอยู่แล้ว ก็ไม่แตกฉานในคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจึงมีความติดยึดความหลงความโง่ ความไม่รู้จริงๆ เขาก็หาทางแย้งหาทางเถียงไป เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจดีๆ มีคนมีภูมิปัญญาแท้ๆ ชัดเจนจึงหายาก เพราะฉะนั้นคนไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์แค่นี้แหละเป็นปฏิหาริย์แล้ว ไม่กินเนื้อสัตว์เพื่อรักษาสุขภาพก็อย่างหนึ่ง ไม่กินเนื้อสัตว์เพราะรู้จักวิบากกรรมก็ลึกเข้าไปอีก เพื่อสุขภาพนั้นได้ไปในตัวฟรีๆเลย ไม่กินเนื้อสัตว์เพราะว่ารู้ว่ามันเป็นวิบากกรรม เพราะฉะนั้นรายละเอียดคำสอนพระพุทธเจ้าตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 นั้นเป็นเรื่องทุจริต ที่มีเต็มโลกเลย อาตมาคิดวิธีทุจริตตามเขาไม่ไหวในโลกนี้ เพื่อจะขี้โกงเพื่อจะหลอกลวงเพื่อจะอำพราง อาตมาไม่สู้ ยอมแพ้จริงๆเลย เขาคิดซับซ้อนลึกลับ ลึกซึ้งอะไรก็แล้วแต่ โอ้โห ความคิดของคน เพราะฉะนั้นศีลข้อ 2 ก็อย่างนั้น ถ้าศีลข้อ 3 นี่แหละโดยตรงของศาสนาพุทธ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางกายทางใจ แม้สัมผัสทางกาย ต้องเรียนรู้เลยว่า มันละเอียดลออถึงขั้น คุณจะหลงสุขเพราะรูป หลงสุขเพราะกลิ่น หลงสุขเพราะเสียง เพราะรส เพราะกลิ่น เพราะสัมผัสเสียดสี ทางนอกทางใน ครบหมดเลย ถ้าเรียนรู้จริงและปฏิบัติจริงซึ่งเป็นคนปาฏิหาริย์เป็นอรหันต์จริง เพราะฉะนั้นแม้แต่แค่นิดหน่อยไม่กินเนื้อสัตว์เป็นปาฏิหาริย์ เป็นโสดาบันปฏิหาริย์ เป็นอรหันต์ ยังไม่ปาฏิหาริย์ได้หรือ เพราะฉะนั้นคนทุกวันนี้เสื่อมไปจนกระทั่ง อาตมาประกาศอรหันต์ก็หัวเราะฟันหลุดเลย คนอย่างเอ็งนะหรือเป็นอรหันต์ ใครเขาเป็นได้วะ จริงหรือเปล่า เขาไม่เข้าใจนัยยะซับซ้อนลึกซึ้งต่างๆ มันเป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ว่าความเสื่อมของศาสนาพุทธ เหมือนกับกลองอานกะไมเ่หลือเลย มีแต่ชื่อว่า อานกะ แต่เนื้อแท้ องค์ประกอบต่างๆนานาไม่เหลือ ปลอมแปลงเอาของใหม่ใส่เข้าไปหมด อาตมาก็ต้องมาถอดเอาของแท้ใส่แทน โอ้ย มันก็ยากแสนยาก คำสอนที่อาตมาพยายามทั้งพูดทั้งอธิบายทั้งอ้างอิงยืนยัน ทั้งพาปฏิบัติพิสูจน์ จนได้มรรคได้ผลขึ้นมาจริง ได้ขึ้นมามีบุคคลยืนยัน มีกลุ่มหมู่สังคมปฏิบัติประพฤติได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้าจริงจังยืนยัน จนเป็นวัฒนธรรม 50 ปีนี้ถือว่าเป็นวัฒนธรรมได้แล้ว หยั่งลงแล้ว ที่ว่ายืนยันหยั่งลง ไม่ใช่หยั่งลงเพราะว่ามันตอกตะปูเฉยๆ แต่มันยืนยันหยั่งลงด้วยจิตวิญญาณของแต่ละคนพวกคุณ มนุษย์รู้แจ้งเห็นจริงมันชัดจริง เราเอามาปฏิบัติก็สอดคล้องทั้งจิตวิญญาณทั้งภายนอกภายใน อธิบายได้อย่างซับซ้อนละเอียดลออ อธิบายเก่งๆ อธิบายได้ดี อธิบายยังไม่เก่งก็อธิบายได้บ้าง อย่างนี้เป็นต้น แต่มันรู้แล้ว มันไม่ถอดถอน มันไม่เปลี่ยนแปลง มันเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มันเป็นจริงอย่างนั้น พวกเราฟังแล้วมีเป็นเรื่องมีหลายเรื่องแล้วใช่ไหม ชัดเจนเป็นแล้วได้แล้วยืนยันเลย เรื่องที่เราได้มา เรื่องหยาบ กลาง ละเอียด เป็นลำดับไปตามฐานะของแต่ละบุคคล สุดยอด 650202 หนูตัวเล็กอย่างไทยจะช่วยราชสีห์ซาอุฯตัวใหญ่ได้ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