สมมุติกับปรมัตถ์ กฎหมายกับธรรมะ อย่างไหนควรจะอยู่เหนือกว่ากัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.96 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

สมมุติกับปรมัตถ์ กฎหมายกับธรรมะ อย่างไหนควรจะอยู่เหนือกว่ากัน _พรสิทธิ์ เจียรวรรณศิลป์ : กราบนมัสการพ่อครูครับ ผมฟังธรรมะของพ่อครูทุกวันที่มีเทศน์ ไม่เคยขาด ติดต่อกันเกือบ 4 ปีแล้วครับ และช่วงหลังรวมถึงคลิปต่างๆ ที่พ่อครูคุยตอนเช้า แต่บางครั้ง จำเป็นต้องฟังย้อนหลัง จึงไม่ได้โพสต์คำถามสดนะครับ ผมเข้าใจตามที่พ่อครูสอนอยู่ว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องประมาณตามสัปปุริสธรรม 7 และมหาประเทศ 4 แต่หากสอบถามดังต่อไปนี้ พ่อครูช่วยแนะนำด้วยครับ คือ ในการใช้ชีวิต ระหว่างปรมัตถ์กับสมมติ อะไรควรอยู่เหนืออะไรครับ? และในการอยู่ร่วมกันในสังคม ระหว่างธรรมะกับกฎหมาย อะไรควรอยู่เหนืออะไรครับ? พ่อครูว่า... มี 2 ประเด็น ประเด็นหนึ่งคือปรมัตถ์อีกประเด็นหนึ่งคือสมมุติอะไรควรอยู่ในอะไร ปรมัตถ์กับสมมุติ เราจะไปกำหนดว่าอะไรควรเหนืออะไรทีเดียว ตายตัว ไม่ได้ ปรมัตถ์คือเรื่องของสัจจะจริงๆ สมมุติคือสัจจะของมวลชน ปรมัตถ์คือสัจจะจริงๆเฉพาะตน เป็นนามธรรม ส่วนสมมติคือความจริงเหมือนกัน เรียกว่าสมมติสัจจะ บางครั้งบางโอกาสบางเรื่องต้องยอมให้คนอื่นๆ บางเรื่องเราต้องให้เขายอมเรา จะมีศิลปะ มีความรู้ความสามารถเท่าไหร่ที่จะต้องทำให้เขายอมเราให้ได้ เพราะมันควรจะเป็นเช่นนั้น ผู้ที่สามารถทำได้อย่างนี้แหละ สำเร็จ ถึงเป็นพวกสามารถจัดสรรทั้งตนเอง และมนุษยชาติ ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมากอย่างสมบูรณ์แบบ ได้อย่างบริบูรณ์ ทำทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปในตัว นี่คือปรมัตถ์กับสมมุติ ที่นี่กฎหมายกับธรรมะ ก็อยู่ใกล้เคียงกัน ก็คล้ายๆกัน บางทีก็ต้องให้กฎหมายเขาถูกต้อง เขาชนะ มันจะเป็นตามกฎหมาย บางทีก็ต้องให้ธรรมะ ทำไมถึงว่าอย่าง%%นั้น เพราะว่าบางทีมันก็ต้องจำยอม คำว่าสมมุติ กับคำว่าธรรมะ สมมุติคือกฎหมายซึ่งมันไม่เที่ยง เด

อ่านต่อ

ี๋ยวก็ออก เดี๋ยวก็แก้ไข ตามเหตุปัจจัยตามตัวแปร คนนี้แหละเป็นอำนาจตัวแปร เช่น พวกนักการเมือง ซึ่งมันไม่แน่ไม่นอนเอาแน่ไม่ได้ จะบอกว่ากฎหมายแน่นอนก็ไม่ได้ จะบอกว่ากฎหมายไม่มีฤทธิ์อำนาจไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ได้ เพราะว่าถ้าคนที่เอาธรรมะไปพูดกันไม่รู้เรื่อง มันต้องเอาอำนาจกฎหมาย กฎหมายคืออำนาจ Command อำนาจบังคับ ถ้าไม่เชื่อจับเข้าคุก บางทีประหารชีวิตเลย แต่ธรรมะไม่ได้เป็นเรื่องมีโทษมีภัยแต่เป็นเรื่องของสัจจะ มันมีน้ำหนัก ธรรมะก็อย่างนึง กฎหมายก็อย่างนึง ก็ต้องให้ทำหน้าที่อันควรไป อันไหนควรวาระไหน เหตุปัจจัยอันไหน มันก็ต้องช่วยกัน นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... พ่อครูเคยบอกว่า คนที่มีปรมัตถ์จะไม่เห็นแก่ตนเองหรอกจะเห็นแก่ส่วนรวม ให้ความเคารพต่อสมมุติด้วย จากนั้น พวกที่บ้าปรมัตถ์ก็วงแตก อยู่กับโลกมันต้องใช้ศิลปะ บางอย่างพ่อท่านเอง มีธรรมะเป็นใหญ่ แต่กฎหมายไม่ได้รองรับความเป็นใหญ่ให้พ่อท่าน จะเอาพ่อท่านเข้าคุกให้ได้ เขาถามว่า พ่อท่านสึกหรือยัง พ่อท่าน จะปฏิเสธหรือรับก็ไม่ได้ก็เลยตอบว่า ๆ อาตมาไม่ขอตอบใดๆ พ่อครูว่า... นึกถึงอธิบดีกรมการศาสนา เสนาะ พ่วงภิญโญ มาซักถามอาตมา นักข่าวมาเต็มเลย ตกลงผมขอถาม ท่านสึกหรือยัง ท่านเป็นฆราวาสแล้วหรือยัง เขาถามมา 2 ครั้ง ครั้งแรกถามว่าท่านสึกหรือยัง อาตมาก็บอกว่า อาตมาไม่ขอตอบใดๆ เขาก็พยายามอีก แล้วท่านเป็นคฤหัสถ์แล้วหรือยัง? อาตมาก็ตอบว่า อาตมาไม่ขอตอบใดๆ คุณเสนาะก็ไปไม่เป็น เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่า จบกัน อาตมายังนึกภาพคุณเสนาะเลยว่าน่าสงสาร เพราะแกไปไม่เป็น สู่แดนธรรม... เขาอาจจะตั้งธงว่าถ้าพ่อท่านปฏิเสธหรือรับก็จะเล่นงานได้ เขาตั้งค่ามาจะเล่นงานทั้ง 2 แบบ พ่อครูว่า... อาตมาเองอาตมาก็ไม่รู้ตัวนะ ความฉลาดมันแสดงตัวออกมาเอง ฉฬายตนะออกมาเอง ปึ้ง! ออกมาเลย เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเรามี ฉฬายตนะปานนี้ ฉฬายตนะคืออะไรคือฉลาด ทำไมเราฉลาดอย่างนั้น ทำไมเราแววไว ปรูดปราด ทันทีทันใด สู่แดนธรรม... เพราะพ่อท่านสั่งสม อภิภายตนะมา พ่อครูว่า... ไขคำตอบไปถึงตรงนั้นเลย สั่งสม อภิภายตนะ อายตนะ 6 แล้วมีคุณสมบัติพิเศษไปถึง 8 อภิภายตนะ 8 นี่ก็ซ้อน ยากนะ อภิภายตนะ 8 นี่ไม่ใช่แค่ อายตนะ หรือ อายตนะ 6 แต่ก็เป็นอายตนะ 6 นั่นแหละ ของผู้ที่เป็น อภิภู ที่มี อายตนะทั้ง 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจ กระทบสภาพสัมผัส 2 แล้วก็เอารูปนามเหตุปัจจัย 2 อย่างโครงการการซับซ้อน สูงขึ้นไปได้เก่ง ตั้งแต่อภิภายตนะข้อ 1-8 650101_พ่อครูเทศน์ ทำวัตรเช้า วันขึ้นปีใหม่ งาน ว.บบบ เพื่อฟ้าดิน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน