สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูรู้ได้อย่างไรว่าตนเป็นอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูรู้ได้อย่างไรว่าตนเป็นอรหันต์ พ่อครูว่า...เรายังแก่ไม่ลงยังรู้สึกว่ามีพลังงานต้องทำ อาตมารู้สึกว่างานยังไม่เสร็จ ก็เข้าสู่ธรรมะบ้าง ธรรมะของพระพุทธเจ้า ขอยืนยันว่าไม่ใช่ธรรมะของคนเถื่อนไม่ใช่ของพวกมิลักขะ แต่เป็นของพวกอริยกะ ไม่ใช่คนป่าเขาหนีจากสังคม ขอยืนยัน อันนี้แก้ยังไม่ได้ เพราะว่าศาสนาพุทธเดินทางมา 2,500 กว่าปีมันกลายเป็นศาสนาเดียรถีย์ไปหมด ขออภัยเถรสมาคมก็พลอยเป็นเดียรถีย์ไปหมด ไม่มีผลประโยชน์อะไรได้ พวกเราก็มากอบกู้ ก็เลยพยายามจะทำความเป็นจริงให้ได้ เพื่อพิสูจน์ให้ได้จนกระทั่งมันชัดเจนยอมจำนนว่า อย่างนี้ต้องยอมรับว่าบริบูรณ์สมบูรณ์ด้วยสภาพต่างๆ อาตมาก็เลยต้องตั้งใจที่พยายามจะไม่ตายง่ายๆ ทั้งๆที่มันผ่านอายุขัย อาตมาไม่ได้พูดเล่น อายุขัยของอาตมา 72 ปี แต่ก็ผ่านมาโดยที่อาตมาเต็มใจและพากเพียร ขอยืนยันว่าพากเพียรใช้สัมประสิทธิ์ ใช้โพชฌงค์ 7 ของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ขยายมาเป็น 8 อ. รวมทั้งสรีระ จิตวิญญาณเพื่อนำพาให้สังขารขันธ์ สรีระและหัวใจ เป็นไป วิญญาณของอาตมาสดชื่น เรียกว่า freshy ตลอด สดชื่นแจ่มใส เป็นเรื่องของการเรียนรู้เอาธรรมะทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาฝึกฝน พวกเราก็ได้สิ่งนี้ตามกันมาเรื่อยๆจนรวมกันเป็นหมู่กลุ่มของชาวอโศก เมื่อเข้าสู่ความเป็นหมู่กลุ่มของชาวอโศกนี่แหละ อาตมาจึงสามารถที่จะเอาความจริงของหมู่กลุ่มชาวอโศกเรานี้ เป็นลูกพระพุทธเจ้าเอามายืนยันได้ ก็เข้าสู่คำถามที่ยังสงสัยว่า _ถามด้วยความเคารพไม่ได้ทำเพราะมีใจอคตินะคะ 1. พ่อท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นอรหันต์เอาอะไรมาวัดมาตรวจสอบ 2. ถ้าท่านไม่ประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์ให้คนสัมผัสด้วยความรู้สึกเห็นด้วยตา รู้ด้วยใจคนภายนอกจะได้ไม่มาดูถูกท่าน เพราะเขาคิดว่าท่านอวดตัว
พ่อ
อ่านต่อ
ครูว่า ตอบข้อ 2 ก่อน อาตมาบอกไปหลายทีว่าอาตมาไม่มีจิตสาเฐยจิตหรือจิตอยากอวดโอ่เลย อาตมามีการอ่านรู้จิตตัวเองออกจริงๆว่า อาตมาไม่มีกิเลสในอุปกิเลส 16 ข้อ ที่ว่า สาเฐยจิต อาตมาไม่มีจิตตัวนี้ คุณจะเชื่อหรือไม่ ไม่มีสิทธิ์บังคับใคร อาตมามีสิทธิ์พูดความจริงเท่านั้นว่าอาตมาไม่มีกิเลสตัวนี้ อาตมาก็จึงยืนยัน และอาตมาก็ทำตามอย่างนี้ว่าต้องประกาศ ว่าตัวเองเป็นอรหันต์ เพราะยุคนี้มันไม่เห็นอรหันต์ตัวเป็นๆ เพราะไปเจอแต่อรหันต์เก๊ อรหันต์เดา อาตมาก็เลยต้องให้สัมผัสความจริงและมองออกด้วย ว่าพฤติกรรมอาตมามีหลายอย่างที่จะเว่อร์ แต่อรหันต์จริงๆของพวกเรานี้มี ดูเอาเถอะ หลายคนเป็นอรหันต์ไม่เว่อร์อย่างอาตมาหรอก อาตมามีความจำเป็นจะต้องใช้ข้อด้อยทั้ง 10 ข้อ อรหันต์ตัวจริงในพวกเรานี้มี อาตมาก็ขอสรุปข้อ 2 นี้ไว้เสียก่อน ทำไมต้องอวด หากไม่อวดคนจะได้ไม่ว่าอวดตัว แต่อาตมาไม่มีตัวตน เขาว่ามี แต่อาตมาไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไร อาตมาต้องแสดงสิ่งที่เป็นประโยชน์ ใครจะมองอย่างไรไม่มีปัญหา จะว่าจะด่าก็ว่า แต่ไม่ใช่คนหน้าด้านเป็นคนที่รู้อยู่ว่าเขาด่าก็ต้องเข้าใจเขา เขาก็จะได้เท่านั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร คนจะด่าจะว่าก็เป็นความไม่รู้ของเขาอาตมาเลยต้องสงสาร เพราะคนที่ด่าที่ว่าอาตมาเป็นคนน่าสงสารไม่ใช่คนที่น่าโกรธอะไร เพราะเขาไม่รู้จริง นอกจากไม่รู้แล้วยังจะหมั่นไส้ โกรธ ข่มเขาดูถูกเขาเขาก็ด่าให้ คนหยาบก็ด่า อาตมาไม่มีปัญหาอะไร รู้ความจริงอันนี้อยู่ คนที่เป็นผู้ดีหน่อยก็ไม่ด่า
สรุปอีกทีว่า ถ้าอาตมาไม่ประกาศมันจะไม่มีความจริง ตั้งแต่หัวต้น หัวที อาตมาประกาศจึงไม่เหมือนอรหันต์สมบูรณ์แบบ เป็นพระอรหันต์ที่มีความร้อนความเกินความด้อยในตัว แต่ในยุคนี้จะต้องใช้แบบนี้ ต้องข่ม จะเรียกว่าต้องปราบ ต้องชำระ ต้องใช้พลังทางรูปธรรมประกอบ แต่ใจอาตมาไม่มีความรุนแรง อาตมาเมื่อยนะ ต้องปรุงแต่งแรงๆ เมื่อยแล้วทำทำไม ก็ต้องทำเพื่อเกิดผล แล้วทำไมต้องทำ ก็เพราะคนที่แสดงออกกันจัดจ้านก็เพื่อผลให้คนถึงจุดนี้ เป็นยุคสมัยที่แรงๆอย่างนี้ สมณะเดินดินว่า..ผมลองคิดตามว่า พ่อท่านไม่พูดก็ถูกด่าอยู่เช่นเดิม อย่างหลวงปู่พุทธะอิสระคนก็ด่า คนด่าทำอย่างไรก็ด่า ไปต่อต้านเขาก็ด่าหมดแหละ
พ่อครูว่า...แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอรหันต์ เพราะว่าอาตมามีญาณปัญญาวิชชาในตัวเองที่รู้รูปนาม โดยเฉพาะนามธรรมคือจิต เจตสิก รูป นิพพาน เช่นอาตมารู้ว่าอาตมาใช้นามธรรม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ และก็รูป 28 อาตมาใช้จริงๆ ดินน้ำไฟลม คือมหาภูตรูป อุปาทายรูปอีก 24 อาตมารู้กระบวนการของอุปาทายรูป 24 บัญญัติชื่อ 24 โดยมีตั้งแต่ ปสาทรูป โคจรรูป เป็น 10 มันหักออก 1 เพราะใช้กายร่วมกัน กายมีทั้งจิต ทั้งภายนอก กายกับจิตก็หักออกเสีย 1 ก็เหลือ 9 แล้วก็มีภาวรูป คือ ก็มีการสัมผัสภายนอกด้วยซึ่งจะครบปัจจุบันธรรม ครบกาละร่วมรู้กับคนอื่นด้วย หากไม่มีคนอื่นร่วมรู้ด้วย จะไม่เป็นความจริงที่ยืนยันได้ ถ้าคุณจะคิดไปเอง มี นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย อาตมารู้ นาม 5 รูป 28 และชัดเจน อุปาทายรูป 24 ต้องรู้อาการบวกลบ ทำงานสังเคราะห์สังขารกันตลอดเวลา ต้องรู้ตั้งแต่ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามต้องมีภาวรูป 2 เกิด แล้วต้องจับจุดสำคัญให้ได้ว่าสักกายะของเราคืออะไร โดยเฉพาะมันเป็น หทยรูป มันเป็นตัวนามธรรม ในร่างกายเราภายนอกภายในแล้วมันอยู่ตรงไหน มันไม่มีสถานที่ไม่มีตำแหน่ง แต่คุณต้องจับอาการ ลิงค นิมิต รู้ มีนามที่จะรู้รูป คุณจะรู้หทยรูป คุณต้องมีนามที่จะจับอาการ ลิงค นิมิต ของพลังงานนามธรรมในกายที่เรียกว่า คูหาสยัง ในกายยาววาหนาคืบกว้างศอก พร้อมสัญญาและใจของคุณ ใจของคุณก็มีสัญญากำหนดรู้ อ๋อ นี่แหละคือพลังงานปฏิกิริยา ตัวตนของนามธรรมรวมกลุ่มก้อนของปฏิกิริยา ต่อมาต้องรู้ชีวิตรูป ว่ามันมีชีวิตินทรีย์ มีพลังงานชีวิตหรือไม่หรือมันตายแล้ว เราก็ต้องรู้ความจริงว่าพลังงานมันยังมีชีวิตอยู่ แล้วมันอาศัยอะไร อาหารรูป อีก 1 อาหารก็ใช้กวฬิงการาหารก่อน อาหารมี 4 อาหารคือ สิ่งที่อาศัยกินใช้เป็นอุปโภคบริโภค อุปโภคก็ใช้ภายนอก บริโภคก็ใส่เข้าไปกินเข้าไปสังเคราะห์เป็นร่างกาย กวฬิงการาหาร แล้วเราก็เกิดชีวิตินทรีย์ แล้วเมื่อมีชีวิตคนต้องมีผัสสะ ผัสสาหารแล้วคุณต้องมีมโนสัญเจตนา เจตนาของคุณจะเป็นกามตัณหา ภวตัณหาหรือวิภวตัณหา วิภวตัณหายกไว้ เอาอ่านอาการกามตัณหาก่อน ที่เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจคือกามคุณ 5 เรียนรู้ในอาหารรูป แล้วคุณสัมผัสเมื่อใด คุณสัมผัสแล้วยังมีความสุขความทุกข์มีชอบมีชัง มันมีเหตุของมันให้เกิดความสุขความทุกข์ความชอบความชัง คุณก็็วิเคราะห์วิจัยในสังกัปปะ 7 ในนาม ทำเวทนา 108 มีมโนปวิจาร 18 เคหสิตะที่เป็นโลกียะสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวารสัมผัสแล้วก็เกิดความสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ เป็นโลกียะ เคหสิตะก็ได้ มันพักยกเฉยๆก็ได้มันไม่ใช่เรื่องของนิพพาน อาการจะเป็นเรื่องของอุเบกขาเพราะมันไม่มีกิเลสให้เกิดบทบาท เรียกว่าเนกขัมมสิตอุเบกขา ทำไมอาตมารู้ว่าอาตมาเป็นอรหันต์ เพราะว่าอาตมารู้ความจริงของสิ่งเหล่านี้ ที่สอนกันในบรรดาอาจารย์ทั้งหลายแหล่ ที่เรียนรู้อยู่ทุกวันนี้ขออภัย ที่เรียนรู้ในประเทศไทยหรือในประเทศไหนก็แล้วแต่ที่เป็นพุทธศาสนา ขยายความอย่างอาตมา อย่าหาว่าอวดดีเลย แต่เป็นสิ่งที่ควรศึกษา เขารู้แยกสภาวะธรรม อาการ ลิงค นิมิต อ่านอาการของเคหสิตะอย่างหนึ่งและอ่านอาการของเนกขัมมะอย่างหนึ่ง คุณก็จับหากิเลสมันให้ได้ คุณรู้จักความจริงที่เกิดเป็น เคหสิตะหรือไม่ สภาวะจริงคุณมีหรือไม่ อาตมามีจริง ทำให้กิเลสดับกิเลสออกไปได้เป็นเนกขัมมะ จนมันหมดเกลี้ยงเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อยู่ในธาตุวิภังคสูตร เล่ม 14 ข้อ 690 รู้จักอาการที่มันบริสุทธิ์(ปริสุทธา) และแม้บริสุทธิ์ก็ยังมีทำงานกับสิ่งที่เปื้อนอยู่แต่จิตใจก็ไม่เปื้อน เปื้อนอยู่กับสิ่งที่เปื้อนแต่จิตไม่เปื้อนไม่ซึมซับไม่ดูดซึมกับความเปื้อน กลาง นิวตรอนอยู่อย่างนั้น แล้วจิต มุทุ มุทุคืออ่อน ไม่แข็งกระด้างดัดได้ง่าย เร็วไว แววไว เป็นสุดยอดของจิตใจที่เร็วไว ทำอะไรก็เร็วไปรับรู้ก็ไว ปัญญาก็ไว ทางเจโตก็ไว ปรับได้ง่ายดัดได้ง่ายมาก เป็นธาตุหัวอ่อน เป็นจิตหัวอ่อน ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอำนาจเหนือจิต ยังจิตใจให้เป็นไปในอำนาจได้ วสวัตตีโก มีจิตใจเหนืออำนาจจิตตัวเองได้จึงให้เป็นอะไรก็ได้ แต่ไม่เป็นสิ่งที่เลวเป็นแต่สิ่งที่ดีเท่านั้น ได้ ปรับทำได้จริงๆ จึงเหมาะทำกรรมการงานทุกอย่าง กัมมัญญา สามารถทำกรรมทุกอย่างที่ประกอบด้วย อัญญา ปัญญา ตัวธาตุรู้หรืออัญญาธาตุ เป็นธาตุรู้ตัวเฉลียวฉลาดแบบโลกุตระกำกับการทำงานอยู่ทุกกรรม กัมมัญญา การงานจึงเหมาะสมได้สัดส่วนที่ดีไม่สูญเสีย หากยังไม่เก่งก็สูญเสียบ้างมีความ error บ้าง แต่สูญเสียน้อยลงจนสมบูรณ์ได้สัดส่วนที่พอเหมาะพอดีมาก เป็นการงานที่เหมาะควร สุดท้ายก็อยู่กับโลกอย่างไรก็ยังประภัสสร จิตวิญญาณก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ผ่องแผ้วอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน นี่คือองค์คุณ 5 อาตมามีองค์คุณ 5 เป็นฐานของนิพพานเริ่มตั้งแต่ต้นจนจบสุดท้ายเป็นนิพพาน แต่ผู้ที่ยังเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ในเบื้องต้นจะยังไม่เก่ง ยังไม่รู้เหมือนอย่างที่อาตมาอธิบาย เพราะอาตมานั้นเลยจากอรหันต์ธรรมดาไปมากแล้ว ทำไมอาตมาจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ในเมื่ออาตมามีความรู้ถึงสภาวะจิต เจตสิกรูป นิพพาน รูปคืออาการนามธรรมที่ถูกรู้ นามธรรมคือสิ่งที่ไปรู้ นามคือธาตุจิตธาตุปัญญา สัญญา ที่ไปกำหนดรู้ เมื่อสัมผัสแล้วมีภาวะ2 ของจริงต้องมี 2 ไม่ใช่อยู่อย่างเดี่ยวๆคิดปั้นขึ้นมาเพ้อเจ้อเพ้อพกขึ้นมา ไม่ใช่ มันต้องมีของ 2 สิ่ง เทวะ จึงยิ่งใหญ่ ต้องศึกษาชัดเจนในเรื่อง 2 อาตมามีความรู้และทำได้จริงอาตมาจึงเป็นอรหันต์ เห็นไหม อธิบายคำว่าอรหันต์ไม่ใช่เพ้อเจ้อ อาตมาชัดเจนในบาปและรู้จักบุญดีด้วย อาตมาก็กำลังอธิบายบุญอยู่ ในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ จะเอาเรื่องเหล่านี้มาอธิบายด้วย เอาจากหนังสือ เราคิดอะไร ในคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม ใน 7 วันนี้จะให้แตกฉานในเรื่องบุญนี้ให้ได้ และมีเทวะ ต้องมี 2 แต่จับไปที่คำว่า บุญ เตรียมไว้แล้ว
ก็ขอสรุปตรงนี้เลยว่า อาตมารู้ตัวเองว่าเป็นอรหันต์ เพราะว่าอาตมามีความรู้ในเรื่องของเทวะ มีความรู้ในเรื่องของธาตุปัญญา วิชชาหรือญาณ ปัญญา ซึ่งปัญญาหรือญาณหรือวิชชาเป็นธาตุรู้ที่ต้องประกอบไปด้วย 1. จักษุ 2. อาโลก ที่แปลว่า แสงสว่างที่ประกอบด้วยโลก เปิดมีดวงตา พระพุทธเจ้าจึงใช้คำศัพท์ 5 อันนี้คือ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก อาโลก คือโลก ประกอบด้วยการหมุนอยู่และครบทั้งภายนอกภายในเป็น 2 โลกที่ประกอบด้วยแสงสว่างของโลกพระอาทิตย์และมีตา ลืมตา สามารถสัมผัสเห็นทุกอย่างเหมือนมนุษย์ทุกคนมีครบ อาการ 32 ที่จะสัมผัสสิ่งเหล่านี้รู้กันได้ จึงมีธาตุรู้ที่วิเศษ เรียกว่าปัญญา ญาณ วิชชา เข้าประกอบกับสิ่งที่เกิดอยู่ในโลกโดยมีจักษุ มีตา เห็นสัมผัสได้ยืนยันแล้ว พิจารณาปฏิบัติกัน ให้สำเร็จเสร็จกิจไป สำเร็จเสร็จกิจอะไร ทั้งตัวเองใช้ภาคปฏิบัติของเสขบุคคล ของบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ ยังไม่มีอรหัตตผลยังดับอาสวะไม่ได้ อาสวะ เป็นก้นบึ้งของจิต ท่านแปลโดยพยัญชนะ ภาษาวิชาการว่า เหมือนเครื่องหมักดอง มันจะมีตัวแบคทีเรียอยู่ในเครื่องหมักดอง แตกตัวเล็กละเอียด เทียบล็กในทางวัตถุส่วนนามธรรมนั้นก็เหมือนมีตัวตนของชีวะ อาสวะ คำว่า อา เหมือนอาโลก มันยังไม่ค่อยเต็มทีเดียว สวะ ยังไม่ค่อยเต็มทีเดียว มันมีศัพท์ 3 คำ สก สย สว สก เป็นพยัญชนะ ส เอามาจากเศษวรรคของตัวที่ 5 ย ร ล ว ส เอาไปประกอบกับพยัญชนะตัวที่ 1 เริ่มต้นมีอะไรขึ้นมาในโลกภาษาไทยคือ ก ไก่ ข ไข่ ขอ ขวด คอ คน คอ ระฆัง งอ งู อะไรไป ก็เป็นตัวพยัญชนะที่หมายถึงสภาวะอะไรต่างๆ พยัญชนะนี้ตั้งขึ้นมาใช้ภาษาสื่อให้รู้สภาวะ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีความหมาย ตั้งขึ้นมาไม่รู้ ถ้าเขาไม่รู้ว่า ก หมายถึงอะไร ข คืออะไร ก ก็คือ กก เป็นต้นๆเลย กก ตัวต้นมีสองหน่วยแล้วนะ หน่วยหนึ่งอาจไม่ขึ้นที่อะไรเมื่อมี 2 หน่วยสัมผัสกันแล้วก็เครื่องที่ขึ้นมา หรือ กมม ตัว ม.แปลว่าจิต มม มมัง มดน มน มม เริ่มต้น พยัญชนะตัวนี้คือธาตุวิญญาณธาตุจิต เป็นตัวสุดท้ายของพยัญชนะบาลี รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เป็นเรื่องอจินไตยที่ไม่รู้ได้ง่ายๆ อาตมาปาง 7 นะ แต่มีคนยุว่า ปาง 8 เลย อาตมาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้วจะไปบอกว่าเป็นได้อย่างไร เราไม่ได้เป็นเจ้าชายแต่บอกว่าเป็นเจ้าชาย เขาก็มาคบเราในฐานะเป็นเจ้าชายแล้วเราก็มีไม่อะไรให้เขา อาตมาไม่บ้าทำ แค่อยากจะอวดดีอวดเก่ง โก้ ก็เชิญ อาตมาเข้าใจสัจธรรมแล้วไม่ทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ก็พูดไป บรรยายไป ติดตามไปก็แล้วกันว่าอาตมาเป็นอรหันต์จริงหรือไม่ ไม่ได้มังกุอะไร ไม่ได้เนียนๆก็เขินอะไรอาตมาสนุกที่ได้พูดความจริงด้วยซ้ำ อธิบายให้พวกเราเหมือนกับอธิบายให้เพื่อนสนิทเล่นหัวกันบ้าง ดีจะตายไม่ต้องไปเก๊ก เกร็งอะไรสบายจะตายชัก ใครไม่อยากสบายอาตมา ก็ไปเกร็งกันไป เก๊กกันเถอะ อาตมาปล่อยสบายๆเป็นการแสดงถึงความไม่มีตัวตน ใครจะไปถือสาอาตมาว่ามีอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ก็มีของคุณไปสิ อาตมาไม่มี คุณบอกว่ายังมีอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ แล้วอาตมาไม่ได้มี คุณก็อ่านตามอาการที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน กาลามสูตร แล้วคุณก็ไปตีความเอาตามอาการ ซวยนะ พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า คำสำคัญนะ ไปยึดมั่นถือมั่น ตีความเอาตามอาการมันใช้ไม่ได้ เราสามารถดูได้ด้วยอาการ แต่เราจะไปยึดมั่นถือมั่นในอาการตายตัวนั้นมันไม่ได้ อาตมากำลังทำงานกับคนอื่นๆเยอะแยะ ยังเผื่อนะ อาตมาพูดสาธยายก็เผื่อคนดูในจอ แต่พวกคุณก็อย่างไรก็ได้ แต่ข้างนอกต้องเผื่อ บางทีมากล้นไปบ้างเขาก็ถือสา น้อยเกินไปเขาก็ไม่ได้รสชาติ ก็ต้องมีรสชาติบ้าง ประมาณพวกนี้อาตมายาก บอกไม่ถูก มันยังไม่เก่งแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 แต่ได้แค่นี้ก็ยืนยันว่าอาตมาไม่ใช่ธรรมดา เอาสิ่งที่เป็นนามธรรมสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เป็นเรื่องของมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา เกิดเป็นมนุษย์ต้องได้สิ่งนี้ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้วไม่ได้สิ่งนี้ มันเสียชาติเกิดเรียกว่าโมฆะบุรุษ ไม่ได้อาริยธรรมของพระพุทธเจ้าเลยแม้แต่น้อย มันไม่ใช่โลกียธรรม โลกียธรรมมันเป็นธรรมะ 2 มีสูงก็มีต่ำมันไม่เหลือ 1 และไม่เหลือ 0 แค่ว่ามันไม่เหลือ 1 และไม่เป็น 0 นี้ก็คนธรรมดาอธิบายไม่ได้ ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ อรหันต์ระดับ 4 ระดับ 5 ก็ยังอธิบายได้ยากเลย อนุโพธิสัตว์ก็อธิบายได้บ้างสำหรับคนที่มีปฏิภาณปัญญาดี แม้แต่อรหันต์ระดับ 4 เป็นตัวแท้ขนาดนั้น เพราะอรหันต์หมดสิ้นอาสวะเรียกว่าปัญญาวิมุติ อย่างไรก็สูงกว่าอนาคามีแล้ว อนาคามีก็ไม่ย้อนกลับมาเกิดแล้ว ไปเลย แต่ค่อยๆสลายตัวไป อรหันต์ที่สิ้นอาสวะ ก็มีทางกลับมาเกิดอีกได้จริง แต่ไม่กลับมาเกิดก็ได้ ตามแต่ตัวเองต้องการ เป็นอมตะบุคคล คนที่อธิบายอมตะบุคคลจะมาเกิดก็ได้ไม่มาเกิดก็ได้ ทำเกิดทำดับก็ได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อิทธิวิธญาณ ทำให้เกิดก็ได้ตายก็ได้เป็นอมตะบุคคล ถ้ายังไม่ตัดสินยังไม่ตั้งใจปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังไม่ถึงขั้นที่ 10 ของมูลสูตร 10 ซึ่งเดาไม่ได้นะ ถ้าไม่ใช่อรหันต์ที่มีความรู้ระดับอาตมาขึ้นไปมันเดาไม่ได้ อธิบายมูลสูตร 10 มันต่างกันอย่างไร อมตะบุคคลกับวิมุติ วิมุติในระดับที่ 8 ที่ 9 อมตะระดับที่ 10 ปรินิพพานเป็นปริโยสานในมูลสูตร ผู้ที่มีหมดแล้วก็ต้องทำให้ชำนาญ สะสมจะตกผลึกเป็นอมตะบุคคล มีฐานจิตที่เป็นธาตุจะเกิดก็ได้จะตายก็ได้ จนสามารถ ถ้าเก่งๆกำหนดวันตายกำหนดวันเกิด กำหนดขนาดนั้นขนาดนี้ อาตมาจึงบอกว่าได้สร้างสัมประสิทธิ์จะไม่ยอมตาย เพื่อเป็นการพิสูจน์ ไม่ใช่พูดเล่น อย่างนี้เป็นต้น จนกว่าจะตายเอง ปรินิพพาน อาตมายังต้องพยายามจะเป็นพระพุทธเจ้า จะสร้างและสะสมความรู้ไปถึงขั้นว่า จะรู้สูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าได้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อรหันตสาวก แต่ต้องเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อรหันตสาวกจะขอปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ทำได้ของใครของมัน แต่อาตมาจะขออยู่อีกแล้วตั้งปณิธานมาเป็นล้านชาติแล้วไม่ใช่ของพูดเล่นบาปมีจริงบุญมีจริง กุศลมีจริงอกุศลมีจริง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพยายามที่จะทำ ยืนยันว่าพูดด้วยสิ่งที่มีจริงของตัวเองไม่ได้เอาของใครมาพูด ไม่ได้เอาตำราไม่ได้เอาบัญญัติภาษาที่ไม่มีสภาวะจริงมาพูดให้ฟัง ว่าอาตมามีสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ อาตมามีสิ่งที่พูดไปแล้วพอประมาณอาตมาจึงเป็นอรหันต์ พอเข้าใจขึ้นไหม ไม่ใช่พูดแล้วไม่มีอะไรอ้างอิงเลย อาตมาก็ทำงานมาตั้ง 49 จะ 50 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นคุณยังไม่ได้คบกับอาตมาเลยก็เห็นใจเข้าใจ ฟังที่อาตมาอธิบาย หากคุณศึกษาพยัญชนะมามากแล้วคุณจะรู้ว่าโมเมหรือเป็นคนหลอกลวงหรือไม่ หรืออาตมาพูดอย่างมีความรู้จริงก็ติดตาม เอาหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้าที่มีอยู่เป็นธรรมดาธรรมชาติเอามายืนยัน คนเขาหาว่าพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีจริงหรอก เป็นคนฉลาดแต่งขึ้นแล้วเอาความฉลาดมาร้อยเรียงกัน คนนั้นมันเก่งจริงๆนะ แม้แต่แค่เอามาร้อยเรียงอาตมาก็ว่าไอ้คนนั้นเก่งแล้ว มันเดาได้หรือ คนไม่มีสภาวะอะไรจะเอาอันนั้นมาร้อยเรียงมันไม่ได้ อาตมาบอกให้ ผู้ที่ร้อยเรียงสำคัญที่สุดคือพระสารีบุตร พระไตรปิฎกเล่มนี้ของพระสารีบุตรเยอะมาก ผู้ที่จะร้อยเรียงต้องมีภูมิธรรมของตัวเองเป็นหลัก เอามาร้อยเรียงแต่บัญญัติได้เหมือนกัน แต่ไปไม่ได้ไกล ไม่ได้ลึกหรอก หรือบางทีสับสนสภาวะได้ง่าย พยัญชนะก็สับสนได้ง่าย ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ได้อยากอวดอ้าง แล้วไม่ได้ต้องการอวดอ้างเพื่อเอาเด่นเอาดีเอาโก้เก๋อะไรอาตมาไม่มีจิตมีกิเลสตัวนี้ อุปกิเลส 16 นี้ อาตมาจะเหลือเศษอยู่ ก็ตรงที่ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นหมวดสุดท้ายของอุปกิเลส 16 คนจะเข้าใจว่าอาตมามีตัวตน มานะ อติมานะคือตัวตนที่เหลือ ละเอียดเข้าจนตัวเองสับสน มทะ เมา นี้มีสามระดับ สุรา เมรยะ มัชชะ ส่วนตัว มทะ นี้ก็เมา แต่ไม่ได้เมาอะไรมันสับสนนิดหน่อย ไม่เมาแต่สับ ชัดเจนคือสับสน สับไปสับมานิดหน่อย คือมทะ อาตมายังมี พวกคุณก็เห็นอยู่หลายทีเป็นธรรมดาธรรมชาติ สภาวะกับพยัญชนะสลับกันไปมาบ้าง แต่อาตมาไม่สับสนว่าอาสวะมีหรือไม่ แต่สับสนบัญญัติกับสภาวะ และคำว่าปมาทะ ตัวสุดท้ายหลายอย่างอาตมาก็ต้องปรามตนเองว่าตนเองประมาทหรือไม่ มันละเอียดมากเลยนะคำว่าประมาทนี้ทุกอย่างรวมลงที่รอยเท้าช้างนี้ รอยเท้าสัตว์ตัวไหนก็เล็กกว่ารอยเท้าช้างทั้งนั้นเอามาใส่ในรอยเท้าช้างได้ทั้งนั้น เราไม่ต้องยกตัวอย่างไดโนเสาร์นะ มันคนละยุคกัน อันนั้นเป็นยุคจูราสสิก จะเอาปลาวาฬก็ได้ ตัวใหญ่กว่าช้างแต่ปลาวาฬไม่มีรอยเท้า ไม่มีสัตว์ตัวไหนมีรอยเท้าที่ใหญ่กว่ารอยเท้าช้างอีกแล้ว ท่านก็ต้องรวมบอกว่า เรื่องสิ่งต่างๆทั้งหลายแหล่ เอาไปรวมลงที่คำว่าประมาท ปมาทะ เป็นตัวสุดท้ายของอุปกิเลส 16 อย่างนี้เป็นต้น สำคัญมากอย่าประมาท อย่าประมาทและผิดพลาด ผิดพลาดแล้วมันเป็นวิบาก คุณเองผิดก็เป็นวิบากของคุณ ส.เดินดินสรุปจบ...620403_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรยาตราพากู้ชาติจาก 4 รัฐบาลทรราช