6_ บทที่ 2.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องผลของโปรแกรมสวดมนต์และทบทวนธรรมตามหลักการแพทย์วิถีธรรมต่อระดับความเครียดของผู้ต้องขังหญิง เรือนจ ากลางนครพนม จังหวัดนครพนม ผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิดและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ในงานวิจัยดังนี้ 1. ความเครียด 1.1 ความหมายของความเครียด 1.2 ประเภทของความเครียด 1.3 การประเมินความเครียด 1.4 การจัดการความเครียด 2. แนวคิดหลักการแพทย์วิถีธรรม 2.1 ความหมายของการแพทย์วิถีธรรม 2.2 ที่มาของการแพทย์วิถีธรรม 2.3 หลักความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพ 2.4 สมดุลร้อน-เย็นที่มีผลต่อสุขภาพ 2.5 หลักพุทธธรรม 2.6 เทคนิคการล้างความทุกข์ใจอย่างยั่งยืน 3. การสวดมนต์และการทบทวนธรรม 3.1 การสวดมนต์ 3.1.1 ความหมายการสวดมนต์ 3.1.2 ประโยชน์ของการสวดมนต์ตามหลักพุทธศาสตร์ 3.1.3 ประโยชน์ของการสวดมนต์ตามหลักวิทยาศาสตร์ 3.1.4 การสวดมนต์ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 3.1.5 การสวดมนต์ให้ถูกศาสนาพุทธ 3.2 การทบทวนธรรม 3.2.1 ความหมายของการทบทวนธรรม 3.2.2 ประโยชน์ของการทบทวนธรรม 3.3 การสะท้อนคิด 4. แนวคิดแรงสนับสนุนทางสังคม 4.1 ความหมายแรงสนับสนุนทางสังคม 4.2 ประเภทแรงสนับสนุนทางสังคม 4.3 หน้าที่ของแรงสนับสนุนทางสังคม 4.4 แหล่งที่ให้การสนับสนุนทางสังคม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ 5.1 งานวิจัยในประเทศ 7 5.1.1 งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ต้องขัง 5.1.2 งานวิจัยเกี่ยวกับความเครียด 5.1.3 งานวิจัยเกี่ยวกับการสวดมนต์และการทบทวนธรรม 5.1.4 งานวิจัยเกี่ยวกับหลักการแพทย์วิถีธรรม 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ 6. กรอบแนวคิดในการวิจัย ความเครียด ความเครียดเป็นภาวการณ์ที่มนุษย์ทุกคนในสังคมโลกไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในการด าเนินชีวิตประจ าวัน ซึ่งทุกคนต่างพยายามต่อสู้ดิ้นรน
อ่านต่อ
เพื่อที่จะเอาชนะ เพื่อให้หลุดพ้นในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของแต่ละวัน ด้วยประสบการณ์ของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันกับความเครียดที่เกิดขึ้น และแตกต่างกันด้วยการเรียนรู้ การปรับตัว การปรับอารมณ์ การปรับพฤติกรรม ตลอดจนการยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพื่อท าให้ตนเอง ด าเนินชีวิตไปได้อย่างมีความสุข มีสุขภาพจิตที่แจ่มใส สถานการณ์ต่าง ๆ จึงเป็นปัญหาให้เกิดการปรับตัวของบุคคล ก่อให้เกิดแรงผลักดันภายในและภายนอก เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมหรือสิ่งเร้าในสถานการณ์นั้น ๆ ที่ท าให้บุคคลเกิดความเครียด นักวิชาการและผู้สนใจศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเครียด ได้ให้ความหมายหรือค าจ ากัดความของความเครียดในแง่มุมต่าง ๆ ดังนี้ ความหมายของความเครียด “ความเครียด” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายความถึง อาการที่สมองไม่ได้ผ่อนคลาย เพราะเคร่งเครียดอยู่กับงานมากจนเกินไป ภาษาอังกฤษเรียกว่า Stress มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า “Stringere” แปลว่า ความขมึงเกลียว กรมสุขภาพจิต (2541 : 33) ได้ให้ความหมายว่า ความเครียดเป็นอาการที่ร่างกายและจิตใจเกิดการตื่นตัวเตรียมรับกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งซึ่งบุคคลคิดว่าไม่น่าพอใจ หรือเป็นเรื่องที่เกินก าลังความสามารถและทรัพยากรที่จะแก้ไข ท าให้เกิดความหนักใจเป็นทุกข์ และอาจท าให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมตามไปด้วย กรมสุขภาพจิต (2543 : 5) ความเครียด หมายถึง เรื่องของร่างกายและจิตใจ ที่เกิดการตื่นตัว เตรียมรับกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าพอใจ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส เกินก าลังทรัพยากรที่เรามีอยู่ หรือเกินความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ ท าให้รู้สึกหนักใจเป็นทุกข์ และพลอยท าให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมตามไปด้วย กิตติกร มีทรัพย์ และคนอื่น ๆ (2541 : 1) ความเครียด หมายถึง ปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจ อันถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวมากเกินภาวะปกติ เพื่อสร้างความพร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอันยุ่งยากซับซ้อนในเส้นทางชีวิต อาทิ การสอบไล่ การถูกสอบสวน การจากไปของคนรัก การแต่งงาน การเดินทางไปต่างประเทศ การแข่งขัน การเผชิญกับสถานการณ์อันยุ่งยาก หรือภาวะอันฝืนใจต่าง ๆ สถานการณ์ดังกล่าวเหล่านี้ ทั้งทางบวกและทางลบ ท าให้คนเราเกิดความเครียดได้ ธิดา ผ่องอ าไพ (2547 : 6) หมายถึง ภาวะที่ร่างกายและจิตใจถูกคุกคามจากทั้งสถานการณ์ภายนอกและสภาพภายใน ซึ่งสถานการณ์ภายนอก ได้แก่ จากการปฏิบัติงานและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ 8 และสถานการณ์ภายใน ได้แก่ สภาพจิตใจภายในบุคคลนั้นเอง ซึ่งแสดงออกมาในรูปต่าง ๆ เช่น วิตกกังวล รู้สึกไม่สบายใจ ซึมเศร้า ความไม่พึงพอใจ ความขัดแย้งในจิตใจ ตลอดจนอาการทางกายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น หายใจถี่ เหงื่อออก วิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับกระสับกระส่าย เป็นต้น เป็นผลท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ วราภรณ์ มุละชีวะ (2547 : 16) ความเครียด ภาวะที่ร่างกายและจิตใจขาดสมดุลอันเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย รวมทั้งเหตุการณ์สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ท าให้เกิดความกดดันความทุกข์และไม่สบายใจ ท าให้เกิดการปรับตัวต่อสิ่งที่คุกคามนั้น ๆ เพื่อรักษาความสมดุลของตนไว้ โดยแสดงออกมาทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมเช่น ความกลัว ไม่สบายใจ หงุดหงิด วิตกกังวล ซึมเศร้า เบื่อหน่าย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เป็นต้น ซึ่งความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ลาซารัส (Lazarus. 1971) อ้างถึงในพจนา ปิยะปกรณ์ชัย (2552 : 15-16) ความเครียดเป็นปฏิกิริยาที่มีต่อสิ่งเร้าภายในและภายนอก ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกนึกคิดของบุคคล สถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมโดยบุคคลจะรับรู้ว่าเป็นภาวะที่กดดัน คุกคาม บีบคั้นถ้าบุคคลนั้นสามารถปรับตัว และมีความพึงพอใจ จะท าให้เกิดการตื่นตัว เกิดพลังในการจัดการกับสิ่งต่าง ๆ อีกทั้งเป็นการเสริมความแข็งแรงทางร่างกายและจิตใจ แต่ถ้าไม่มีความพึงพอใจและไม่สามารถปรับตัวได้จะท าให้บุคคลนั้นเกิดความเครียด ส่งผลให้เกิดความเสียสมดุลในการด าเนินชีวิตในสังคมได้ ความเครียด หมายถึงภาวะชั่วคราวของความไม่สมดุล ซึ่งเกิดจากกระบวนการรับรู้ หรือการประเมินของบุคคลต่อสิ่งที่เข้ามาในประสบการณ์ ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งคุกคาม (threat) โดยการรับรู้หรือการประเมินนี้ เป็นผลจากการกระท าร่วมกันของสภาพแวดล้อมภายนอก พัสมณฑ์ คุ้มทวีพร (2553 : 59) ความเครียด เป็นภาวะของอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่ท าให้รู้สึกไม่สบายใจ คับข้องใจ หรือถูกบีบคั้น กดดัน จนท าให้รู้สึกทุกข์ใจ สับสน โกรธ หรือ เสียใจความเครียด หรือเป็นภาวะชั่วคราวของความไม่สมดุล ซึ่งเกิดจากกระบวนการรับรู้หรือการประเมินของบุคคลต่อสิ่งที่เข้ามาด้วยประสบการณ์ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งคุกคาม ความเครียดจึงเป็นภาวะตื่นตัวของร่างกายและจิตใจ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าเกินความสามารถที่จะจัดการได้ ทั้งนี้ระบบประสาทอัตโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อ จึงสั่งการให้ระบบปฏิบัติการของร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ท าหน้าที่เพิ่มขึ้น อาภาพร เผ่าวัฒนา และสุรินธร กลัมพากร (2556 : 123) ความเครียด หมายถึง สภาวะการตอบสนองของบุคคลทั้งทางกายและจิต ต่อสภาพหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยช่วงที่บุคคลไม่สามารถจัดการกับสภาพหรือเหตุการณ์เหล่านั้นได้ จะท าให้เกิดความเครียดทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งความเครียดที่เหมาะสมจะไปกระตุ้นให้เกิดการปรับตัว แก้ไขปัญหา เกิดการพัฒนาและการสร้างสรรค์ แต่หากระดับความเครียดมากเกินไป จะส่งผลไม่ดีต่อร่างกายและจิตใจ คือ ความไม่สบายใจ ท าให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ การปรับตัวไม่ได้ ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาต่ ากว่าความสามารถที่แท้จริง ทั้งนี้โรคทางกายหลายโรคที่เกิดขึ้นจะสัมพันธ์กับความเครียด และระดับความเครียดของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยสองด้าน คือ (1) ปัจจัยภายใน เช่น อายุ เพศ พันธุกรรม (2) ปัจจัยภายนอก เช่น ฮอร์โมน ยา และอาหาร เป็นต้น 9 นงค์นุช แนะแก้ว (2560 : 104) ได้ให้ความหมายของความเครียด หมายถึง ภาวะที่ร่างกาย และจิตใจ ตอบสนองต่อความกดดันคุกคาม หรือบีบคั้นทางด้านจิตใจ และร่างกาย จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นเหตุการณ์ในชีวิตประจ าวัน จนถึงเหตุการณ์ส าคัญหรือร้ายแรงที่เกิดขึ้น เพื่อปรับสมดุลร่างกายและจิตใจให้อยู่ในภาวะปกติ สรุปได้ว่าความเครียดเป็นภาวะที่บุคคลรู้สึกว่าถูกคุกคาม กดดัน เกิดความไม่สมดุล ท าให้มีปฏิกิริยาตอบสนอง ถ้าบุคคลปรับตัวได้จะเกิดพลังในการจัดการกับสิ่งต่าง ๆ เป็นการเสริมความแข็งแรงทางร่างกายและจิตใจ แต่ถ้าไม่สามารถปรับตัวได้ จะท าให้บุคคลนั้นเกิดความเครียด ส่งผลให้เกิดความเสียสมดุลในการด าเนินชีวิตในสังคมได้ มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านพฤติกรรม ประเภทความเครียด ความเครียดสามารถเกิดขึ้นกับคนเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกันกับปริมาณความเครียดที่เกิดขึ้น ก็จะมีผล ที่แตกต่างกันไป มีนักวิชาการหลายท่านได้แบ่งประเภทของความเครียด ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ ผลของความเครียด อัจฉรา บัวเลิศ (2536 : 49-50) ได้สรุปผลเสียของความเครียด มีดังนี้ 1. ผลเสียทางด้านสรีระ เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเครียดเป็นเวลานาน ๆ ก็จะท าให้สุขภาพร่างกายเลวลง เนื่องจากเกิดความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมน และท าให้ปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย เจ็บตรงนั้นตรงนี้ 2. ผลเสียทางด้านจิตใจและอารมณ์ จิตใจของบุคคลที่เครียด จะเต็มไปด้วยการหมกมุ่น ครุ่นคิด ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ใจลอย หลงลืม 3. ผลเสียทางด้านความคิด บุคคลจะมีกระบวนการคิดที่นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังเป็นโทษกับตัวเองอีกด้วย 4. ผลเสียทางด้านพฤติกรรม บุคคลที่มีความเครียด นอนหลับยาก จะเบื่ออาหาร ปลีกตัวออกจากสังคม 5. ผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ ความเครียดก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงจากการขาดงาน ผลการท างานน้อยลง เมื่อเกิดความเครียดขึ้นร่างกายจะพยายามปรับตัวเพื่อขจัดความเครียดหรือสิ่งที่คุกคามร่างกายและจิตใจของคนคนนั้นให้หมดไป ผลก็คือจะเกิดความรู้สึกและอาการแสดงออกทางร่างกายและจิตใจ โดยอาการแสดงทางร่างกาย ได้แก่ เกิดอาการเหงื่อออก หายใจหอบถี่ หัวใจเต้นแรง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องผูกหรือท้องเดิน เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความเครียด ส่วนอาการแสดงทางอารมณ์ ได้แก่ ความกลัว วิตกกังวล โกรธ หงุดหงิด ไม่เป็นมิตร เศร้า หรือรู้สึกไม่มั่นคง เป็นต้น และอาการแสดงทางด้านความคิด ได้แก่ เกิดอาการหลงลืม สับสน ย้ าคิดย้ าท า คิดช้า เป็นต้น ซึ่งอาการแสดงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ยังอาจน าไปสู่การประพฤติปฏิบัติในการปรับตัวทางสังคมเพื่อจะรักษาสมดุลให้จิตใจไม่รู้สึกเครียดอีก เช่น ก้าวร้าว พูดจาโต้แย้ง พูดมาก หรือพูดติดอ่าง บางครั้งมีพฤติกรรมแยกตัว ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อคนเราเผชิญสิ่งคุกคามในชีวิตจะมีพฤติกรรมการแสดงออกทางสังคมหลายรูปแบบ คือ อาจจะเป็นแบบต่อสู้ ถอยหนี หรือหลีกเลี่ยงก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละ 10 บุคคลในเรื่องของอุปนิสัยที่ได้รับการเลี้ยงดู สภาวะสุขภาพร่างกาย ศักยภาพทางปัญญา วุฒิภาวะทางอารมณ์ ความคิด รวมทั้งประเพณีปฏิบัติในการด าเนินชีวิต นอกจากนั้นความเครียดอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย จิตใจและพฤติกรรม ดังนี้ 1. ความผิดปกติทางร่างกายหรือที่เรียกว่าอาการไซโคโซมาติค (Psychosomatic Disorder) ซึ่งเป็นอาการป่วยที่มีสาเหตุมาจากปัญหาทางอารมณ์แต่อาการของโรคปรากฏทางกาย เช่น มีอาการใจสั่น อาการหอบ ท้องอืด นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก ประจ าเดือน ไม่มาตามปกติ ความดันโลหิตสูง หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น นอกจากนั้น อาการทางกายอาจจะสังเกตได้โดยการเต้นของชีพจรเร็ว การหายใจถี่ขึ้น กล้ามเนื้อตึงเครียดทั้งบริเวณต้นคอ แขน ขา บางคนอาจมีอาการผุดลุกผุดนั่ง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เบื่ออาหารหรือกินมากกว่าปกติ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มือเย็นเท้าเย็น เหงื่อออกตามมือตามเท้า ใจสั่น ถอนหายใจบ่อย ผิวหนังเป็นผื่นคัน เป็นหวัดบ่อย แพ้อากาศง่าย ฯลฯ 2. ความผิดปกติทางจิตใจ ได้แก่ กลัวโดยไร้เหตุผล ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง วิตกกังวล คิดมาก คิดฟุ้งซ่าน หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด โกรธง่าย ใจน้อย เบื่อหน่าย ซึมเศร้าเหงา ว้าเหว่ สิ้นหวัง หมดความรู้สึกสนุกสนาน เป็นต้น 3. ความผิดปกติทางพฤติกรรม ได้แก่ มีการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นหรือลดลง สูบบุหรี่ ดื่มสุรามากขึ้น ใช้สารเสพติด ชวนทะเลาะใช้ยานอนหลับ จู้จี้ขี้บ่น มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่นบ่อย ๆ ดึงผม กัดเล็บ กัดฟัน เก็บตัว เงียบขรึม เป็นต้น อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม (2536 : 5-9) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับการเกิดโรคมะเร็งไว้ว่า เมื่อเราเกิดความเครียดขึ้น ร่างกายก็จะกระตุ้นให้ต่อมฮอร์โมนต่าง ๆ หลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมา เช่น แอดรีนาลีน (Adrenaline) และคอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroid) ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “ฮอร์โมนสารทุกข์” สารพวกนี้มีฤทธิ์ต่ออวัยวะส าคัญต่าง ๆ จะท าให้การท างานของ ทุกอวัยวะรวนไปหมด เช่น หัวใจเต้นแรง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันเลือดเพิ่มขึ้น ท าให้กลายเป็นโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงตามมา ฮอร์โมนพวกนี้ยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้น้ าตาลที่เก็บสะสม อยู่ในเซลล์ออกมาก ท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดสูงขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน นอกจากนี้ความเครียดยังมีฤทธิ์กระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็ง เป็นที่มาของการปวดศีรษะ ปวดท้ายทอย ปวดต้นคอ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ตามมา และที่ส าคัญที่สุดคือ ความเครียดเป็นสาเหตุส าคัญของโรคมะเร็ง ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อเราเกิดความเครียดขึ้น ร่างกายก็จะหลั่ง “ฮอร์โมนสารทุกข์” ออกมา ซึ่งสารนี้เป็นสาเหตุส าคัญสองประการของการเกิดโรคมะเร็งคือ ประการแรก สารนี้จะท าให้เซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายผิดปกติไป โดยท าให้รูปร่างหน้าตาของเซลล์ที่มีความอ่อนแออยู่แล้วมีความผิดปกติในการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 ฯลฯ ดังนั้นเนื้องอกของมะเร็งก็คือ เซลล์ที่ผิดปกติที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว นั่นคือที่มาของโรคมะเร็ง โทษอันดับแรกของ “ฮอร์โมนสารทุกข์” คือ ท าให้เซลล์ผิดปกติแบ่งตัวกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ประการสอง “ฮอร์โมน สารทุกข์” ยังท าให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคในตัวอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว สังเกตได้ง่ายคือ ในช่วงที่เราท างานหนัก หรือเครียดมาก ๆ ไม่ได้พักผ่อน ช่วงนั้นระดับภูมิคุ้มกันในตัวจะลดลง เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราจะเป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เจ็บคอง่าย ไอจามง่าย เป็นแผลในปากได้ง่าย ซึ่ง“ฮอร์โมนสารทุกข์” 11 เหล่านี้จะมีฤทธิ์ส าคัญท าให้ภูมิคุ้มกันของเราลดลง จ านวนเม็ดเลือดขาวจะลดลงอย่างรวดเร็วทั้งยังอ่อนแอลงไปด้วย ท าให้คนคนนั้นภูมิต้านทานโรคน้อย เมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานโรคน้อย เม็ดเลือดขาวน้อยลง ไม่สามารถขจัดเซลล์ที่ผิดปกติได้ เซลล์นั้นก็จะเกิดการแบ่งตัวต่อ ๆ ไป กลายเป็นก้อนเนื้องอกมะเร็งในที่สุด นี่คือสาเหตุส าคัญที่สุดที่วงการแพทย์ค้นพบว่า ความเครียดนั้นเป็นสาเหตุส าคัญที่ท าให้เกิดโรคมะเร็งได้ ปานิก เวียงชัย (2558) เมื่อมีความเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเฉียบพลันหรือความเครียดเรื้อรังเกิดขึ้น จะส่งผลให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อความเครียดทางสรีรวิทยา (Physiological Stress Response) ในแบบต่าง ๆ ซึ่งกลไกการตอบสนองนี้ ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) และฮอร์โมนต่อมไร้ท่อ (Endocrine Gland Hormone) แสดงได้ดังแผนภาพที่ 1 แผนภาพที่ 1 กลไกการตอบสนองต่อความเครียดทางสรีรวิทยา ที่มา : ดัดแปลงจาก Shier, David., et al. Hole’s essentials of Human Anatomy &Physiology. 10Th การตอบสนองทางสรีรวิทยาต่อความเครียด เกิดจากปฏิกิริยาที่เรียกว่า “การตอบสนองต่อความเครียด (Stress Response)” หรือ “การปรับตัว (General Adaptation Syndrome)” ปฏิกิริยาดังกล่าว ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 12 1. ระยะเตรียมพร้อม (Alarm Stage) เกิดร่างกายรับรู้ถึงอันตรายนั้น โดยร่างกายจะเตรียมพร้อม ส าหรับจัดการอันตรายแบบอัตโนมัติ ท าให้ร่างกายเกิดอาการที่เรียกว่า “สู้ หรือ หนี(Fight or Flight)” ซึ่งควบคุมด้วยฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและระบบประสาท 2. ระยะต่อต้าน (Resistance Stage) ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา เพื่อพยายามต่อต้านกับความเครียด เพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล 3. ขั้นหยุดการท างาน (Exhaustion Stage) ถ้าร่างกายตกอยู่ภายใต้ภาวะความเครียดเป็นระยะเวลานาน การปรับสมดุลในขั้นที่ 2 ไม่สามารถท าให้ร่างกาย รักษาภาวะสมดุลได้ ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย จะท างานหนัก อาจท าให้เกิดการเจ็บป่วยหรืมีการพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้าได้ เมื่อเกิดความเครียดขึ้น สมองส่วนไฮโพทาลามัสจะกระตุ้นประสาทซิมพาเทติก ท าให้ต่อมหมวกไตส่วนใน (Adrenal Medulla) หลั่งเอพิเนฟริน (Epinephrine) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ออกมา ทั้งนี้ปลายเส้นใยประสาทซิมพาเทติกเองยังหลั่งนอร์เอพินิฟรินด้วย ท าให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น หายใจเร็วขึ้น ม่านตาขยาย อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น แรงดันเลือดสูงขึ้น เลือดไปเลี้ยงที่กล้ามเนื้อลายมากขึ้น เป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะสู้หรือหนี แต่หากความเครียดนั้น เกิดสะสมอยู่เป็นระยะเวลานาน สมองส่วนไฮโพทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโคโทรพิน รีลิสซิ่ง (Corticotropin-Releasing Hormone (CRH) ไปกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้า ให้หลั่งฮอร์โมนอะดิโนคอร์ติโครโทรพิก (Adrenocorticotropic Hormone (ACTH)) ออกมา โดยฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนนอก (Adrenal Cortex) ให้หลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว เพื่อรักษาสภาพของร่างกายให้เป็นปกติ โดยต่อต้านต่อความเครียด ส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนแปลง เช่น มีความดันเลือดสูงขึ้น กรดอะมิโนในเลือดมีความเข้นข้นมากขึ้น ร่างกายปล่อยกรดไขมันเพิ่มขึ้น สร้างกลูโคสจากสารที่ไม่ใช่คาร์โบ”ฮเดรตเพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง จึงเจ็บป่วยได้ง่าย และหากมีคอร์ติซอลในปริมาณมาก จะท าให้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดตีบ และเกิดแผลในทางเดินอาหารหรือโรคอื่น ๆ ได้ ผลกระทบของความเครียด ส่งผล 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านร่างกาย ท าให้ความดันเลือดสูง หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน HCI ในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย หากความเครียดสะสมเป็นระยะเวลานาน จะท าให้สุขภาพแย่ลง เนื่องจากคอร์ติซอลที่หลั่งออกมาปริมาณมาก ซึ่งคนที่มีโรคประจ าตัว เช่น เบาหวาน ฮอร์โมนนี้ จะกระตุ้นให้ระดับน้ าตาลในเลือดสูงขึ้นผิดปกติ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 2. ด้านจิตใจและอารมณ์ ท าให้ขาดสมาธิและความระมัดระวัง หลงลืม ไม่สนใจสิ่งรอบตัว สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง หากเครียดเป็นระยะเวลานาน จะท าให้หลั่งคอร์ติซอลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เซลส์ประสาทที่สมองฝ่อและลดจ านวนลง ส่งผลต่อสติปัญญาและความจ า หรืมีความซึมเศร้า วิตกกังวลมากกว่าปกติ 3. ด้านพฤติกรรม อาจมีพฤติกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น มีอาการหิวตลอดเวลา เบื่ออาหาร นอนหลับยากหรือนอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกัน บางคนอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ผิด เช่น ดื่มเหล้า ติดยา เล่นการพนัน ก้าวร้าว ท าร้ายตนเองและผู้อื่น ศรีจันทร์ พรจิราศิลป์ (2554) ผลจากปฏิกิริยาตอบสนองที่มีต่อความเครียด ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลนั้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 13 1. ด้านร่างกาย ภาวะที่เครียดเกิดขึ้นจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ท าให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลม เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน โรคอ้วน แผลในกระเพาะอาหาร เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเครียดเป็นเวลานาน จะท าให้สุขภาพร่างกายเลวลงเนื่องจากเกิดความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมน ซึ่งเป็นชีวเคมีที่ส าคัญต่อมนุษย์ เพราะท าหน้าที่ช่วยควบคุมการท างานของระบบต่าง ๆ ภายใน ขณะเกิดความเครียดจะท าให้ต่อมใต้ถูกกระตุ้น ท าให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่มขึ้น จะท าให้เกิดอาการทางกายหลายอย่างแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย หากบุคคลนั้นต้องเผชิญกับความเครียดที่รุนแรงมาก ๆ อาจส่งผลให้บุคคลเสียชีวิตได้เนื่องจากระบบการท างานที่ล้มเหลวของร่างกาย เช่นคนที่มีโรคเบาหวานเป็นโรคประจ าตัวอยู่แล้ว หากเกิดความเครียดอย่างรุนแรง ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะไปกระตุ้นระดับน้ าตาลในเลือดให้สูงขึ้นหรือลดต่ าลงอย่างผิดปกติ และท าให้เกิดอาการช็อกได้ หรือในบางรายที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายท างานได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้เกิดเป็นอาการของโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ต่าง ๆ โรคผิวหนัง อาจมีอาการผมร่วง และมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับคนปกติ 2. ด้านจิตใจและอารมณ์ จิตใจของบุคคลที่เครียดจะเต็มไปด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิด ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ใจลอย ขาดสมาธิ ความระมัดระวังในการท างานเสียไปเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จิตใจขุ่นมัว โมโหโกรธง่าย สูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะจัดการกับชีวิตของตนเอง เศร้าซึม คับข้องใจ วิตกกังวล ขาดความภูมิใจในตนเอง ในบางรายที่ตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างยาวนานมาก อาจก่อให้เกิดอาการทางจิต จนกลายเป็นโรคจิตโรคประสาทได้ เนื่องจากการเผชิญต่อภาวะเครียดเป็นเวลานานฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะท าให้เซลล์ประสาทฝ่อและลดจ านวนลง โดยเฉพาะในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับกับความจ าและสติปัญญา ความเครียดจึงท าให้ความจ าและสติปัญญาลดลง และยังมีผลต่อการท างานของระบบสารสื่อประสาทที่ท าหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์และพฤติกรรมโดยเฉพาะสารสื่อประสาท จึงท าให้เกิดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลกว่าเวลาปกติ 3. ด้านพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายดังที่กล่าวในข้างต้น ไม่เพียงแต่จะท าให้ระบบการท างานของร่างกายผิดเพี้ยนไป แต่ยังท าให้พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลเปลี่ยนแปลงด้วย ยกตัวอย่างเช่น บุคคลที่เครียดมาก ๆ บางรายจะมีอาการเบื่ออาหารหรือบางรายอาจจะรู้สึกว่าตัวเองหิวอยู่ตลอดเวลาและท าให้มีการบริโภคอาหารมากกว่าปกติ มีอาการนอนหลับยากหรือนอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกันประสิทธิภาพในการท างานน้อยลง เริ่มปลีกตัวจากสังคม และเผชิญกับความเครียดอย่างโดดเดี่ยว บ่อยครั้งบุคคลจะมีพฤติกรรมการปรับตัวต่อความเครียดในทางที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ ติดเหล้า ติดยา เล่นการพนัน การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางอย่างในสมองท าให้บุคคลมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ความอดทนเริ่มต่ าลง พร้อมที่จะเป็นศัตรูกับผู้อื่นได้ง่าย อาจมีการอาละวาดขว้าง ปาข้าวของ ท าร้ายผู้อื่น ท าร้ายร่างกายตนเอง หรือหากบางรายที่เครียดมากอาจเกิดอาการหลงผิดและตัดสินใจแบบชั่ววูบน าไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด สกุณา บุญนรากร (2551 : 239) อาหารคลายเครียด ซึ่งพบว่าอาหารหลายชนิดที่มีผล ช่วยลดความกังวลและความเครียดได้ ดังเช่นสารอาหารจ าพวก 14 1. ทริปโตฟาน (Tryptophan) เป็นกรดอะมิโนที่จ าเป็นต่อร่างกาย จะได้รับสารอาหารนี้โดยการทานเมล็ดทานตะวัน กล้วยหอม นมพร้อมมันเนย สาหร่ายทะเล ฟักทอง ในปริมาณ 1-2 กรัมต่อวัน เพราะร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สารขึ้นเอง ทั้งนี้จะช่วยลดความเครียด และช่วยในการแลกเปลี่ยนเป็นสารเคมีสื่อประสาท (Neurotransmitter) ที่เรียกว่า ซีโรโตนิน (Serotonin) ช่วยลดอาการหงุดหงิด ซึมเศร้า ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเจ็บปวดได้ 2. วิตามินบี 6 (Pyridoxine) จ าเป็นในการสร้างซีโรโตนินจากกรดอะมิโน ที่เรียกว่า ทริปโตฟาน ซึ่งจะพบได้ในอาหารจ าพวกธัญพืช ยีสต์ ร าข้าว เครื่องในสัตว์ ถั่วและผักสด ปริมาณที่ช่วยลดความเครียด คือประมาณ 40 มิลลิกรัมต่อวัน 3. วิตามินบี 3 (Niacin Amide) ซึ่งปกติร่างกายจะสามารถสังเคราะห์ได้ในล าไส้ใหญ่ โดยอาศัยแบคทีเรียบางชนิด ทั้งนี้อาจไม่เพียงพอ จึงจ าเป็นต้องได้รับเพิ่มเติมจากอาหารจ าพวก ตับ เครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง และยีสต์ อาหารที่มีวิตามินบี 3 มาก ๆ จะช่วยลดความหงุดหงิด กระวนกระวายใจ และมีฤทธิ์ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รวมทั้งเป็นยานอนหลับอ่อน ๆ ปริมาณของวิตามินบี 3 ที่ช่วยด้วยความเครียด คือ ประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน 4. สารอาหารอื่น ๆ เช่น แคลเซียม ผู้ที่มีอาการขาดแคลเซียม มือชาเท้าชา กล้ามเนื้อเป็นตะคริวบ่อย และความวิตกกังวลเรื้อรังอาจเกิดจากปริมาณแคลเซียมในเลือดต่ าเกินไป ซึ่งปริมาณที่ช่วยลดความเครียดได้ คือ ประมาณ 1000 มิลลิกรัม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive