06 บท 1 ___ ถึงขวัญพุทธ หงษ์พันธ์.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์131 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ประเทศไทยมีการก าหนดแผนพัฒนาประเทศเพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนา ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปัจจุบันคือ แผนฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เป็นแผนที่เตรียมความพร้อมเพื่อวางรากฐานของประเทศในระยะยาวที่มุ่งต่อยอดและพัฒนาต่อเนื่องกันไปตลอด 20 ปี ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2560-2579) ซึ่งหลักการพัฒนาประเทศที่ส าคัญในระยะแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 12 โดยยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ที่ต่อเนื่องจากแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 9-11 ที่ก าหนดแนวทางการพัฒนาและยกระดับแรงงาน ซึ่งการพัฒนาคุณภาพของคนเป็นหนึ่งในหลักการของแผนพัฒนาฉบับที่ 12 เนื่องจาก “คน” เป็นปัจจัยส าคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ เป็น “ทรัพยากร” ที่มีความส าคัญยิ่งต่อความเข้มแข็งและพัฒนาประเทศใน ทุกด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง โอชิมา (Oshima. 1986 : 57-58) เป็นต้น เนื่องจากสุขภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส าคัญและเป็นต้นทุนส าหรับการพัฒนาประเทศ ดังนั้นความมั่นคงของประเทศชาติมาจากการพัฒนาศักยภาพของคนในชาติ ซึ่งประเทศจะพัฒนาได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพของคนในชาติเป็นส าคัญ ส าหรับวิถีทางของพุทธศาสนานั้น การพัฒนาต้องเริ่มที่จิตวิญญาณของมนุษย์ก่อน คือ วิธีการสร้างสัมมาทิฐิที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นก่อน โดยใช้หลักมรรคองค์ 8 สร้างมนุษย์ให้มีศีล 5 เพราะ “ใจ” (จิตวิญญาณ) เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง (ธรรมทัศน์สมาคม. 2558 : 7) หากคนในชาติมีสุขภาพดี มีศีลธรรม มีมันสมองที่มีศักยภาพ ย่อมมีความสามารถและรังสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ดี ส่งผลโดยรวมต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน (คณาจารย์ส านักงานวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2557 : 5) ด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ส่งผลให้สัง

อ่านต่อ

คมเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้านอย่างรวดเร็ว เช่น เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมืองสังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่พบว่ากาบริโภคอาหารพลังงานสูงที่มีไขมัน น้ าตาล และโซเดียมสูง โดยเฉพาะประชาชนในเมืองที่มีการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมันเพิ่มสูงขึ้น แต่บริโภคผักและผลไม้น้อยลง ข้อมูลจากส านักนโยบายและยุทธศาสตร์ (2556 : 14-20) พบว่า คนไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป รับประทานผักและผลไม้น้อยกว่ามาตรฐานส าหรับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (400-800 กรัมต่อวัน) และช่วงอายุระหว่าง 15-29 ปี พบว่ารับประทานอาหารตามสั่งมากที่สุด รองลงมาคือ อาหารที่ซื้อมาจากตลาดและอาหารจากรถเร่ ส่วนกลุ่มที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป จะเลือกรับประทานอาหารที่ขายในตลาดและร้านอาหารตามสั่งในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งความนิยมบริโภคอาหารนอกบ้าน อาหารปรุงส าเร็จ และอาหารจานด่วนแบบตะวันตกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และ 1 ใน 4 ของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างน้อยวันละ 1 มื้อ โดยนิยมบริโภคอาหารตามสั่งและอาหารที่ซื้อมาจากตลาด (วิชัย เอกพลากร. 