ความดับและความเกิดในอานาปานสติสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความดับและความเกิดในอานาปานสติสูตร สรุปแล้ว [๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไรทำให้มากแล้วอย่างไร (พ่อครูไอตัดออกด้วย) จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก ว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า สำเหน
อ่านต่อ
ียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ่อครูว่า... คุณมีลมหายใจเข้าออกขณะที่คุณตื่นอยู่นี่แหละ ไม่ใช่ไปรู้สึกแต่ลมหายใจเข้าออกเฉพาะตอนนั่งหลับตา คุณยังไม่ตายก็มีสติรู้ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจบอกถึงชีวิตว่ายังไม่ตาย คนจะบอกว่าตายหรือยังก็ดูที่จมูกง่ายๆ ดูแค่นั้นก่อน ส่วนคนอื่นรู้ลึกกว่านั้นก็ค่อยว่ากันในรายละเอียด มันก็ตื้นๆ ก็แล้วส่วนอื่นล่ะ แค่ลมหายใจเป็นความรู้สึก ตาคุณก็ผ่านสัมผัสเข้าออกเพียงปลายจมูกเท่านี้ การได้เห็น การได้ยินเสียง ลิ้นได้รส เย็นร้อนอ่อนแข็งอีก กิเลสมันเกิดอยู่ได้ทั้งนั้น ซึ่งหยาบกว่าลมหายใจเข้าออกอีก นอกนั้นมันแรงกว่าเยอะแยะ แล้วจะไปตีขลุมว่า เอาแค่นั่งหลับตาดูแค่ลมหายใจเข้าออกก็ดับอาสวะได้นั้นไม่ใช่ ที่ท่านอธิบายไว้ว่า แม้อาสวะบางอย่างดับได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณนั่งหลับตาดับได้ ไม่ใช่ นั่งหลับตาดับไม่ได้หรอก ทำนิโรธฤาษี อุทกดาบส อาฬารดาบสได้ เป็นนิโรธโลกีย์ แต่ไม่ได้รู้กิเลส ตัดกิเลส ดับกิเลส ไม่ได้ฆ่าตัวตนของกิเลส ฤาษี อุทกดาบส อาฬารดาบส ก็ทำแบบนั้นได้ยาวนานจนป่านนี้ไม่รู้จะมาเกิดใหม่หรือยัง พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจะไปช่วยอาจารย์ทั้งสองแต่ท่านก็ตายไปก่อนแล้วก็เลยอุทานว่าฉิบหายแล้วหนอ ท่านสรุปในอานาปานสติ สรุปว่า ลมหายใจเข้าออกในคนมีชีวิต ไล่ไปตามกระบวนการ มีกาย มีเวทนาได้ผลลดกิเลสก็เป็นอุปกิเลสในจิตต่อ มันได้ตอนแรก เป็นการได้เมื่อปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าตามทฤษฏี คุณก็จะมีจิต วิตกวิจาร ถ้าวิตกวิจารยังแรงอยู่ จิตยังไม่นับว่าสุข ต้องเป็นฌาน 3 จึงระงับปีติ เป็นสุขได้ เข้าถึงเอกัคคตา จิตเป็น 1 1ไม่เป็น 2ที่่จะปรุงแต่งเป็นกาย สะกดจิตไม่ปรุงแต่งได้ แต่ถ้าเรียนรู้อย่างสัมมาทิฎฐิรู้ตัวเหตุในจิตคือกิเลส ก็ฆ่ากิเลสทำกิเลสให้มัน วิราคานุปัสสี แล้วทำถึง นิโรธานุปัสสี ดับกิเลสได้ เริ่มต้นมีนิโรธ ถึงจะเรียกว่าเข้าสู่วิมุติหรือนิโรธ ถ้ามันยังไม่ดับ ยังไม่ถึงขั้นนิโรธหรือยังไม่ถึงขั้นวิมุตก็ตาม กิเลสมันดับ กิเลสมันเบาบาง วิราคา จางคลาย ก็ยังไม่ถือว่าบริบูรณ์ ต้องนิโรธ ทวนแล้วทวนอีก คือปฏินิสสัคคานุปัสสี ทวนแล้วทวนอีก ทวนอะไรก็คือ นิสสัคคะ ไม่มีสวรรค์ อาตมาแปลตามสภาวะ ใครจะยึดถือตามไวยากรณ์ก็แล้วแต่ สัคคะ คือสวรรค์โลกีย์ ส่วนโลกุตระไม่มีสวรรค์ โลกุตระดับสวรรค์ดับนรกดับเทวะดับทั้งคู่ มันต้องชัดเจนมันถึงจะสูญ เรียกว่าดับกายก็ได้หรือดับรูปนาม หรือผัสสะดับ เวทนาดับ ที่จริงมันไม่ดับ มันมีเวทนาอยู่ สัญญาก็ไม่ได้ดับ เพราะว่ามี ผัสสะ เวทนา คุณยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้ต้องมีสัญญากำหนดรู้ ผัสสะก็มี เวทนาก็มี แต่มันมีอาศัย 1 ได้แล้วไม่เป็น 2 หรือทำ 0 ได้แล้วด้วย 0 อะไร ก็เป็น 0 3 อย่างมัน 0 หมดเลย ไม่ต้องผัสสะ หรือผัสสะอยู่ก็เหมือนไม่มี ผัสสะ แถมอายตนะก็ด้วย เหมือนไม่มีอายตนะ (นี่ภาษานะ) ไม่มีอะไรมาเชื่อมต่อ อายตนะเป็นสะพานเชื่อมต่อถ้าไม่มีผัสสะ อายตนะไม่เกิด ยิ่งอายตนะไม่เกิดไม่ตั้งที่ไหนเลย นอกจากจะมีสภาพคู่รูปนามที่มีปฏิกิริยากัน คู่สุดท้ายของสภาวะ 2 ที่มิจฉาทิฏฐิคือ อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อสัญญีสัตว์ไม่มีอายตนะ แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็มีอายตนะ แต่ถ้าคุณไม่มีอะไรกระทบกันสะพานก็ไม่เกิด อายตนะก็ไม่มี หากว่าดับสัญญา ในสัตตาวาส 9 คุณทำแบบมิจฉาทิฏฐิ คุณก็เข้าใจนิโรธว่าเป็นการดับสัญญา ดับเวทนา คุณก็ทำเหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส ดับเลย เป็นอสัญญีเลย แล้วคุณจะไปรู้อะไรต่อเพราะว่าคนดับสัญญาเกลี้ยงไปหมดแล้ว ของพระพุทธเจ้านั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ได้ดับสัญญาไม่ได้ดับเวทนาเลย แต่เห็นนิโรธเกิด ทำกิเลสดับนิโรธเกิด สัญญามันกำหนดรู้ในเวทนา ชัดเจนหมดเลยเคล้าเคลียอารมณ์ เวทยิตตัง โดยสัญญา สัญญากำหนดรู้อย่างเก่งด้วยแล้วเห็นนิโรธดับหมด จึงจะบอกว่าเป็นอรหันต์ได้ แต่นี่ไปดับสัญญาเสียแล้ว อากาสานัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เก๊หมด เป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย เป็นกายเก๊ กายภพไม่มีภายนอก สร้างภพชาติเป็นอากาศ สร้างภพชาติเป็นธาตุรู้ เป็นวิญญาณ แล้วก็สร้างความดับ ความดับของฤาษีมี 3 อย่าง แล้วเขาแยกไม่ออกหรอก 3 อย่างนี้ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ ยตนะ 3 อย่างนี้เหมือนกันหมดคือมันดับสัญญาเหมือนกัน แต่ก็ไปปั้นสภาพเป็นอากาศ เป็นวิมาน เป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณสัมภเวสีที่ปั้นเอง 640702_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อานาปานสติสูตร ตอน 3