ตายแล้วไม่เน่าจิตจะอยู่อย่างไร การแยกกายแยกจิตที่แท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตายแล้วไม่เน่าจิตจะอยู่อย่างไร การแยกกายแยกจิตที่แท้ _เมตตา โพธิสุทธิ์ · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพบูชายิ่งค่ะ ลูกมีข้อสงสัยเรื่อง “กาย” ที่ยังเข้าใจไม่ชัดแจ้ง อยากจะเรียนถามพ่อครูในเรื่องที่ว่า คนที่มีกายและจิต (คนที่มีชีวิต) จะต้องทิ้งร่างของตนตอนตาย สิ้นลมหายใจ แต่ผู้ที่ยังอวิชชา มีอุปาทานจัด ยังไม่มีสัมมาทิฐิ จะไม่ยอมทิ้งร่างของตนตอนตาย เพราะยึดติดร่างของตนอยู่ว่าเป็นกาย จึงกลายเป็นศพที่ไม่เน่า แถมยังมีผมและเล็บงอกออกมาด้วยนั้น ลูกมีข้อข้องใจว่า ในความเป็นจริงมีโอกาสเป็นไปได้เช่นนี้หรือค่ะท่าน ในความเห็นของลูกมีความคิดว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจิตแยกออกจากร่างไปแล้ว จิตจะยังมีอำนาจไปบังคับควบคุมร่างนั้น ไม่ให้เน่าเปี่อยไปตามธรรมชาติได้อย่างไร จึงน้อมกราบขอคำอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ จากพ่อครูด้วยค่ะท่าน กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... เรื่องนี้ซับซ้อนลึกซึ้ง ตั้งใจฟังดีๆ จิตวิญญาณของคน เอาหยาบๆก่อน ปกติสามัญเลย คนที่ยังอวิชชา เมื่อตัวเองตาย สิ้นลม ขาดลมหายใจลง เป็นปกติสามัญตื้นๆของคนทั่วไป พอตายลงปั๊บ จิตวิญญาณเขาจะไม่มีในร่าง จะออกจากร่างไป จิตวิญญาณหรือจิตนิยามนั้นจะออกจากร่างไปเต็มรูปเลย ก็เหลือร่างที่เป็นซากศพ แล้วซากศพนั้นเมื่อไม่มีพลังงานใดเลยของจิตนิยามเหลืออยู่ที่ซากศพ ซากศพนั้นก็จะเน่า หรือแม้ว่าซากศพนั้น มันไม่มีความชื้นไม่มีน้ำ มันไม่มีอะไรมาก มันก็จะทำปฏิกิริยาเน่าช้า เน่าช้าจนกระทั่งบางทีไม่รู้สึกว่ามันเน่า มันจะค่อยๆแห้งลง แห้งลง แห้งลง ใช้เวลา ทีนี้ คนที่มีมิจฉาทิฏฐิ ว่านี่คือร่างของเรา ตายลง จิตๅวิญญาณควรออกจากร่าง แต่ไม่ออกยึดร่างเป็นของเรา คนๆนี้ส่วนมาก ที่จะยึดร่างของตนเองได้นั้น ก็คือคนที่ศึกษาเรียนรู้ คนไม่ศึกษาเรียนรู้ยึด
อ่านต่อ
ร่างตัวเองไม่เป็น แต่คนที่มิจฉาทิฏฐินั้นจะศึกษาเรียนรู้สร้างความยึดสายหลับตายึดเก่ง ทำให้จิตวิญญาณเป็นความแน่นแข็ง ติดอยู่กับจิตวิญญาณได้เก่ง ก็จึงตายแล้วยึด เพราะฉะนั้นสายหลับตา สายเจโต พวกนี้จึงมีร่างของอาจารย์ที่ไม่เน่าเยอะ ฟังแล้ว แล้วไอ้การยึดร่างไม่เน่านี่ สัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ ... มิจฉาทิฏฐิ แต่เขาไปหลงว่าสัมมาทิฏฐิว่า นี่แหละวิเศษ นี่แหละประเสริฐ ว่ายอดว่าเก่ง เอาใส่โลงแก้ว เอาไว้กราบไหว้เคารพนับถือก็ยังมีอยู่เยอะ แต่แท้จริงทุกอย่างแล้วเมื่อมันได้ทุกอย่างลงตัวได้สัดส่วนพอเหมาะก็ต้องตาย ร่างกายตายก็คือตาย เช่น คนที่ไม่เข้าใจ คนที่ยังยึดร่างตัวเอง แล้วก็ไม่ยอมออกจากร่าง เมื่อไม่ยอมออกจากร่าง ยึดร่างตัวเองอยู่ ทั้งๆที่เป็นมนุษย์พืชแล้ว ข้างนอกไม่รับรู้สึกแล้ว ไม่มีกายแล้ว ไม่มีกายคือ ไม่มีเวทนา ไม่รับรู้สึกเลย จิต อยู่ในจิตเท่านั้นเป็นจิตระดับ พีชนิยาม เหมือนพืช แล้วทางหมอก็เรียก มนุษย์พืช ถ้ามนุษย์พืชนี้จะไม่มีเวทนา ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีจิตนิยามเป็นตัวตนแล้ว เป็นพืชแล้ว เพราะฉะนั้นเราฆ่าพืชโดยเราจะบาปไหม?... ไม่บาป _ป๋อง... จะเข้ากับ เมถุนสังโยคว่า ปรารถนาเป็นพระเจ้าหรือเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งแล้วยึดไว้หรือไม่ครับ พ่อครูว่า... จะตีความเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่มันต้องมีนัยยะสำคัญต่างกัน อันนี้เรากำลังพูดถึงสรีระ มันจะเน่าหรือไม่เน่า แต่อันนั้นมันยึดถือนามธรรมก็เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นกาม เขาก็ยึดเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ตายแล้วต้องไม่พรากจากกัน จะต้องยึดเป็นเราอยู่นั่นแหละ ผูกพันกันต่อไปนั่นคือเมถุนสังโยค อันนี้กำลังอธิบายรูป อันนั้นมันเป็นนามธรรม ที่ยึดอยู่ ไม่พรากไม่จากกันไป ทั้งๆที่ควรจะพรากแล้วแต่ไม่พราก เพราะฉะนั้นเหตุปัจจัยที่กำลังอธิบายนี้เมื่อไม่พราก แล้ว มันจะมีดินน้ำไฟลมที่สังเคราะห์กันมากหรือไม่มาก แบคทีเรียเยอะหรือไม่เยอะ เมื่อมันไม่เยอะ มันก็ดูไม่เน่ามันก็เหมือนทำเนื้อตากแห้ง เนื้อย่างอะไรไปเรื่อยๆ มันก็ไม่เน่า มันก็ทำปฏิกิริยากันอย่างไม่ดุเดือดไม่เน่าฉุฉะอะไร มันละเอียดลอออย่างนี้ คนที่ศึกษาผิดก็ไปยึดถือผิดๆอย่างที่อธิบายไปแล้วสรุปแล้ว ว่า มันไม่ได้หมายความถึงความเก่งกาจเก่งกล้ามีความวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่มีหรอก แต่ก็งมงาย มีกันอยู่ทั่วไป ในศาสนาอื่นๆ จะมีหรือไม่มีจะโง่เหมือนศาสนาพุทธที่ยึดถือกันอย่างนี้หรือเปล่า จีนนี่ ยึดถืออันนี้กันอีกเยอะ ไทยก็ไม่เบาไม่น้อยกว่าเขา ยึดที่มิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็พอรู้กันว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ไม่ควร ตายแล้วจิตวิญญาณก็ควรทิ้งร่างไป แม้ที่สุด ร่างที่จะเป็นแค่พีชะอยู่ ก็ไม่ควรอยู่แล้ว เพราะมันไม่เป็นกายแล้ว จิตพิการแล้ว กายพิการแล้ว คือไม่มีกายมันก็พิการแน่ จิตไม่มีกายมันก็พิการ เพราะจิตมันต้องมีกาย จิตไม่มีกาย ในร่างที่คุณเองถือว่าเป็นกายของคุณ ที่จริง มันไม่ใช่กายของคุณแล้ว คุณไม่ได้รับรู้สึกภายนอกเลย ใครจะกระทบกระเทือนกระแทกกระทุ้ง คุณก็ไม่รับรู้สึก จิตของคุณอยู่ที่คุณ ถ้าคุณเกาะอยู่ที่ร่าง มันก็อยู่ในร่าง แต่มันไม่อยู่ในร่างหรอกเป็นจิตสัมภเวสี จิตของคุณที่เป็นมนุษย์พืชนี้ มันไม่อยู่ที่ร่างหรอก มันเป็นสัมภเวสีเหมือนนอนหลับ คุณนอนหลับจิต มันก็เป็นสัมภเวสีแล้วออกไปท่องเที่ยวเรียกว่า จิตท่องเที่ยว จิตล่องลอย จิตไม่มีที่เกิดไม่ได้รับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่รู้เรื่อง มีแต่จิตอยู่ในภพของมันเอง ถ้าใครเผาร่างกายนั้นทันที เผาในขณะที่ เป็นมนุษย์พืช ร่างนี้ก็ไม่รู้สึก ร่างนี้ก็ถูกเผาไป จิตก็ออกไปอยู่นั่นแหละ เพราะจิตไม่ได้เกาะกับกายแล้วไง นี่เป็นนัยยะที่ละเอียดที่อาตมามีภูมิรู้อธิบายสู่ฟังได้ สรุป ตรงนี้ก็ได้ว่า เรียนรู้จิตที่อยู่ในระดับ จิตนิยาม พีชนิยาม อุตุนิยามให้ดีๆ ที่พูดนี้มันอยู่ระดับครึ่งๆ ไม่เป็นอุตุนิยาม