2557 : 4) รวมทั้งยังพบว่ามีพฤติกรรมการบริโภคไม่ถูกหลักโภชนาการ มีการบริโภคอาหารรสหวานเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่า จาก 12.7 เป็น 36.6 ในปี 2554 บริโภคโซเดียมต่อคนต่อวัน 4,351.69 มิลลิกรัม ที่สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด และบริโภคอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน เช่น ของทอด สูงสุด 5 มื้อ/สัปดาห์ มีการใช้จ่ายอาหารส าเร็จรูปหรืออาหารปรุงส าเร็จร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายด้านอาหาร (อาภาพร เผ่าวัฒนา 2 และสุรินธร กลัมพากร. 2556 : 21-25) ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคกลุ่ม NCDs (Non-Communicable Diseases) ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงของคนที่มีภาวะอ้วน จะมีปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหาจากความเครียดสูงขึ้น (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. 2557 : 8) ประกอบกับความเครียดจากสภาพแวดล้อมในการท างานที่ท าให้วัยนี้ต้องเผชิญกับภาวะเครียด กดดันจากหลายด้าน รวมทั้งสภาพแวดล้อมในการท างานที่แตกต่างกัน จึงท าให้วัยนี้เกิดปัญหาที่พบบ่อย ๆ เช่น ต้องเผชิญกับภาวะเครียด กดดันจากหลายด้าน ซึ่งสเก๊าต์ และอดินตัน (Schultz and Edington. 2010 : 258-264) พบว่า คนอายุระหว่าง 15-59 ปี มีพฤติกรรมเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงสุด 7.1 ต่อแสนประชากร เกิดจากความเครียด โรคซึมเศร้า ติดยาเสพติด และการเจ็บป่วยทางกาย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความชุกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ จากข้อมูลของส านักงานสถิติแห่งชาติ (2557 : 1) และการศึกษาของมงคล การุณงามพรรณ และคณะ พบว่า วัยผู้ใหญ่มีการออกก าลังกายน้อย กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 65.8 ไม่สามารถออกก าลังกายตามแผนได้อย่างสม่ าเสมอ สอดคล้องกับสถิติการตรวจร่างกายของวัยท างาน ในงานมหานครปลอดเบาหวาน พบว่า ระดับไขมันสะสมตามร่างกายสูงกว่าเกณฑ์ เนื่องจากขาดการออกก าลังกาย (เทพ หิมะทองค า. 2560) ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับสุขภาพ ดังนั้นหากวัยนี้มีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม อาจส่ง ผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น (นาถือ มะโนขันธุ์. 2550 : 3) ทั้งนี้พฤติกรรมของบุคคลเป็นสาเหตุหลักของปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ สอดคล้องกับงานวิจัยของใจเพชร กล้าจน (2553 : 184) พบว่า ปัญหาสุขภาพมีแนวโน้มมากขึ้นถึง ขั้นวิกฤติ จากการพิจารณา 3 ประการคือ ปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น ความรุนแรงส่วนใหญ่ใน 2 ทศวรรษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เช่น การรักษา ค่ายา หรือค่าเวชภัณฑ์ ในการแก้ปัญหาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ในปี 2557 พบว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.5 มีมูลค่า 409,313 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี (ส านักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2560) ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการผูกขาดยาเชิงพาณิชย์ และต้องพึ่งยาน าเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. 2556 : 105) รวมกระทั่งศักยภาพของประชาชนในการพึ่งตนเพื่อการแก้ปัญหากลับน้อยลง เนื่องจากบุคคลที่มีความเจ็บป่วยย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต บทบาท รวมถึงการมีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ยิ่งบุคคลมีความเจ็บป่วยมากยิ่งมีผลกระทบต่อสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคคลมากขึ้น (พิณนภา แสงสาคร 2554 : 83) ซึ่งมีวิธีการดีที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไปในเชิงบวก โดยการหันมาเอาใจใส่กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเอง แกลนส์ และคนอื่น ๆ (Glanz, K., Rimer, B. K., & Viswanath, K. (Eds.). 2008 : 6) ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยในปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น จ านวนประชากรวัยผู้ใหญ่ที่เป็นวัยแรงงานลดลง ซึ่งเป็นวัยที่ส าคัญในการขับเคลื่อนการงาน และเป็นวัยในการดูแลวัยพึ่งพิง การมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นปัจจัยที่ส าคัญและจ าเป็น แม้ประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงได้เปรียบทางประชากร คือ มีวัยผู้ใหญ่หรือวัยแรงงาน (15-59 ปี) ของประเทศในสัดส่วนที่สูงกว่าวัยอื่น (ร้อยละ 67) แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าประชากรไทยมีอัตราเจริญพันธุ์โดยรวมลดลงต่ ากว่าระดับทดแทน และพบว่าประชากรวัยสูงอายุมากกว่าประชากรวัยเด็กเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (2558 : 12-13) พบว่า ทุกประเทศของอาเซียน 3 ใน 20 ปี ข้างหน้าจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ร้อยละ 7 โดยเฉพาะประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด เกินร้อยละ 20 จากร้อยละ 10.4 เป็นร้อยละ 22.9 และมีภาวะเจริญพันธุ์ลดต่ าลงจาก 1.63 ในปี 2548-2553 เป็น 1.5 ในปี 2557 การเปลี่ยนโครงสร้างประชากร กระทบต่อวัยผู้ใหญ่ที่รับภาระในการดูแลประชากรวัยเด็กและผู้สูงอายุ หรืออัตราพึ่งพิง (Dependency Ratio) เพิ่มขึ้น ด้วยสัดส่วนวัยผู้ใหญ่หรือวัยแรงงานลดลงร้อยละ 72.1 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 63.8 ในปี 2578 ส่งผลกระทบต่ออัตราการดูแลผู้สูงวัยของวัยผู้ใหญ่ลดลง จากปี 2556 มีวัยผู้ใหญ่ให้การดูแล 7.2 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน เหลือเพียง 2.5 คน ในปี 2583 และส่งผลกระทบต่อทุกคนในสังคมทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพที่ดี คือพึ่งตนเองได้ให้มากที่สุด และเป็นภาระต่อสังคมน้อยที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ส าคัญและจ าเป็นต้องให้ความส าคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มวัยผู้ใหญ่ที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุในอนาคต กระทรวงสาธารณสุข (2559 : 19) จากกระแสการพัฒนาของโลกด้วยระบบทุนนิยม ที่เน้นการผลิตเชิงอุตสาหกรรม กระตุ้นผู้บริโภคเกิดการบริโภคเกินความจ าเป็น และการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่รวมกระทบต่อวิถีชีวิตและพฤติกรรมของบุคคล ชุมชน และสังคม ดังสรุปจากสถานการณ์ของแนวโน้มทางสถิติดังกล่าวข้างต้น แต่กลับมีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย ที่มีแนวคิดในการพัฒนาตรงข้ามกับกระแสหลักของโลก ที่เรียกว่า “ชาวบุญนิยม” หรือที่ทราบกันดีว่า “ชาวอโศก” เป็นกลุ่มนักปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีชีวิตด าเนินไปตามความเชื่อ (ไตรสิกขา) หรือมีการเรียนรู้ฝึกฝนธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นแก่นให้แก่ชีวิตและสังคมเป็นส าคัญ เป็นชุมชนทวนกระแสที่สามารถพึ่งตนเองได้ รับประทานอาหารมังสวิรัติเคร่งครัด ซึ่งมีชุมชนและเครือข่ายอยู่ทุกภาคในประเทศ มีสภาวการณ์เหมือนกับสังคมโลกและประเทศที่พบว่า ก าลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่น้อยลง ชุมชนราชธานีอโศกซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนชาวอโศก ที่มีสมาชิกชุมชนมากกว่าชุมชนอโศกชุมชนอื่น ๆ มีฐานงานหลากหลาย ประกอบกับการศึกษาของเสธา เขียว (2552 : 76) พบว่าปัญหาและอุปสรรคหลักในการจัดการเศรษฐกิจและการท างานของชุมชนราชธานีอโศก ไม่ได้อยู่กับระบบการบริหารงานหรือความสามารถของบุคลากรแต่อยู่ที่จ านวนแรงงานที่มีจ ากัดถึง การขาดแคลนแรงงานหรืองานล้นคนไม่ได้ การศึกษาของเพชรตะวัน ธนะรุ่ง (2556 : 251) พบว่า ปัญหาของชุมชน คือ การเพียรท างานจนเกินก าลัง ท าให้เจ็บป่วยจากขาดความระมัดระวัง และจนเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ขาดการคัดกรององค์ความรู้ด้านสุขภาพจากศาสตร์ที่หลากหลาย การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลกับสุขภาพ บุคลากรด้านสุขภาพไม่สมดุลกับภาระงาน การศึกษาของสุวรรณา แม่นปืน (2552 : 73-76) พบว่าความชุกของการเกิดภาวะโลหิตจาง และภาวะขาดเหล็กในเด็กวัยรุ่นที่บริโภคอาหารมังสวิรัติในชุมชนราชธานีอโศกค่อนข้างสูง ร้อยละ 42.55 โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก ร้อยละ 24.46 เป็นกลุ่มที่บริโภคอาหารมังสวิรัติไม่นานมาก ด้วยภาระหน้าที่ รวมทั้งกิจกรรมการงานของชุมชนมีมากและหลากหลาย ประกอบกับแรงงานในการขับเคลื่อนกิจกรรมการงานดังกล่าวมีจ านวนจ ากัด และจากศึกษาของเกษรินทร์ ธนูศิลป์ (2556 : 22) พบว่า ปัญหาด้านสุภาพก็ยังพบผู้เจ็บป่วยด้วยอาการของโรคเช่นเดียวกับคนทั่วไป เช่น โรคกลุ่มปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื้องอก ภูมิแพ้ มะเร็ง ซึ่งได้เสนอแนะให้ท าการวิจัยในกลุ่มคนที่บริโภคมังสวิรัตินานมากกว่า 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปีขึ้นไป ด้วยชุมชนราชธานีอโศกเป็นเสมือนเมืองหลวงของชาวอโศก 4 มีพื้นที่ชุมชนกว้างขวางและมีฐานงานหลากหลาย สมาชิกมาจากทุกภาคส่วนทั่วประเทศมาอยู่ร่วมกันเพื่อการขับเคลื่อนกิจกรรมการงานต่าง ๆ ถือเป็นชุมชนตัวแทนของชาวอโศก ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก เนื่องจากเป็นวัยที่เอาภาระการงาน เอาภาระวัยพึ่งพิง และเป็นวัยเตรียมเข้าสู่วัยพึ่งพิงในอนาคต โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองกับภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก โดยศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนและส่งเสริมการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางด้านสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก ชุมชนชาวอโศกอื่น ๆ และบุคคลที่สนใจต่อไป วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของวัยผู้ใหญ่ ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2. เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองกับภาวะสุขภาพ ของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 4. เพื่อหาตัวแปรพยากรณ์ที่ส่งผลต่อภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี สมมติฐำนของกำรวิจัย 1. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 2. ตัวแปรพยากรณ์อย่างน้อยหนึ่งตัวแปรส่งผลต่อภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชน ราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ขอบเขตของกำรวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหาผู้วิจัยท าการศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ดังนี้ 1.1 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักสุขภาพ 3 อ. ของวัยผู้ใหญ่ในชุมชน ราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 1.2 ภาวะสุขภาพ 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ ของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก 2. ขอบเขตด้านพื้นที่การศึกษา ผู้วิจัยท าการเลือกพื้นที่แบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ ชุมชนราชธานีอโศก หมู่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 5 3. ขอบเขตด้านประชากร ได้แก่ ผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี ที่อาศัยอยู่ในชุมชนราชธานีอโศก ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี จ านวน 205 คน 4. ด้านระยะเวลา ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล ช่วงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560-15 ธันวาคม 2560 5. ด้านตัวแปรที่ศึกษา 5.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองตามหลัก 3 อ. คือ 5.1.1 อ. อาหาร 51.2 อ. ออกก าลังกาย 5.1.3 อ. อารมณ์ 5.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก ทั้ง 4 ด้าน คือ 5.2.1 ด้านร่างกาย 5.2.2 ด้านจิตใจ 5.2.3 ด้านสังคม 5.2.4 ด้านจิตวิญญาณ นิยำมศัพท์เฉพำะ การศึกษาครั้งนี้มีนิยามศัพท์เฉพาะที่ต้องให้หมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันดังนี้ วัยผู้ใหญ่ หมายถึง บุคคลที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี คือ ผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุระหว่าง 20- 40 ปี) และผู้ใหญ่ตอนปลาย (อายุระหว่าง 41-60 ปี) ทั้งเพศหญิงและเพศชายที่อาศัยอยู่ในชุมชน ราชธานีอโศก หมู่ที่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง หมายถึง การกระท าหรือการแสดงออกเพื่อป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วย และคงไว้ซึ่งภาวะสุขภาพหรือท าให้ภาวะสุขภาพดีขึ้น เป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติหรือแสดงออกของบุคคลวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก ตามหลัก 3 อ. คือ อาหาร ออกก าลังกาย อารมณ์ เพื่อสร้างสุขภาพองค์รวมดังนี้ อาหาร หมายถึง สิ่งที่เราบริโภคได้โดยไม่เป็นพิษต่อร่างกาย แต่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ท าให้ร่างกายเจริญเติบโต ท าให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายด าเนินไปอย่างปกติ ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ศึกษาการบริโภคอาหารมังสวิรัติ คืออาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งนมและไข่ของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ออกก าลังกาย หมายถึง การท าให้ร่างกายได้ใช้แรงงาน เป็นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลาย เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ในร่างกายพร้อมที่จะท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมที่เลือกใช้นั้นต้องค านึงตามความเหมาะสมของเพศ วัย และประโยชน์ที่จะได้รับ การศึกษาในครั้งนี้ศึกษา การออกก าลังกายของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี 6 อารมณ์ หมายถึง สภาวะทางจิตใจที่ถูกกระตุ้นจากภายในและภายนอกแสดงออกหลากหลายทั้งในทางดีและไม่ดี ที่ล้วนมีผลต่อสุขภาพ การศึกษาในครั้งนี้ศึกษาอารมณ์ของวัยผู้ใหญ่ในชุมชน ราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ภาวะสุขภาพ หมายถึง สภาพของร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณในช่วงเวลาหนึ่งของบุคคลที่มีความสมบูรณ์เป็นองค์รวม ที่สามารถปฏิบัติกิจกรรมตามความต้องการขั้นพื้นฐานได้ สามารถให้ความหมายในแต่ละด้านดังนี้ 1. ภาวะสุขภาพด้านร่างกาย หมายถึง สภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและไม่พิการ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ 2. ภาวะสุขภาพด้านจิตใจ หมายถึง สภาพจิตใจที่ดีงาม เบิกบานแจ่มใสและ มีความสุข เมื่อเผชิญกับปัญหาและการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวและควบคุมอารมณ์ได้ ไม่เครียดไม่กดดัน ให้ก าลังใจตนเองได้ 3. ภาวะสุขภาพด้านสังคม หมายถึง การมีสัมพันธภาพกับบุคคลรอบข้างด้วยดี ทั้งในครอบครัวและชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความเสมอภาพและสันติภาพ อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี 4. ภาวะสุขภาพด้านจิตวิญญาณ หมายถึง การมีสติปัญญาแยกแยะ รับผิดชอบชั่วดี เสียสละ มีเมตตาต่อสังคมรอบข้าง ลดความเห็นแก่ตัว และมีเป้าหมายชีวิต ชุมชนราชธานีอโศก หมายถึง หมู่บ้านหรือชุมชนที่มีลักษณะเป็นบวร คือ มีบ้าน วัด และโรงเรียนอยู่ร่วมกัน เป็นชุมชนนักมังสวิรัติ ถือศีล 5 ละอบายมุข ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบสาธารณโภคี ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. ทราบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองและภาวะสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก ที่สามารถอธิบายสาเหตุและทิศทางของสุขภาพได้ 2. เป็นแนวทางในการสนับสนุนและส่งเสริมการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางสุขภาพของวัยผู้ใหญ่ในชุมชนราชธานีอโศก และชุมชนชาวอโศกอื่น ๆ ต่อไป 3. เป็นแนวทางลดปัจจัยเสี่ยงและการเกิดปัญหาทางด้านสุขภาพของผู้รับประทานมังสวิรัติในวัยผู้ใหญ่ส าหรับประชาชนทั่วไป

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน