ศีลข้อ 1 หลุดพ้นโทสะแล้วสบาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศีลข้อ 1 หลุดพ้นโทสะแล้วสบาย _พ่อครูว่า...ก่อนเข้าสู่เนื้อหาสาระธรรมะ ก็ขอพูดถึงชีวิตพวกเราก่อน ชีวิตพวกเรา (พ่อครูยกมะปรางมาให้ดู) คนที่ยังชอบกินมะปราง มันมีเปรี้ยวอมหวาน ภาษาอีสานเรียกว่ามะผาง แต่ถ้ามะผู จะไม่มีรสเปรี้ยวเลย ของภาคกลางไม่เคยเห็นมีนะ ก็มีที่สวน มะเขือ นี่เขาเรียก มะเขือ ภาษาอังกฤษว่า egg plant มีมะเขือยาวสีม่วงมะเขือยาวสีเขียว บนหน้าฉากนี้มีแต่อาหาร นี่กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ มะเขือเทศน์แทนอาตมายังได้เลย มะขาม, มันก็เทศน์แทนอาตมาได้ ตอนนี้อาตมาชิงเทศน์แทน พวกเราเข้าใจจุดสำคัญของมนุษยชาติคืออาหารและเอาชีวิตมาลงสู่ตรงนี้ เอาชีวิตเอาเรี่ยวแรงเอากำลังวังชาเวลา เอามาทำอันนี้กัน แต่ก่อนนี้เราไปทำอะไรสารพัด ไปทำกรรมกิริยาที่ไปช่วยเขาปรุงแต่งอบายมุข ปรุงแต่งเรื่องประดับประดา ประดิษฐ์ประดอยเรื่องกาม ไปประดับประดาประดิษฐ์ประดอยเรื่องเครื่องฆ่าคนอะไรพวกนี้ ซึ่งมันเมื่อมารู้มาเห็นจริงแล้วว่า หลุดพ้นออกมาได้เข้าใจเลย แต่ก่อนนี้เรายินดีเหลือเกินที่ได้ช่วยกันสร้างเครื่องมือฆ่าคน สร้างอาวุธ โอ้โห ทำไมเรามันมีจิตใจอย่างนั้น ไปเห็นดีเห็นงามไปสร้างอาวุธสำหรับฆ่าคน ร่วมมือร่วมไม้เข้าทำ อย่างยินดีในผลตอบแทน เป็นลาภยศสรรเสริญ ความเก่ง ความสามารถอีก ยิ่งสร้างอาวุธ ได้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพร้ายแรงได้เท่าไหร่ คนชมเชยให้ราคาสูงอะไรพวกนี้ หลงไป เมื่อมาเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆทีเดียวนะ พูดไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่คนจะเข้าใจ เขายังหลงทำอยู่ เขายังถอดถอนตัวเองเลิกทำไม่ได้ ยิ่งไปบอกพวกคิม จอง อึน หรือบอกพวกสหรัฐอเมริกา แม้แต่รัสเซียก็ตาม ส่วนจีนเขาก็ไม่อวดศักดาเท่าไหร่ อินเดียไม่เลย ถ้าขืนอินเดียกับจีนแข่งกันสร้างอาวุธกันอย่างเต็มที่เหมือนอย่างเกาหลีเหนือ
อ่านต่อ
เหมือนอย่างสหรัฐ คนเป็นพันล้าน มันสร้างขึ้นมาก็หาเรื่องใช้ หาเรื่องขาย หาเรื่องให้คนทะเลาะกันจะได้ขายอาวุธ คิดดูสิ มันเป็นเหตุให้มนุษย์จะต้องฆ่ากัน อาวุธเมื่อไม่ได้เอามาใช้จะขายออกได้อย่างไร ซึ่งมันเป็นเหตุเป็นผลกันทั้งนั้นเลยมนุษย์ชาติ เพราะฉะนั้นสังคมใดที่เข้าใจและเลิกมาได้อย่างสังคมพวกเรา ชัดเจน ไม่ต้องเสียเวลาแรงงานความรู้ความสามารถที่จะต้องไปสร้างอาวุธพวกนี้เลย สร้างแค่มีดมาปลูกผักปลูกพืช ใช้มีดพร้ากระทะขวานสำหรับทำงานเป็นเครื่องใช้กินใช้ เท่านั้นก็หนักหนาสาหัส ยังเอามีดพร้ากระทะขวานไปฆ่ากันตายเลย ทั้งๆที่ไม่ได้ไปสร้างให้เอาไว้ฆ่ากันนะ มันก็เอาไปฆ่ากันแทนไม้หน้าสามบ้าง แทนหลาวแหลน เพราะฉะนั้นจุดสำคัญก็คือจิตมนุษย์นี้ หยุดฆ่า ศีลข้อที่ 1 เห็นไหม ยิ่งใหญ่ไหม คนที่หยุดฆ่าได้ในศีลข้อที่ 1 ยิ่งใหญ่ในโลก เป็นคนมหัศจรรย์ คนที่หยุดฆ่ามนุษย์ หยุดฆ่าสัตว์ ไม่ต้องใช้อาวุธ วางศาสตราวางอาวุธ วางทัณฑะ จิตใจมีเมตตากรุณาเอ็นดู หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สุดยอด คนมหัศจรรย์ เห็นความมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติไหม นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คนที่เกิดจิตอย่างที่อาตมาพูดถึงนี้เป็นคนมีศีล คนที่ไม่เข้าใจและไม่เป็นอย่างนี้เลยคือคนยังไม่มีศีล ชาวพุทธเรา ฆ่าแกงกัน ไม่ใช้อาวุธ ก็ใช้หมัดใช้มือใช้อะไรต่ออะไรกันอยู่นั่น สนมันไม่มีศีลเลย ยิ่งละเอียดไปจนกระทั่งจิตเมตตา ถ้าอยากไปถึง ยังไม่มีเมตตายังไม่มีศีลยังไม่เอ็นดู ยังไปทำร้ายผู้อื่นเลย ยังไม่มีศีล ต้องไม่ทำร้ายผู้อื่นให้ได้ คนอื่นจะมาทำร้ายเราเขาไม่มีศีล ถ้าเราทำร้ายตอบ เราเป็นคนไม่มีศีล หินไท โดนผู้หญิงตบหน้าเปรี้ยง กลางศาลาที่วัดมหาธาตุ หินไทก็เฉยๆ ไม่ทำอะไรตอบ นี่คือคนพวกเรา มันเป็นคนมหัศจรรย์ ใครเห็นเหตุการณ์นี้บ้าง เจ้าตัวก็คงจำไม่ลืม นี่ คนพวกเรา คนมหัศจรรย์เป็นอย่างนี้ คนในโลกเก่งฆ่ากัน นั่นไม่ใช่คนมหัศจรรย์หรอกมันคนละเรื่องเลย ซึ่งเป็นความเข้าใจของมนุษย์มันคนละมุม คนละด้าน คนละเหลี่ยม ตั้งแต่โหดร้ายฆ่าสัตว์ จนกระทั่งถึงการโลภ การเห็นแก่ตัว ไม่ฆ่าสัตว์แต่กินเนื้อสัตว์เอาเนื้อสัตว์ที่เขาฆ่ามากิน ฉันไม่ได้ฆ่า เขาก็ตีความพระพุทธเจ้าว่า เราไม่ได้เห็นกะตา เราไม่ได้รู้ข่าว เราไม่ได้สงสัย แล้วเขาก็ตีความว่า ไม่เห็นกับตาไม่รู้ข่าวไม่สงสัย ว่าเนื้อสัตว์นี้เขาฆ่าจำเพาะระบุชื่อ เช่น ระบุชื่อคุณเข่ง คุณเข่ง เท่านั้นกินไม่ได้ ระบุชื่อผู้ที่ฆ่าให้กิน ผู้นั้นจะกินไม่ได้ ตีความแปลงสารพระพุทธเจ้าไป ทั้งๆที่มันหมายความว่า สัตว์นี้ถูกฆ่าด้วยจิตเจตนาของคน คนไหนก็ตามแต่ มีจิตใจมุ่งหมายจะฆ่าสัตว์มีให้ตายเท่านั้นแหละระบุ อุทิส แต่เขาไปตีความเสียให้ไกลตัวเองเพื่อให้ตัวเองจะได้กินเนื้อสัตว์ นี่เห็นไหม ความฉลาดขี้โกง เฉโก ของคนแทนที่จะตีความให้ตนเองจะได้ไม่ต้องมีวิบากใดๆในการไปกินเนื้อสัตว์ สัตว์แต่ละตัวมันจะรู้ไหมว่าเนื้อนี้ไม่ใช่เนื้อของข้า ทั้งๆที่เนื้อของมัน มันตาย โดยเฉพาะมันถูกฆ่า คนฆ่า แล้วเอาเนื้อมันไปกิน มันรู้ไหม ถ้าวิญญาณอย่างที่คุณเข้าใจ ปัดโธ่ มันฆ่าคุณได้มันฆ่าแล้ว แต่มันตายแล้ววิญญาณออกจากร่าง มันก็ว่า เอ็งกินเนื้อข้าๆ มันก็จองเวรจองกรรม นี่เล่า พูดภาษาให้ฟังชัดๆ มันจะรู้หรือ มันก็รู้แต่ว่าเอ็งมาฆ่าข้าแล้วก็กินเนื้อข้าหน้าตาเฉยเลย มันจะยินดีหรือ กินเนื้อฉันอร่อยไหมจ๊ะ สัตว์แต่ละตัวมันจะคิดอย่างนี้เหรอ ก็ไม่ใช่สิ พูดให้มันหนำใจ เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจ 5 ข้อใน ชีวกสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อาตมาอธิบายอย่างลึกซึ้ง ละเอียดมาก 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ทำให้สัตว์หมดอิสรภาพนั้นบาปแล้ว จะดูวิธีเลี้ยงมันหรือผูกมันไว้ ให้มันหลงก็ตาม เหมือนเลี้ยงปลาเลี้ยงหมู วันร้ายคืนร้ายก็ฆ่าเฉยเลยไม่บอกไม่กล่าวมันหรอก นั่นแหละอันเดียวกัน ทั้งโหดร้ายทั้งโกหก หลอกลวงสัตว์ให้สัตว์หลงลม เสร็จแล้วก็ฆ่า ฆ่า เมื่อไหร่จะมีภูมิปัญญาปฏิภาณรู้ว่า สัตว์เขาก็เป็น ชีวะ ก็ท่องนะ สัตว์ทั้งหลายเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เอ็งตายฉันกิน แค่นี้มันก็ชัดเจนว่า ทำไมคนถึงได้ตลบตะแลงตอแหลถึงขนาดนี้ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเอ็งตายฉันกิน จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย แล้วใครเบียดเบียนใคร 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 มันก็บาปไม่รู้จะบาปอย่างไรทั้งผู้สั่งทั้งผู้ฆ่าทั้งผู้กิน เสร็จแล้วยังไม่พอ ทำเป็น อาหารอันประณีต เอาไปถวายผู้ที่ท่านไม่เกี่ยวข้องแล้วกับเนื้อสัตว์คือพระพุทธเจ้าก็ดีสาวกพระเจ้าก็ดีท่านไม่เกี่ยวข้องแล้วก็เอาไป ว่า นี่ของดีนะจ๊ะ สาวกผู้โง่งมงาย แต่พระพุทธเจ้าไม่งมงายหรอก สาวกโง่งมงายก็ฉัน พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์แน่นอนเพราะท่านไม่โง่งมงาย แต่สาวกก็มีบ้าง ที่โง่งมงายก็ไปหลงคนที่เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวาย ซึ่งไม่เป็นการสมควร อกัปปิยะ อาตมาอธิบายซ้ำซากมานาน แต่อกัปปิยะคำเดียว มันไม่เป็นการสมควรที่จะเอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุไปถวายพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคนที่โง่ไม่เป็นการสมควรแล้วที่จะเอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวาย แค่นี้ก็สุดยอดเข้าใจได้แล้วว่าอย่าเอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้า อย่าเอาไปถวายสงฆ์สาวกพระพุทธเจ้า ในชีวกสูตร5 ข้อนี้ เห็นได้ว่า 5 ข้อนี้มันละเอียดสุดแล้ว คนก็เข้าใจไม่ได้ ตีความเข้าข้างตัวเองหมด คนก็ไปตีความ 5 ข้อนี้เข้าข้างตัวเอง เขาตีความได้ยังไง เขาทำได้หรือตีความได้หรือว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามเนื้อสัตว์ จะตีความว่าพระเจ้าไม่ได้ห้ามฉันเนื้อสัตว์ เอาตรงไหนมาเป็นช่องเปิด สู่แดนธรรม.. เขาไปเอา 3 ข้อที่พระพุทธเจ้าให้ฉันได้ พ่อครูว่า... คือ มันตายเอง กับเดนสัตว์กิน ที่พระพุทธเจ้าให้กินได้ สัตว์ที่มันตายเอง กับเป็นเดนสัตว์กิน (คือสัตว์มันฆ่ากันมันทิ้งแล้ว เป็นเนื้อบังสุกุล) ก็กินได้ แต่คนติดเนื้อสัตว์ถึงไปเก็บมากิน สัตว์ตัวเองเขาก็กลัวเป็นโรคอีกไม่เอามากิน พูดอธิบายไปหมด ทำไมต้องอธิบาย 1. เพราะมันเป็นวิบาก เรื่องนี้ ประเด็นนี้แหละยิ่งใหญ่เพราะว่ามันเป็นวิบาก 2. ติด เป็นกิเลสคุณนะ จะไปบำเรอมันทำไมกิเลส มันติดแล้วควรเลิกสิ ติดแล้วไปบำเรอมันอยู่แล้วจะไปเลิกเมื่อไหร่ ฝืนอย่างไรต้องฝืนเพราะมันติด ฝืนสิ เลิกมา มันติด แต่ไม่ให้มันติดหรอก เข้าใจไปตีความว่าไม่ติดแต่เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ควรกิน พระพุทธเจ้าตรัสที่ไหนว่ามัน กัปปิยะ ควรเอาไปถวายพระพุทธเจ้า มีหรือที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กัปปิยะ ของที่ควรกินของที่เอาถวายสงฆ์ถวายพระพุทธเจ้านะ ใครสอนเอ็ง ที่จริงแล้วมันเป็นของไม่ควรเลย นี่เป็นรายละเอียดต่างๆที่อาตมาที่เจาะลึกให้ฟัง
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... จะเห็นได้ว่าแต่ก่อนเราทำบาปเป็นนิจในการกินเนื้อสัตว์ทำบาปได้ทุกวันเลย วันหนึ่งไม่รู้บาปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แค่พูดก็เป็นบาปแล้ว สาวกพระพุทธเจ้านั่นแหละที่ไปสอนให้เขาเข้าใจผิดโยมก็ต้องถามว่า อาหารเนื้อสัตว์เอาไปถวายนี้บาปไหม พระก็ว่าไม่บาปโยมก็ทำให้สิ ก็หาทางเลี่ยงไปเรื่อยๆจนคนติดมากมาย แต่ถ้าพระบอก โยมจะเชื่อ พระว่าบาปโยมก็จะได้เลิก พ่อครูว่า... แค่เรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ อาตมาพยายามทำงานศาสนามาเปิดเรื่องนี้ เปิดเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์นี่มายังหนักตั้งแต่ต้น จนเดี๋ยวนี้ก็ยังต้องพูดเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์อยู่บ้าง แต่คนก็เข้าใจ อาตมาก็แสนเบื่อต้องพูดซ้ำซาก แต่มันเป็นความสำคัญมันเป็นสิ่งที่ อย่างชาวอินเดีย พลเมืองกว่าพันล้าน พูดเรื่องนี้กันทั้งชนชาติเลยเขาไม่มีปัญหา เขาบอกว่าถูก ที่กินอยู่นั้นก็ยอมรับว่ามันเป็นวิบากเป็นบาป ชาวอินเดียไม่มีใครแย้งเลย แต่ในเรื่องความรู้แล้วเขารู้กันหมดทั้งอินเดียเขาไม่แย้งไม่เถียงไม่อะไรเลย คนตั้งพันกว่าล้าน แต่คนไทยนี้เถียงเพื่อจะได้กินเนื้อสัตว์ เถียงว่ามันไม่บาปหรอก กินเนื้อสัตว์ธรรมดามาก มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องวิบากเป็นเรื่องที่ติดตัวเองไปเลย อาตมาก็พยายามให้คนไม่มีวิบากใส่ตัวเอง แค่ไม่กินเนื้อสัตว์อย่างเดียวนี้ เท่านี้ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เท่านี้ก็เป็นเรื่องพ้นบาปไปอย่างมหาศาล พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในความรู้อันยิ่งใหญ่ ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์ ดีที่ได้ขั้นหนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ก็ดี อย่างฮิตเลอร์ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์แต่ฆ่าคน เห็นความโง่ซับซ้อนไหมฮิตเลอร์ ไม่ฆ่าสัตว์แต่สัตว์ขนาดคนฆ่าเป็นเบือเลย นี่คือความโง่สลับซับซ้อนโดยที่ตัวเองยังไม่รู้เรื่อง อำนาจบาตรใหญ่อะไรต่ออะไรมันอยู่ข้างหน้า ศีลข้อ 1 เป็นการสร้างสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ ถ้าคนเข้าใจแล้วเห็นว่าสัตว์เป็นชีวิตเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งหลายอยู่ ขนาดระดับคน คนไม่ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนไม่ลงแต่เขายังฆ่าสัตว์อยู่ เพราะเขายังติดในเนื้อสัตว์ ยังไม่มีปัญญารู้ว่าสัตว์ทั้งหลายก็เป็นชีวิตเหมือนกัน เขาก็ไม่รู้เรื่องเหมือนคน มันจะสู้คุณได้หรือ สู้ไม่ได้หรอกขนาดช้างยังสู้ไม่ได้เลย เสือยังสู้ไม่ได้เลย สู่แดนธรรม... เขาอ้างว่าสัตว์มันมีจำนวนมาก เดี๋ยวสัตว์มันจะล้นโลกต้องช่วยกันฆ่า พ่อครูว่า... ให้มันจัดการกันเอง อย่างแมลงวันแมลงหวี่มันก็มีเยอะแยะ ธรรมชาติจัดการของมันเอง สมณะฟ้าไท... มนุษย์ไปยุ่งทำให้สัตว์บางพวกเพิ่มโดยอัตโนมัติ แต่โดยธรรมชาติมันจะจัดการกันเอง พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือคำสอนที่เป็นปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ศีลข้อ 1 ก็เป็นเรื่องปาฏิหาริย์แล้ว พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสัตว์ อย่าฆ่ากัน อย่าไปกินกัน แต่ท่านได้ละเว้นไว้ตรงนั้น วางศาตรา วางอาวุธ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นคำสอนที่ผู้ที่ไม่มีปัญญาจะอธิบายอย่างนี้ไม่ได้ ผู้มีปัญญาจะชัดเจนความลึกซึ้งอย่างที่อาตมาอธิบาย คำสอนอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าเป็นปาฏิหาริย์ พวกเราชาวอโศกเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ เป็นมนุษย์ปาฏิหาริย์ เห็นไหม ชัดเจนด้วยปัญญา เราไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ทั้งๆที่หลายคนยังติดยังอยากกิน แต่ปัญญาเข้าใจ เข้าใจแล้วว่ามันไม่ใช่ของควรกิน อกัปปิยะ เลิก สัตว์ไม่ใช่ของควรกิน นอกจากตัวเองกินบาปตัวเองแล้วไม่พอ ยังเอาไปถวายพระภิกษุพระพุทธเจ้าให้ติดยึดอีก ไปขายขี้เท่อ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพระสงฆ์จริงก็จะบอกว่าเอ็งเอามาทำไมเนื้อสัตว์ มันเป็นสิ่งไม่ควร อกัปปิยะ ไม่ควรกิน แหม.. วันนี้ไปบิณฑบาตไม่ได้ปิ้งไก่เลย อะไรอย่างนี้ สู่แดนธรรม... เคยมีพระอาจารย์รูปหนึ่งที่เคร่งครัดดี ตอนแรกสมาทานกินมังสวิรัติ แต่พอมาสอนลูกศิษย์เรื่องละความยึดมั่นถือมั่น ก็เลยกลับมากินเนื้อสัตว์เพราะถ้าขืนกินเนื้อสัตว์ลูกศิษย์จะบอกว่าอาจารย์ยึดมั่นถือมั่น พ่อครูว่า... สมควรแล้วอาจารย์โง่ๆ อย่างนั้น 650223 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความมหัศจรรย์ของศีลที่พ่อครูเอามาสถาปนา