จะเป็น พีชนิยาม เล็บมันยังงอก ผมก็ยังยาว มันไม่รู้สึกเจ็บปวด มันไม่มีบาปไม่มีบุญ มันไม่ใช่เราแล้ว มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราแล้ว คำว่า เรา ของเราคือ เราต้องอยู่ครบทั้งกายและจิต รู้สึกเต็มๆ แต่พอมันออกมาเป็นเล็บที่เป็นชีวะ ยังเป็นพืช ไม่มีประสาทรับรู้แล้ว เล็บก็ตาม ผมก็ตาม ฟันหนังก็ตาม ผมก็หยาบ ขนก็เล็กละเอียด ฟันก็ยากกว่า หนังก็ยิ่งยากใหญ่มันละเอียด ก็อธิบายที่เล็บ เพราะฉะนั้นมันยาวออกมาไม่มีกายแล้วแต่คุณยึดว่าเป็นเรา ไม่เจ็บไม่ปวดแต่คนก็เจ็บปวด ผู้หญิงที่รักเล็บฉันสวย หักออกไปจะเป็นจะตายจะฆ่ากันว่า เล็บฉัน มันไม่ใช่ของฉันแล้วแต่คุณก็ของฉันของฉัน มันไม่ใช่ของเรา มันไม่ยึดมั่นถือมั่นหรอก ตัวมันเองตัวเล็กมันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แต่เราไปยึดมั่นถือมั่นกับเล็บ แต่เล็บมันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกับเรา มันไม่ใช่เราแล้ว มันหนีไปอย่างอื่นแล้ว อธิบายละเอียดให้ฟัง เพราะฉะนั้นคนที่แยกกายแยกจิตตรงนี้แหละ จากที่ พระพุทธเจ้า ท่านให้ศึกษาจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อธิบายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หนังนี่อธิบายยาก ความไม่ใช่เรา ไม่ใช่กายเรา อันนี้แหละในขณะที่มีชีวิต เราทำสัมผัสกับอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราก็ทำใจในใจของเรากับสิ่งนั้นๆๆๆ ว่าไม่เป็นกาย ไม่เป็นเรา อันนี้จิตทำได้อย่างนี้แหละ เป็นผู้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ไม่มีบาปไม่มีบุญ ผู้ทำใจในใจมนสิการใจของตนเองได้อย่างนี้ คุณก็จะไม่ยึด ถ้ายึดเป็นเราเป็นของเรา คุณก็เจ็บก็ปวด ถ้าไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา คุณก็ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่บาปไม่บุญ ได้อาศัยชีวิต เพราะที่จริงที่สุดแล้ว ทุกอย่างมันไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเลย แต่สมควรจะยังชีพต่อไปหรือไม่สมควรที่จะยังชีพของเราต่อไปเลย หรือมันขาดจากตัวเราไปแล้ว เล็บมันห่างมันขาดจากตัวเราไปแล้ว ก็ต้องเข้าใจความจริงสิว่า ไม่ใช่ของเราแล้วนะ ผมมันยาวไม่ใช่ของเราแล้วนะ เพราะฉะนั้นภิกษุผมมันยาวหน่อยก็โกน ไม่มีปัญหาอะไรมันไม่ใช่เรา เล็บก็ยาวก็ตัด ใครอยากจะไว้ยาวที่จะใช้ประโยชน์บ้างก็ไว้ไป ถ้าไม่ใช้ประโยชน์อะไรแล้วก็ไม่ต้องไว้ ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่ว่า ยึดเป็นเราหรือไม่ยึดถือเป็นเราของเรา ติดตามต่อไปเพราะเรื่องกายยังมีความลึกซึ้งซับซ้อนมาก ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เริ่มต้นต้องเข้าใจคำว่า กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ ใน สักกายทิฏฐิ พ้นความเข้าใจผิดว่า กายไม่ใช่หนึ่งเดียวนะ กายต้องมี 2 ต้องมีนอกมีในนะ นี่เป็นหลักเกณฑ์อย่างหยาบข้างต้น ถ้าเข้าใจผิดตั้งแต่ว่ากายนี้ไม่มี 2 มีแต่ข้างนอกอันเดียวหนึ่งเดียวคนนี้แหละมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นคนที่กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่สักกายทิฏฐิ ไม่มีหวังจะเป็นอรหันต์เพราะว่ากระดุมเม็ดอื่นมันก็จะผิดหมด เพราะฉะนั้นจะไปพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิดในจิต ธรรมในธรรม ซึ่งเป็นอิทัปปัจจยตาต่อ คุณทำต่อไม่ได้ ก็เมื่อกายคำต้นผิด จะไปพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา ซึ่งเป็นกายที่ละเอียดตามเข้าไปหานามธรรมข้างในเรื่อยๆ จิตในจิต ธรรมในธรรม คุณผิดตั้งแต่ต้น กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมันก็ผิดไปหมด ก็จะพิจารณาเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ผิดไปด้วยไม่ออก เมื่อตั้งแต่กายพิจารณาไม่ได้แล้ว คุณจะปฏิบัติหลักเกณฑ์ใด ในทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นผู้ที่พิจารณากายในกาย สัมมาทิฏฐิ ได้แล้วเวทนาก็มีจิตลดกิเลสได้ ก็ยังต้องไปตรวจ ว่าคุณปฏิบัตินั้นจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไปตลอดหรือเปล่า คือปฏิบัติวิโมกข์ 8 มีกายไม่หลุดไม่หายไปด้วยตลอดหรือเปล่านะ เพราะฉะนั้นถ้าปฏิบัติธรรมะไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณไม่มีทางที่จะบรรลุอรหันต์ เพราะฉะนั้นในบุคคล 7 ไปแปล น เหวโข ในปัญญาวิมุติ บุคคลที่ 6 ไปแปลว่าไม่ได้สัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกายนั้นก็แปลผิด แท้จริง นเหวโข ไม่ได้แปลว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะผ่านระดับ 5 กายสักขี มีกายเป็นหลักฐานอยู่แล้ว ทำอาสวะสิ้นบางอย่างได้แล้ว พอเป็นบุคคลที่ 6 ปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้นหมด นับเป็นอรหันต์ได้แล้ว สายปัญญาจะไปถึงปัญญาวิมุติ ก็จบกิจแล้วเป็นอรหันต์แล้ว ส่วนสายศรัทธาต้องเป็น อุภโตภาควิมุติ คือศรัทธา ทำได้แล้ว แต่ไม่มีปัญญารู้จบ ต้องไปมีปัญญาเสริมให้อีก 1 ตัวเป็น อุภโตแปลว่าสอง ต้องมีทั้งศรัทธาและปัญญาเติมเข้าไปเต็ม จึงจะเป็นผู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายที่อาสวะสิ้น เป็นพระอรหันต์ สายศรัทธาจึงช้ากว่าปัญญาวิมุตเป็นบุคคลที่ 7 ปัญญาวิมุตเป็นบุคคลที่ 6 อุภโตภาควิมุติ เป็นบุคคลที่ 7 ต้องเติมปัญญา แต่บุคคลที่ 6 มีศรัทธาเป็นแกนแล้วพอแล้วรู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน ชัดเจนมาแล้วตั้งแต่ต้น พอมีปัญญาก็สรุปตัวเองได้หมด จบกิจก่อน รายละเอียดพวกนี้ไปเดาไม่ได้นะ เดาแล้วมืด วนเลย สับสนเลยนะ เดาไม่ได้ ต้องมีสภาวะจริงๆจะพูดได้พอ พระอรหันต์ที่ไม่รู้ละเอียดไม่มีปฏิสัมภิทาญาณ ก็จะอธิบายไม่ได้เหมือนอาตมา อาตมาเป็นสายปฏิสัมภิทาญาณโดยตรง แล้วก็เรียนรู้ปฏิบัติฝึกฝนมาจนถึงทุกวันนี้อธิบายรายละเอียดได้อย่างนี้แหละ ใครจะอธิบายได้อย่างอาตมาทุกวันนี้ สาธยายไปถึงขั้นเวทนา 108 แจกละเอียด อุปาทายรูป 24 รูป 28 เกี่ยวข้องกับนามธรรม 5 อย่างไร สังเคราะห์กันยังไง ถึงขั้นไหน อาตมาก็ไม่ได้อธิบายบ่อยๆ อธิบายขั้นต้นเมื่อไปถึงขั้นโน้นค่อยอธิบายอีก 660419 ตอบปัญหาผ่าการเลือกตั้ง 2566 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก