การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอนที่ 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข19 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตอนที่ 3 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ความเห็นนี้ตามภูมิโพธิรักษ์ ส่วนใครจะเห็นด้วย และนำไปทำให้เกิดจริงก็อนุโมทนายิ่ง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความเกรงใจว่า จะเป็นการสอนจระเข้ว่ายน้ำ เพียงแต่อาตมามั่นใจในสาระสัจจะของพุทธศาสนาว่านี่เป็นเนื้อหาแท้ๆของพุทธธรรมและเชื่อมั่นว่าดีจริง ไม่เคยล้าสมัยเท่านั้น ไม่ได้อวดดีหรือหลงตนว่าตนถูก-ตนดีเหนือผู้ใดเลย เพียงแต่มั่นใจใน“วิชาการ”ของพระพุทธเจ้าจริงแท้ ข้อที่ 1. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง ชาวอโศกธนบัตรน้อยแต่มีความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารให้คนอื่น คุณหอบธนบัตรกับหอบพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไปกลางทะเลถึงกลางทะเลแล้วใครจะตายก่อนกัน คุณกินธนบัตรนั้นตายก่อนพวกเรา พวกเรากินพืชพันธุ์ธัญญาหารแล้ว หรือหอบธนบัตรไปเต็มอยู่ที่กลางทะเลทราย ของเราก็มีพืชพันธุ์ธัญญาหารเยอะไปกลางทะเลทราย ใครจะตายก่อนกัน ข้อ 2. และยิ่งจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นความคิดที่วิปริตวิตถารยิ่งใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารหรือวาทะอย่างนี้ ข้อ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า คุณจะเป็นผู้ทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าคุณจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา”ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจจะบันดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้นได้ ถ้าทำได้พระเจ้าคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้คนในโลกมี“ช่องว่างระหว่างคนรวยข่มคนจนกันเต็มสังคมโลกขนาดนี้”แน่ๆ ข้อ 4. ตามสัจจะของพุทธนั้นชัดเจนในความเป็นคน ว่า มีทั้งสมมุติสัจจะที่คนย่อมมีความรู้ความสามารถที่มากน้อยแตกต่างกัน และมีทั้งปรมัตถสัจจะที่คนย่อมมีวิบากของแต่ละคนที่ได้สั่งสมมา แล้วต

อ่านต่อ

้องใช้วิบากตามน้อย-ตามมากจึง“ดี-ชั่ว ; สุข-ทุกข์”ตามวิบากและตามปัญญาของตนจริง “อรหันต์”ของพุทธจึงคือผู้“จบกิจ”ที่มี“ปัญญา” ตนเป็นคนหมดสุข-หมดทุกข์สนิท อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ ในชีวิตที่ยังมีอยู่ อรหันต์จึงคือผู้มีชีวิตแสดงพฤติกรรมเป็นรูปธรรมให้ปรากฏว่า คนผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็“จบกิจ” ปัญหา“กิจ การงานเมืองหรือการเมือง”ก็“จบกิจ”ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็น“สังคมคนวิเศษ”แปลกประหลาดๅมหัศจรรย์จาก“สังคมสามัญปุถุชนคนโลกียะ”ที่ยืนยันความแตกต่าง กันอยู่ให้เห็นพิสูจน์ได้ว่า คนอาริยะโลกุตระมีจริง ไม่ใช่แค่จินตนาการ ข้อ 5. ไม่มีใครเลยในโลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศ“หายจนไปทุกคน”ได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกหรือบันดาลให้คนทั้งประเทศ“ไม่มีคนจนเลย” มันเป็นไปไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนหรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตนหรือไปโฆษณายัดเยียดให้สังคมรวยขึ้นมากๆๆ กระทั่งถึงขั้นเพ้อกันและหลงยึดจะเอาแต่รวยๆๆๆ ชนิดที่มีแต่“ความเชื่อถือ”ว่าคนจนนั้นต่ำต้อย คนจนนั้นเป็นทุกข์ คนจนนั้นคือคนไม่มีประโยชน์ กระทั่งไม่มี“ความเชื่อ”ชนิดอื่นที่ดีวิเศษกว่านี้ ควรแก้ปัญหาด้วยการทำตนให้คนเข้าใจ“ความจน” นั้นมีนัยสำคัญอย่างประเสริฐสุด และการเป็น“คนจน”และให้เกิด“สังคมคนจน”ที่อยู่เย็นเป็นสุข ใช้ชีวิตอย่าง“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”นั้นเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นคนชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็น“คนจน”ที่สุขสำราญเบิกบานใจ ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ สถิตย์เสถียรยั่งยืน“ตัวอย่าง”ความเป็นคนชั้นหนึ่ง ผู้เป็น“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)”ที่เป็น“คนจน”ผู้ไม่ทุกข์-ไม่สุข และเป็นคนผู้เพิ่มพูนการเสียสละสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ให้แก่โลกยืนยันความจริงสุดวิเศษนี้ เป็นคนที่มีลักษณะพิเศษวิเศษ ที่น่าอัศจรรย์จริงๆ อาตมาเห็นความจริงเป็นเช่นนั้นจริงๆไม่ใช่ละเมอเพ้อพก ถึงพูดออกมาด้วยพยัญชนะภาษาตามที่เห็นจริงนั้น คนที่ฟังแล้วหมั่นไส้ไม่เห็นด้วยเพราะไปฟังบัญญัติไม่มามองความจริงที่อาตมาพาให้คนมาเป็นจริงได้ มันเป็นคนจนที่ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ อย่างนี้ มันจริงตามพยัญชนะภาษานั้นหรือเปล่า ถ้าคุณสงสัยว่ามันไม่จริงก็ขอเชิญมาอยู่สังเกตที่นี่สักปีสองปี หรือ 6 เดือนก็ได้ หรือ 3 เดือนก็ได้ 1 เดือนก็ได้ เชิญแล้วคุณจะเข้าใจได้ อยู่นานๆก็ยิ่งจะเข้าใจ ข้อ 6. คนควรมีจุดแห่งความ“พอ” เมื่อเรา“มี”วัตถุเงินทองของกินของใช้ ถึงจุด“เพียงพอ”ยังชีพสำหรับตนอยู่ได้กันแล้ว เราก็ควร“พอ” ต้องไม่บำเรอตนมากกว่านั้น การเป็นคนรู้จัก“พอ” มี“ใจพอ”นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ความเป็นผู้“สันโดษ(สันโตสหรือสันตุฏฐิ)”คือ ผู้เป็น“อาริยะ” เป็นคนเจริญแท้จริง เป็นคนประเสริฐ เป็นคนมีความรู้ฉลาดที่ยอดเยี่ยม นั่นคือ เป็น“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)”ในโลก คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)นี้ ซึ่งเป็นคนมี“ใจพอ” เป็นคนมีน้อย”ก็พึงพอใจ เป็นคนมีปัญญาที่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงการเป็น“คนจน”ผู้ประเสริฐที่มีประโยชน์สร้างสรรค์เสียสละให้แก่สังคมอยู่ ว่า เจริญยิ่งกว่าเป็นผู้ได้เปรียบอยู่ในสังคม คนผู้มีปัญญาที่ยินดีในการเป็น“คนจน”จึงเกิดขึ้นแท้จริง อย่างเต็มใจเป็น“คนจน”ยินดี“ความมีน้อย(อัปปิจฉะ)” และเป็นคน“ใจพอ(สันโดษ,สันตุฏฐิ)” ถึงขั้นเป็นคนไม่สะสม(อปจยะ) แต่เป็นคนยอดขยัน(วิริยารัมภะ) และเสียสละอยู่ปกติสุข คนผู้มีจิตใจและปัญญาดังว่านี้ ไม่ได้เสแสร้ง แต่เป็นความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกุตระแท้ เป็นใจที่จริงบริสุทธิ์ จึงเป็น“ความจริง”ที่ทำตนให้“จน”ได้อย่างเต็มใจเป็น “คนจน”ผู้มีปัญญา สังคม“คนจน”ที่แต่ละคนไม่สะสม แต่เป็นคนขยันสร้างสรรพัฒนาสังคม ไม่เอาจากสังคม แต่สร้างให้แก่สังคมอยู่จริง และในคนที่มีปัญญาตรงกันนี้มารวมกันอยู่ก็เกิดสังคม“สาราณียธรรม 6”ขึ้นได้ เป็นสังคมคนชั้นหนึ่ง เมื่อมีคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)นี้มารวมกันเป็นกลุ่มหมู่ขึ้น ก็เกิดสังคม“สาราณียธรรม 6”ได้จริง จึงมีปรากฏการณ์ของ“สังคมอาริยชนคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก”ที่เป็นจริง “สังคมคน”ที่ยกระดับเป็นอาริยชน“ชั้นหนึ่งหรือชั้นเอก(classic)”ยังไม่ได้ ก็เพราะยังเป็น“สังคมหรือหมู่กลุ่มมวลมนุษย์”ที่ยังมีคุณธรรมตาม“วรรณะ 9”ไม่มากพอถึงขั้นหรือยังมีไม่เต็มที่บริบูรณ์ คนชั้นหนึ่งหรือคนชั้นเอก(classic)จะเต็มบริบูรณ์ได้ ก็ต้องมี“วรรณะ 9” “วรรณะ 9”เป็น“คุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)”ทั้ง 9 นี้ ได้แก่ (1)เป็นคนเลี้ยงง่าย(สุภระ) (2)เป็นคนบำรุงง่าย(สุโปสะ) (3)เป็นคนมักน้อยหรือกล้าจน(อัปปิจฉะ) (4)เป็นคนใจพอคือสันโดษ(สันตุฏฐิ) (5)เป็นคนปรับปรุงขัดเกลาตนเอง(สัลเลขะ) (6)เป็นคนมีข้อปฏิบัติที่พาสูงขึ้นๆ(ธูตะ,ธุดงค์) (7)เป็นคนมีอาการที่น่าเลื่อมใส(ปาสาธิกะ) (8)เป็นคนไม่สะสม(อปจยะ) (9)เป็นคนมีความขยันอยู่เสมอปกติวิสัยหรือปรารภความเพียร(วิริยารัมภะ) คนผู้ใดมี“วรรณะ 9”เป็นคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอกแท้ ข้อ 7. ดังนั้น การบอก“ความจริง”อันประเสริฐแก่คนในสังคมโลก มันเป็นความดีงามแท้ จึงควรบอกให้คนทั้งหลายในโลก“เข้าใจ”หรือมี“ปัญญา”ในประเด็นนี้สำคัญยิ่งว่า คนที่มี“วรรณะ 9” เช่น คนที่มีใจพอ หรือคนที่มักน้อยคือ กล้าจน กระทั่งทำตนเป็น“คนจน”ได้นั้น เป็นคนเจริญจริง คนประเสริฐแท้ คนมีความรู้ฉลาดแปลกไปอีกแบบหนึ่ง เป็นคนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)จริงๆ ไม่ใช่คน“ชั้นสอง”ที่จะตกต่ำไปจาก“ชั้นวิเศษนี้”ไปเป็นคน“ชั้นสอง”อื่นใดๆอีกเด็ดขาด ทำไมคนที่มาเป็นคนจนชนิดนี้ จะกลายเป็นคนชั้น 1 คนชั้นเอกไม่ใช่คนชั้น 2 ไม่ตกลงไปเป็นคนชั้น 2 เลย ไม่ตกต่ำไปจากขั้นวิเศษนี้ จะไม่ไปตกเป็นคนชั้น 2 อีกเลยเด็ดขาด เพราะจิตวิญญาณมีปัญญา มีความชัดเจนเที่ยงแท้ยั่งยืนแน่นอนตลอดกาล เป็นความเห็นที่ไม่เป็นอื่นอีกเลย จะไม่แปรเป็น 2 เลย นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เที่ยงแท้ตลอดกาลไม่แปรเป็นอื่น ไม่มีอะไรมาหักล้างความจริงนี้ได้ ไม่กลับกำเริบเลย อสังกุปปัง จึงยืนยันได้เด็ดขาดว่าอันนี้เป็นความจริงถ้าไม่เป็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นความจริง เป็นได้แล้วเป็นจริงเลยเป็นความเที่ยงแท้เป็นนิพพานไม่เปลี่ยนแปลง คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic) จึงจะเป็น“คนมีน้อยๆ, คนมักน้อย,คนกล้าจน(อัปปิจฉะ)” ซึ่งเป็นคุณวิเศษขั้นโลกุตระตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีคุณสมบัติถึงขั้น“วรรณะ 9” ภาษาบาลีที่มีความหมายถึง“ขั้น”หรือ“ชั้น”ที่เป็น “หนึ่ง”หรือ“เอก”ก็คือ คำว่า “วัณณะ”หรือ“พัณณะ” ส่วนภาษาสันสกฤตก็ว่า “วรรณะ” หรือ“พรรณะ” อันเป็นภาษาสื่อให้รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงระดับของความเจริญหรือความเสื่อมในคุณธรรมของคน เมื่อ“ดี”ขึ้นจากเดิมก็ใช้คำว่า“สุ” ถ้า“ไม่ดี”หรือ“เสื่อม”ลงก็ใช้คำว่า“ทุ” ผู้เจริญก็คือ “สุพรรณหรือสุวรรณ” บาลีก็ว่า “สุพัณณหรือสุวัณณ” ผู้เสื่อมก็คือ “ทุพรรณหรือทุวรรณ” บาลีก็ว่า “ทุพัณณหรือทุวัณณ” ไทยเราแปล “สุวรรณ”หรือ“สุพรรณ”ว่า “ทอง” ก็คือสิ่งมีคุณค่าสูงสุดในประเภทโลหะ ซึ่งก็ยอมรับนับถือกันทั้งโลกเป็นสากลว่า “ทอง”คือโลหะที่มีคุณค่าสูงสุด ความเป็น“ชั้นหนึ่ง,หรือชั้นเอก(classic)”จึงคือ “ทอง” “คนจน”จึงเป็นคนที่มีคุณค่าเทียบเท่ากับ“ทอง” หรือ“คนชั้นหนึ่ง,คนชั้นเอก(classic)” เพราะเป็น“คนจน”ชนิดวิเศษที่มีความสามารถขยันสร้างสรรค์ จึงอุดมสมบูรณ์ สร้างได้มากเกินกว่าที่ตนเองกินตนเองใช้ แล้วนำออกสละเจือจานเผื่อแผ่เกื้อกูลแก่ผู้อื่นอยู่ในสังคม ชนิดที่เพิ่มพูนความเสียสละ ไม่ใช่เพิ่มพูนการเอาเปรียบ แต่เป็นคนไม่หวง ไม่เก็บกักไว้ เสียสละออกไป ภาวะเช่นนี้ จึงเป็นความเจริญยิ่งจริงแท้แน่นอน พฤติกรรมของคนดังกล่าวนี้แหละคือ คนผู้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้แก่สังคมแก่ประเทศชาติแก่โลกจริงแท้ เอาไว้แค่นี้ก่อน 660419 ตอบปัญหาผ่าการเลือกตั้ง 2566 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน