สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ ทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ แตกต่างจาก ทานศีลภาวนา ที่ไม่เป็นโลกุตระเป็นแค่โลกียะอย่างไร

ทาน นัตถิทินนัง ทานคือการให้ ให้สมบัติวัตถุแก่คนอื่นไป ด้วยกายกรรมวจีกรรมก็พูดว่าจะบริจาคจะทานจะสละ หรือจะพูดเป็นภาษาอื่นที่เป็นทาน ก็มีกรรมกิริยาที่พอรู้ได้ พูดก็คือให้บริจาคสละ เสียให้อะไรก็แล้วแต่ จิตเป็นทานหรือไม่? จิตได้ให้ตามหรือจิตได้ต้องการอะไรคืนมาให้แก่ตนเองไม่ได้ให้จริงไม่สละขาด ไม่ได้หมดตัวตนจิต วัตถุออกไปปากก็บอกว่าจะให้ เสียไปสละไป แต่ใจไม่เสียสละจริง ใจย้อนกลับขอให้ได้กลับคืนมามากกว่าที่ให้ ทำบุญราคาอาจจะ 100 ต้องการกลับมาเป็น 1,000 เป็นแสนเป็นล้านตอบแทนคืนมา นี่คือการให้ขี้หมา เป็นการให้ผิดเป็นการทำให้เลอะเทอะ สับปลับโกหกตอแหล ตลบตะแลงเป็นการให้ที่ไม่จริง เพราะฉะนั้นจะต้องเข้าใจถึงกรรมกิริยาภายนอกภายในที่สอดคล้องตรงกันโดยกำหนดจิต จิตให้จริงไหม ทาน นัตถิทินนัง หมายความว่าทานแล้วไม่มีผล ทานไปก็ไม่มีผล ผ่านไปแล้วต้องเอาสมบัติเอาวิมานกลับคืนมาในชาติหน้าชาตินี้ชาติไหนจะได้ตอบแทนคืนมาไหม ยังมีความหวังที่จะให้ สาเปกโข พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทานสูตร จิตที่มันตั้งไว้มีอาการ สาเปกโข มีความหวังเป็น สาเปกโขทานังเทติ ทานไปแล้วก็ยังมีความหวังในการให้ทานนั้นอยู่ อย่างนี้ไม่มีอานิสงส์ ในการทานไม่มีประโยชน์ในการทาน ในทางปรมัตถ์ไม่มี

ทาน ศีล ภาวนา ศีล เขาสอนกันแค่ว่าปฏิบัติกายวาจา พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าปฏิบัติศีลคือสำรวมกายวาจาเท่านั้น มันต้องสำรวมกายวาจาก่อนด้วย แต่จะถึงศีลนั้นคือ ถึงจิต ที่ถึงศีลและถึงจิต เพราะคำว่ากาย ไม่ได้หมายถึงร่างภายนอกที่เป็นอุตุนิยามเท่านั้น มันหมายถึงใจ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการสำรวมกายนั้

อ่านต่อ

นไม่ยากหรอกเป็นของหยาบ แต่สำรวมใจนี่มันยาก เพราะฉะนั้นคำว่ากายเวลาปฏิบัติเวลาศึกษาเวลาสำรวม เราไม่ได้ไหมถึงกายว่า เป็นแต่เพียงภายนอกวัตถุ แต่เราหมายถึงกายคือจิตคือวิญญาณคือมโน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 ชัดเจน แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูติ คือ ประชุมด้วยดินน้ำไฟลม เรียกร่างกายนี้ว่า จิต พระพุทธเจ้าท่านเรียกร่างกายนี้ว่าจิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับไม่ได้ฟัง ไม่อาจจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย หากไม่ได้ฟังรายละเอียดอย่างที่อาตมาอธิบายพูด สำรวมกายไม่ได้หมายถึงว่าสำรวมแต่เพียงภายนอก แต่มันหมายถึงข้างในเชื่อมโยงไปถึงข้างนอกตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการสำรวมกายนี้จึงต้องหมายถึงจิต กายที่ไม่สุภาพเรียบร้อยไม่ผิดไม่มีอกุศลไม่ทุจริตก็แน่นอนเป็นของหยาบ เพราะกายกับจิตแยกกันไม่ได้ พูดถึงกายเมื่อไหร่ก็ต้องหมายถึงภายนอกและภายในต้องมีสองสภาพเสมอ กายต้องมีภายนอกด้วยภายในด้วยขาดกันไม่ได้ เป็นเทวะ กายะ ในพจนานุกรม บาลี กายะ แปลว่า หมวดแห่งเจตสิก เจตสิกคือจิตนะ กายะหมวดแห่งเจตสิก 3 เป็นต้น คือ หมวดแห่ง เวทนาเจตสิก หมวดแห่ง สัญญาเจตสิก หมวดแห่งสังขารเจตสิกเป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติกายปัสสัทธิหมายถึงกายวาจาใจสงบจากกิเลส กายยิ่งแคล่วคล่องเป็นกายปาคุญญตา หมายถึงแคล่วคล่องทั้งกายภายนอกก็แคล่วคล่อง เพราะว่ามีเวทนาสัญญาสังขารเจตสิก ที่เกี่ยวข้องเร็วไหวพริบ เป็นกายปาคุญญตา เพราะเป็น กายมุทุตา เป็นองค์ประชุมภายนอกและภายใน ทั้งสรีระและจิต มุทุ คืออ่อนปรับได้ไว มุทุตา ปรับกลับเร็วยิ่งกว่าสิริมหามายา ยิ่งกว่านักมายากล เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี จนไม่รู้ได้ว่ามีหรือไม่มีพูดอันไหนเป็นอันไหนไม่รู้ เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพของจิตที่ดีที่เก่งนี้จึงสามารถควบคุมกายวาจาใจ ทำกรรมได้เก่งมาก กำจัดกิเลสได้เร็วไว เด็ดขาด กิเลสคือ กายกลิ หรือกาลี ตัวที่เป็นตัวไม่ดี ตัวชั่วช้า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ตัวชั่วช้าอยู่ในใจของเราทั้งกายทั้งใจกายเป็นธรรมะ 2 ทั้งภายนอกและภายใน เป็นกายาสวะเป็นตัวหมักหมมอยู่ ถ้าเปรียบเทียบเป็นพลังงานก็คือพลังงานของแบคทีเรีย เล็กๆน้อยๆเป็นอาสวะหมักดองแต่งตัวอยู่ กายกลิ ให้กิเลส มันมีพลังงานแข็งแรง เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีปฏิบัติในกายคตาสติ คือใช้สติรู้ตัวทั่วพร้อมเสมอ แล้วก็พิจารณากรรมกิริยากายวาจาใจ โดยเฉพาะจะต้องถึงใจเสมอ กายหมายถึงจิตมโนวิญญาณ แล้วก็จัดการที่ใจ แน่นอนต้องจัดการภายนอกด้วยกายกรรมด้วย ทุกวันนี้กายกรรมพวกเราชาวอโศกเสื่อมไปไกลมาก เสื่อมศรัทธา มันไม่สำรวมมันไม่สงบมันเป็นลิงเป็นค่าง ตั้งแต่อาตมาไปทีเดียว ขอสารภาพ เอากลับคืนมาได้ไหม … (ได้) สำรวมระวัง เริ่มต้นวันนี้ไป ดึงศรัทธาคืนมา ทุกวันนี้ชีวิตสังคมชาวอโศกเราก็ดีขึ้นแล้ว ทำการงานอาชีพสมบัติต่างๆ ก็อยู่ในฐานะที่เรียกว่าพอกินพอใช้ อุดมสมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็มาสนใจการสำรวมสังวรอย่างนี้ กลับมาสำรวมสังวรปฏิบัติกันให้ดีจริงๆ พยายามตั้งใจดู ไม่ต้องรีบร้อนนักหนาในเรื่องการกินกันอยู่ อาหารการกินก็ไม่ต้องอะไรมากแล้วทำที่มีอยู่แล้วให้สำเร็จเสร็จโครงการที่ออกแบบไว้แล้ว ไม่ต้องไปออกแบบใหม่อีกแล้ว คิดว่าทุกอย่างมันลงตัว อาตมานึกถึงตัวเองอายุ 85 ถึงมิถุนายนนี้ก็เต็ม 85 ก็ไปเรื่อยๆมันก็ยาวไปเรื่อยๆ พวกเราก็เลิกทางสะสมหรือเลิกทางวัตถุ สถานที่เสนาสนะก็พออยู่พอใช้แล้ว บุคคลในหมู่กลุ่มชาวอโศกเราก็เป็นปึกแผ่น พร้อมจะเป็นหมู่ใหญ่ที่ ช่วยกันประพฤติปฏิบัติหันมาสร้างแก่นแกน เพราะเราสร้างรั้วอาณาบริเวณภายนอกที่จะเป็นเสนาสนะ อาตมาว่าเพียงพอแล้ว เรามาเคี่ยวใน เข้มข้น บุคคล อาหาร ในสัปปายะ 4 เสนาสนะก็พอเพียง บุคคลก็ได้บุคคลที่จะมาเป็นชาวอโศก ใครจะมาร่วมเป็นสมาชิกจะมาเพิ่มเติมก็ยินดีต้อนรับ ด้วยพวกเราก็ควรจะต้องเป็นตัวของพวกเรา แต่ละบุคคล พึงเอาประโยชน์ตนให้มาก อย่าพร่าประโยชน์ตนเพราะผู้อื่นแม้มาก เพราะฉะนั้นน้อยก็ยังต้องเอา แม้ประโยชน์ผู้อื่นจะมีมาก เราก็ยังไม่เอาเลย แล้วนิดๆหน่อยๆจะไปเอาทำไม เราก็มาอาศัยการสังวรสำรวมปฏิบัติประพฤตินี้ให้ได้เป็นอันมาก ธรรมะสัปปายะ ให้เกิดธรรมะสูงขึ้นเจริญขึ้น พัฒนาขึ้นมาตั้งใจอันนี้ ตอนนี้เรามีคุณนิธิ มีประโยชน์ความเป็นคลังของความเป็นปึกแผ่นพอสมควร จนกระทั่งมีคุณราศีพอสมควร แต่ราศีของพวกเรามันไม่ใสสะอาด ถ้าพวกเราไม่สุภาพไม่เรียบร้อย มันแกว่งไกวก็เลยขุ่น ถ้าสงบราศีเราจะผ่องแผ้ว เป็นคุณวิเศษคุณประโยชน์ให้พวกเราแน่นขึ้น ผู้อื่นจะไม่เห็นมาสัมผัสได้ ก็ว่าอย่างนี้น่าศรัทธาน่าเลื่อมใส เป็นความดีความสงบสะอาดบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่น่านับถือน่าเคารพ เป็นปาสาทิกะ เป็นอาการที่น่าเลื่อมใสเป็นคุณธรรมคุณวิเศษที่พร้อมทั้งกายวาจาใจ ซึ่งไม่ใช่คุณธรรมที่ธรรมดาสามัญที่เขามีกัน แต่เป็นคุณธรรมขั้นที่มีทั้งนอกและในสอดคล้องลงตัวกันประสานกัน โดยมีการชำระกิเลสเป็นหลัก มีบุญเกิดบุญ ก็จะได้รู้ว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรมเกิดบุญเป็นอย่างนี้เอง ก็คือสามารถที่จะชำระกิเลสได้ เรียกว่าบุญ ถ้าปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่รู้จักตัวกิเลสไม่รู้จัก สักกายะ ไม่รู้ตัวตนของกาย สักกะ แปลว่าตัวตน ตัวเรา มันไม่รู้รูปนามองค์ประชุมที่สังเคราะห์สังขารกัน แล้วเราก็แยก มีทำวิจัยสัมโพชฌงค์สัมผัสอะไรแล้วเกิด ตักกะ เราก็แยกแยะ วิจัย วิตก วิจาร แยกพฤติกรรมออกว่าอันนี้เป็นเวทนาแท้อันนี้เป็นเวทนาเทียม ที่มันปรุงแต่งเป็นความสุขความทุกข์ เราก็รู้ว่ามันมีเหตุ เป็นกิเลสบำเรอจิต บำเรอเวทนา สมกับที่ต้องการสมกับที่มันอุปาทานไว้ก็ดี หรือเป็นตัณหาอยากได้ แยกความเป็นตัณหาอุปาทานเป็นกิเลสออกได้ ก็จัดการกับตัวนี้ แยกมันได้แล้วก็จัดการกับอาการของกิเลส ไม่ใช่เลอะเทอะไป แลบเลีย เหลื่อมล้ำ ทำให้จิตใจบาดเจ็บทำให้จิตใจถูกเชือดเฉือนไปด้วย ให้เชือดแต่กิเลสออก ไม่ไประคายจิต จิตก็สะอาดเป็นธาตุรู้แท้ๆ ส่วนกิเลสเป็นตัวแฝงอยู่กับธาตุรู้ เป็นตัวปรสิต เป็นตัวกาฝาก ไม่ใช่ตัวแท้ของจิต เป็นตัวที่มาเกาะอยู่กับเราต้องกำจัดตัวนี้ออกให้ได้แล้วจิตใจเราจะใสสะอาด เราจะต้องทำให้มันชัดเจนอย่างนั้นจึงจะเป็นคุณค่าที่แท้เป็นประโยชน์ที่จริงในนักปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ 620406_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เปิดโลกบุญนิยม ตอน1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน